จ่อขึ้นบัญชีดำสาวอังกฤษ หากให้ข้อมูลเท็จคดีข่มขืน

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เผยหากสาวอังกฤษให้ข้อมูลเท็จ จะถูกดำเนินคดี พร้อมขึ้น “บัญชีดำ” ห้ามเข้าไทยอย่างถาวร ขณะที่ “สมุยไทม์” ปิดเว็บไซต์ หลังถูกแจ้งความดำเนินคดี

พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยความคืบหน้ากรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษ อ้างถูกชิงทรัพย์ ข่มขืนบนหาดทรายรี เกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานไปยังตำรวจลอนดอน ให้บันทึกปากคำผู้เสียหาย พร้อมพยานเอกสารหลักฐาน ส่งมาให้ตำรวจไทย เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งหากพิสูจน์แล้ว ไม่พบว่ามีมูลความจริง ก็เตรียมดำเนินคดี ฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน พร้อมขึ้น “บัญชีดำ” ห้ามเข้ามาประเทศไทยอย่างถาวร

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีเว็บไซต์ “สมุยไทม์” ที่มีนางซูซาน บูแคนัน (Suzanne Buchanan) ชาวอังกฤษ เป็นเจ้าของ รวมถึงเป็นแอดมินเว็บไซต์ และแฟนเพจเซฟบุ๊ก CSI LA ที่มีนายประมุข อนันตศิลป์ หรือ เดวิด เป็นแอดมิน หลังนายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน / นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเต่า / กำนันตำบลเกาะเต่า พร้อมผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 หมู่ 3 ได้เข้าแจ้งความเพื่อเอาผิด กรณีแชร์เรื่องดังกล่าวนั้น มีรายงานว่า ในวันนี้ (3 ก.ย.) พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.)เกาะเต่า เตรียมนำสำนวนไปขออนุมัติออกหมายจับผู้ดูแล 2 เว็บเพจดังกล่าว ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย

โดยในส่วนของเจ้าของเว็บไซต์ “สมุยไทม์” ที่เป็นชาวอังกฤษ พนักงานสอบสวนจะส่งเอกสารผ่านอัยการระหว่างประเทศ แจ้งไปยังประเทศอังกฤษ ว่าพลเมืองของประเทศอังกฤษ กระทำผิดในคดีอาญา และถูกศาลออกหมายจับแล้ว

นอกจากนี้ มีรายงานว่า หน้าเว็บไซต์ “สมุยไทม์” ไม่สามารถดูข่าวใดๆ ได้แล้ว ลักษณะคล้ายปิดเว็บไซต์ ส่วนเพจเฟซบุ๊ก “สมุยไทม์” ไม่สามารถเปิดอ่านข่าวได้แล้วเช่นกัน / ขณะที่เพจ CSI LA ยังสามารถเปิดอ่านได้ปกติ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีคดีที่ผู้ประกอบการเกาะเต่า แจ้งความเอาผิด 2 เพจดัง ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีขุดคุ้ยคดีฆาตกรรม เดวิด วิลเลี่ยม และ ฮันน่าห์ วิคทอเรีย วิทเธอริดจ์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ซึ่งต่อมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาประหารชีวิต 2 ผู้ต้องหาชาวเมียนมา

เตือน 16 จังหวัด เตรียมรับมือฝนตกหนัก

ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เตรียมลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมเตือน 16 จังหวัดรับมือฝนหนักในช่วงนี้

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ว่า ในช่วงนี้จะมีฝนตกหนักและมีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก 16 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ ที่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 3–7 กันยายนนี้ ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้

สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันอัตราการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 820 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30-50 เซนติเมตร ซึ่งศูนย์เฉพาะกิจฯ ได้ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พิจารณาปรับแผนลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำให้เกิดน้อยที่สุด รวมไปถึงแจ้งจังหวัดและประชาชนให้ทราบแผนการระบายน้ำล่วงหน้า

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้มีหนังสือแจ้ง 22 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อขอความร่วมมือชาวนาไม่ทำการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว เนื่องจากเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำโขงแนวโน้มน้ำสูงขึ้น

ด้าน พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ได้กำชับสั่งการไปยังจังหวัดเสี่ยงภัย คือ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เตรียมการป้องกันความเสียหายและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งการเผชิญเหตุ และช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เช่น จ.นครพนม อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอีก จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ โดยขนย้ายสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ และสัตว์เลี้ยง ขึ้นที่สูงหรือสถานที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมใน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครพนม บึงกาฬ สกลนคร เพชรบุรี นครนายก ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี โดยหน่วยงานภาครัฐได้ผนึกกำลังเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมทั้งแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว

ปรับ 2,000 บาท! หนุ่มกลับรถในที่ห้าม – ข่มขู่นักข่าว

ชายอายุ 25 ปี พร้อมแฟนสาวเข้าให้ปากคำ คดีจอดรถลงมาต่อว่านักข่าว หลังโมโหถ่ายคลิปฝ่าฝืนกฎจราจร กลับรถในที่ห้าม

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองลพบุรี เรียกตัวชายอายุ 25 ปี พร้อมแฟนสาวเข้าให้ปากคำ หลังไม่พอใจและผลักอกจะทำร้ายร่างกายนักข่าวประจำจังหวัดลพบุรี บนสะพานลอย ขณะบันทึกภาพรถยนต์กลับรถในที่ห้ามกลับรถ บริเวณถนนพหลโยธินทางหลวงหมายเลข 1 บริเวณหน้าโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 1 ในตัวเมืองลพบุรี

โดยชายคนนี้ยอมรับว่า เป็นคนขับรถและเป็นผู้ที่ก่อเหตุจริง เจ้าตัวได้กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายและสังคม เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหา คือความผิด พ.ร.บ.จราจร และข้อหาทำร้ายร่างกาย ลงโทษปรับเป็นเงิน 2,000 บาท