ยึดทรัพย์เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ เก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมาย

สนธิกำลังทหาร ตชด.และตำรวจสิชล ยึดทรัพย์เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมาย ยึดเงินสดและทองคำจำนวนมาก

วันนี้(1 ก.ย. 61) พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช แถลงว่าผลการสนธิกำลังทหารค่ายฝึกรบพิเศษสิชล,ตำรวจ สภ.สิชล,ตำรวจน้ำขนอม,ตชด.424,ฝ่ายปกครอง อ.สิชล รวมกำลัง 160 นาย ระดมกวาดล้างเป้าหมายยาเสพติดในพื้นที่ อ.สิชล โดยทำการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านในพื้นที่บ้านฝ่ายท่า ต.ทุ่งใส อ.สิชล ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านประมงติดกับปากน้ำสิชล ซึ่งมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมากที่สุด มีการตรวจพบวัยรุ่นหลายรายเสพยาเสพติดจึงนำตัวไปทำการบำบัดฟื้นฟูต่อไป และกำลังเจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นเป็นบ้านของนางช่อนกลิ่น พริกคง อายุ 43 ปี เลขที่ 517/1 หมู่ 1 ต.ทุ่งใส อ.สิชล ผลตรวจค้นพบเงินสดในตู้เซฟและในกระเป๋าคาดเอวรวม 1,831,780 บาท แหวนทองคำ สร้อยคอทองคำ น้ำหนักรวม 83 บาท

สอบสวนนางช่อนกลิ่น ให้การรับสารภาพว่า ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของตนที่ได้มาจากการปล่อยเงินกู้นอกระบบ และเป็นท้าวแชร์แชร์เงินสดรายวัน รวมทั้งให้ผ่อนทองรูปพรรณ เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวนางช่อนกลิ่น พร้อมนำเงินสดและทองรูปพรรณทั้งหมด นำมาที่ สภ.สิชล โดยจากการตรวจสอบสมุดบัญชีพบว่านางช่อนกลิ่น ปล่อยเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยที่เกินกฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ยังได้ซื้อทองรูปพรรณด้วยเงินสด แล้วนำมาให้ลูกหนี้ผ่อนซึ่งจะมีกำไรเฉลี่ย 3,000-4,000 บาท ต่อทองคำหนัก 1 บาท และยังเป็นท้าวแชร์รายใหญ่ในพื้นที่มีลูกค้าจำนวนมาก ทำแบบนี้มานานนับ 10 ปี แล้ว เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดพร้อมตั้งข้อหาให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆอันมีลักษณะเป็นการอำพรางให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นำตัว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สิชล ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

DSI จับมือสรรพากร เช็คบิลเจ้าหนี้ เลี่ยงภาษี

อธิบดีดีเอสไอ จับมือ อธิบดีกรมสรรพากร ส่งมอบข้อมูล ดำเนินคดีข้อหาเลี่ยงภาษี แก่เจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้นอกระบบในจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดเพชรบูรณ์ มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย อำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ลูกหนี้ ช่วยเหลือประชาชนที่เป็นลูกหนี้และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ทั้งนี้ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ให้มีการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการปล่อยเงินกู้ของเจ้าหนี้ที่ใช้เงื่อนไขทางกฎหมายเอารัดเอาเปรียบประชาชน บังคับคดียึดที่ดิน ทำให้ทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าหนี้เป็นจำนวนมาก รวมถึงการอำนวยความเป็นธรรม การสนับสนุนข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดีของลูกหนี้ และการป้องกันโดยการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อมิให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของเจ้าหนี้นอกระบบ

ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2561 เวลา 15.30 น. กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมสรรพากร โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ร่วมประชุมประสานความร่วมมือในการดำเนินมาตรการทางภาษีกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ในการผลักดันให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 กรมสรรพากร แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจากกรณีที่มีประชาชนจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ร้องขอให้ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหนี้นอกระบบในจังหวัดชัยภูมิ และ เจ้าหนี้นอกระบบในจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมครอบครัว โดยกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ลูกหนี้ลงชื่อในเอกสารเพื่อใช้โฉนดที่ดินและทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นหลักประกันเงินกู้ และเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้จะมีการบังคับตามสัญญาประกันจนชาวบ้านที่กู้เงินนอกระบบดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อน ถูกบังคับคดียึดบ้านและที่ดินเป็นจำนวนมาก

ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 23/1 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สืบสวนสอบสวนตรวจสอบ พบว่าบุคคลดังกล่าว มีบัญชีเงินฝากจำนวนหลายสิบบัญชี และได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มาเป็นจำนวนมากโดยหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงได้ประสานข้อมูลให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประสานกรมสรรพากรให้ดำเนินการประเมินภาษีแก่เจ้าหนี้นอกระบบจังหวัดชัยภูมิ สำหรับปีภาษี 2550 – 2555 เป็นเงินรวมประมาณ 230,000,000 บาท (สองร้อยสามสิบล้านบาท) กรมสรรพากรตรวจสอบแล้ว ได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เรียกเจ้าหนี้นอกระบบจังหวัดชัยภูมิกับพวก มารับทราบข้อหาในความผิดฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากรซึ่งกลุ่มเจ้าหนี้จังหวัดชัยภูมิ มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา

จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่าในช่วงปี 2556 – 2560 เจ้าหนี้รายนี้มีเงินนำฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารจำนวน 152 ล้านบาทเศษ แต่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้จำนวน 5 ล้านบาทเศษ ส่วนสามีมีเงินนำฝากจำนวน 114 ล้านบาทเศษ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการเงินได้แต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวมีเหตุที่น่าสงสัยว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอส่งเอกสารเพื่อขอให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สำหรับเจ้าหนี้นอกระบบในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีจำนวน 3 ราย จากการตรวจสอบ ระหว่างปี 2553 – 2559 พบว่าเจ้าหนี้รายที่ 1 มีการนำเงินมาฝากในบัญชีจำนวน 1,000 ล้านบาทเศษ แต่ยื่นแบบเงินได้ จำนวน 160 ล้านบาทเศษ ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 2 และภรรยา จากการตรวจสอบรายการเดินบัญชีระหว่างปี 2553 – 2559 พบว่ามีการนำเงินมาฝากในบัญชีดังกล่าว เป็นเงินจำนวน 260 ล้านบาท เจ้าหนี้รายที่ 2 นี้ ยื่นแบบเงินได้ฯ ตามมาตรา 40(5) มาตรา 40(8) เป็นเงินจำนวน 12 ล้านบาทเศษ โดยไม่ได้ยื่นแบบแสดงเงินได้ฯ ตามมาตรา 40(4) แต่อย่างใด

จากการตรวจสอบ สำเนาโฉนดที่ดิน, น.ส.3, สำเนาหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้อง พบว่าในระหว่างปี 2550 – 2559 เจ้าหนี้รายที่ 2 และภรรยา พร้อมบุตรอีก 3 คน ได้กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดินมาเป็นของตนเองเป็นจำนวนกว่า 1,823 ไร่ ทั้งที่ภรรยาได้แจ้งในแบบ ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.94 ของสามีว่า ตนเองเป็นบุคคลผู้ไม่มีเงินได้พึงประเมิน ส่วนบุตรทั้งสามคน ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการยื่นแบบแสดงเงินได้ฯ แต่อย่างใด เช่นกัน

ตามข้อมูลหลักฐานและพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น มีเหตุที่น่าสงสัยว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้มีการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีอื่น ๆ กับกลุ่มเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบดังกล่าว จึงขอส่งข้อมูลและหลักฐานมายังอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไปทั้งนี้ ในส่วนประเด็นความผิดอื่น ๆ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ดำเนินการต่อไป เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีก

ปภ.เผยยังมี 8 จังหวัดน้ำท่วมสูง บึงกาฬหนักสุด

ปภ.ติดตามสถานการณ์น้ำ ยังมี 8 จังหวัดน้ำท่วม บึงกาฬหนักสุด เร่งระบายน้ำ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันนี้(1 ก.ย.) นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน “เบบินคา” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. – 1ก.ย. 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 18 จังหวัด ประกอบด้วย น่าน, เชียงราย, ลำปาง, พะเยา, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, หนองคาย, นครพนม, บึงกาฬ, เพชรบุรี, สกลนคร, ลพบุรี, นครนายก, ชัยภูมิ, เพชรบุรี, พิจิตร, กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี ประชาชนได้รับผลกระทบ 162,711 คน มีผู้เสียชีวิต 4 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด

ทั้งนี้ มีสถานการณ์อุทกภัย 8 จังหวัด ได้แก่

นครพนม 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม

บึงกาฬ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอโซ่พิสัย อำเภอปากคาด อำเภอศรีวิไล อำเภอบึงโขงหลง อำเภอเซกา และอำเภอพรเจริญ

สกลนคร 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม และอำเภออากาศอำนวย

เพชรบุรี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และอำเภอบ้านแหลม

นครนายก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา และอำเภอองครักษ์

ชัยภูมิ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ และอำเภอจัตุรัส

กาฬ์สินธุ์ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอ เมืองกาฬสินธุ์ อำเภอกมลาไสย และอำเภอฆ้องซัย

อุบลราชธานี 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเขื่องใน อำเภอเมืองอุบลราชธานี และอำเภอโขงเจียม

อย่างไรก็ตาม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แจกจ่ายถุงยังชีพ และเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว