น้ำปู๋ อาหารภูมิปัญญาถิ่น ทำรายได้ให้คนแม่ใจ เมืองพะเยา

ชาวบ้าน อ.แม่ใจ ลุยทำ น้ำปู๋ อาหารพื้นถิ่น ออกจำหน่ายทำเงิน หลัง 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว

วันที่ 24 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าว MThai ได้เดินทางไปดูการทำน้ำปู๋ (น้ำปู) ของชา;บ้านใน ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ จ.พะเยา ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะออกมาทำน้ำปูกันตรงพื้นที่ว่างในนาตนเอง ที่ตั้งอยู่ริมถนนเส้นหนองเล็งทราย บ้านสันขวาง-สันกำแพง อ.แม่ใจ จ.พะเยา

การทำน้ำปู จะทำในช่วงหลังจากปลูกข้าวนาปี ระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งในช่วงนี้ปูนาจะออกมากัดกินต้นข้าว ชาวบ้านก็จะออกไปจับปูนามาทำน้ำปู เป็นการกำจัดศัตรูข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี

น้ำปูใช้ปรุงรสอาหารพื้นบ้านภาคเหนือ เช่น น้ำพริกน้ำปู แกงหน่อไม้ ยำหน่อไม้ ตำแตง ซ้ามะเขือ ตำเตา ตำส้มโอ ตำกระท้อนตำกระท้อน ตำน้ำพริกน้ำปูและยำหน่อไม้ เป็นอาหารดั้งเดิมของคนเหนือ โดยมักจะทำน้ำปูในฤดูฝนหรือฤดูทำนาเพื่อไว้ใช้ในการปรุงอาหารได้ตลอดทุกฤดูกาล

น้ำปู หรือ น้ำปู๋ เป็นอาหารที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในภาคเหนือ เป็นการถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้กินเป็นเวลาเเรมปี นอกจากที่ชาวบ้านจะทำไว้กินเองเเล้วยังนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

ซึ่งนางใหม่ มะลิวัลย์ อายุ 48 ปี ชาวบ้านม. 3 ต.ศรีถ้อย อ.แม่ใจ จ.พะเยา กล่าวว่า ได้ทำน้ำปู มาหลายปีแล้ว สำหรับการทำน้ำปู เมื่อได้ปูนามาแล้วก็จะนำอามาขังและแช่น้ำไว้สักหนึ่งคืนเพื่อให้สิ่งสกปรก เช่น ดิน โคลนหลุดออกจากตัวปู

จากนั้นก็จะนำปูมาล้างให้สะอาด เตรียมใบตระไคร้ ใบขมิ้น นำมาบดพร้อมกับปู เอาน้ำปูออกให้มากที่สุด แล้วนำน้ำปูเก็บไว้ประมาณ 1-2 คืน เพื่อดองให้เกิดกลิ่น และนำไปเคี่ยว

การเคี่ยวต้องใช้ไฟแรงๆ และค่อยๆ เอาฟืนออกให้ไฟอ่อนลง เมื่อเคี่ยวจนน้ำปูแห้งแล้วจะเติมเกลือเล็กน้อย น้ำปูแห้งจะจับกันเป็นก้อนสีดำ พักไว้ให้เย็นสามารถนำไปเก็บในโหลหรือถุงพลาสติก ก่อนจะนำแแกไปจำหน่าย สนนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท และจะมีแม่ค้ามารับเองเป็นประจำ

วันหนึ่งทำได้ประมาณ 20 กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้ในช่วงนี้ได้อย่างดี ทั้งนี้หากผู้ที่สนใจสั่งได้ที่ เบอร์ 09-3312-2773 ติดต่อนางใหม่ มะลิวัลย์ ได้

6 คนตาบอด ปักผ้าซาชิโกะสำเร็จเป็นกลุ่มแห่งแรกของประเทศไทย

6 คนตาบอด ปักผ้าซาชิโกะสำเร็จเป็นกลุ่มแห่งแรกของประเทศไทย สมาคมคนตาบอด จับมือ มช. เตรียมต่อยอดเป็นอาชีพใหม่ให้กับคนตาบอดทั่วประเทศ

ลวดลายจากเส้นด้ายที่ดูเรียบง่าย แต่มีความสวยงามและไม่ซ้ำแบบ เป็นผลงานการปักผ้าซาชิโกะ หรือ ผ้าลวดลายสไตล์ญี่ปุ่น ที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำออกมาโชว์ให้กับผู้สื่อข่าวได้ชม ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคนตาบอด 6 คน ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถือเป็นผู้พิการทางสายตากลุ่มแรกของประเทศไทยที่ข้ามผ่านอุปสรรคด้านการมองเห็น ใช้ประสาทสัมผัสปักผ้าจนได้ลวดลายที่สวยงาม

นายต่อพงษ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนตาบอดในประเทศไทยที่ลงทะเบียนคนพิการและมีชีวิตอยู่ มีประมาณ 2 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุมากถึง 1 แสนกว่าคน ที่เหลือคือวัยแรงงานและวัยเด็ก ผู้พิการส่วนใหญ่ยังขาดโอกาสประกอบอาชีพและการศึกษา

มีส่วนน้อยที่เคยผ่านระบบโรงเรียน หรือ ผ่านระบบฝึกอาชีพ มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้อยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ อาชีพที่ทำมากสุดคือนวดแผนไทย เพราะใช้ทักษะที่ใช้ประสาทสัมผัส มีคนทำกว่า 10,000 คน รองลงมาเป็นอาชีพขายฉลากกินแบ่งรัฐบาล ร้องเพลงในที่สาธารณะ และ ทำงานประจำในภาคเอกชนหรือภาครัฐ ตามลำดับ

แม้การให้คนตาบอดเย็บผ้าและปักลวดลายจะเป็นงานท้าทาย แต่นางสาววันดี สันติวุฒิเมธี หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการและค้นหาบุคคลตาบอด เชื่อว่า คนตาบอดสามารถใช้ทักษะด้านประสาทสัมผัสสร้างผลงานหัตถกรรมหรืองานศิลปะได้ จึงมีแนวคิดในการให้คนตาบอดทดลองปักผ้าซาชิโกะที่มีต้นแบบมากประเทศญี่ปุ่นมาทดลอง เพราะการปักผ้าแบบนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นจะปักผ้าให้กับผู้ชายที่ไปออกรบและส่วนใหญ่จะปักในตอนกลางคืนและต้องใช้ประสาทสัมผัส

ซึ่งคนตาบอดก็น่าจะทำได้ จึงเริ่มคัดเลือกผู้พิการตาบอด จำนวน 6 คน ที่เคยถักนิตติ้งหรือร้อยลูกปัดและมีใจรักที่อยากจะปักเย็บผ้า มาทดลองฝึก ผลการทดลองพบว่าทั้ง 6 คน สามารถปักผ้านี้ได้และได้ผลงานที่สวยงาม ต่อมาจึงมีการดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อให้เย็บปักได้ง่ายขึ้นและใช้เส้นด้ายขนาดใหญ่ที่ให้สัมผัสได้ดีกว่าเส้นด้ายปกติ

นางสาววันดี บอกว่า ผลการทดสอบที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีกระแสตอบรับดีมากและมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจึงเตรียมขยายไปทั่วประเทศให้คนตาบอดได้มีทักษะและมีรายได้ โดยเฉพาะคนตาบอดที่อยู่ในที่ชนบทห่างไกล เพราะการปักผ้าซาชิโกะไม่เหมือนอาชีพนวด ขายล็อตเตอรี่ ที่ต้องไปเดินหาลูกค้า

แต่อาชีพนี้สามารถทำที่บ้านได้และจะมีคนประสานงานเพื่อช่วยเหลือและนำมาจำหน่าย งานทุกชิ้นเป็นแฮนด์เมดมีลายเซ็นต์ของผู้ทำที่เป็นอักษรเบรลติดกับเนื้อผ้าทุกชิ้น ป้องกันการปลอมและการแอบอ้าง และ มีการลงบันทึกรหัสว่าผ้าผืนไหน ลวดลายไหนใครเป็นคนทำ มีการถ่ายภาพไว้ด้วย เพื่อให้คนซื้อได้มั่นใจว่าสามารถติดตามผลงานและสั่งซื้องานของคนที่ทำได้

โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนการฝึกอบรมโดยสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและสมาคมคนตาบอดภาคเหนือ ร่วมกับ Sewing Studio หลังจากนี้มีแผนที่จะนำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าของผู้ฝึกอาชีพ โดยแยกเป็นค่ารายได้ให้กับผู้พิการที่เป็นเจ้าของผลงาน และ รายได้จากอุปกรณ์ ซึ่งจะนำไปต่อยอดให้กับผู้พิการในโครงการที่สอง และขยายผลต่อไปให้กับผู้พิการทั่วประเทศ เพื่อบรรจุเป็นอาชีพใหม่สำหรับผู้พิการในอนาคต

โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลและติดตามผลงานของผู้พิการได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Pakjitpakjai ได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พิการมีกำลังใจมากขึ้น แล้วจะรู้ว่างานฝีมือและทักษะของผู้พิการไม่แพ้คนตาดี และเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความอดทนอย่างแท้จริง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ และพระราชทานยศทหาร

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ และพระราชทานยศทหาร

วันที่ 24 ก.ย. 2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ และพระราชทานยศทหาร ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ให้ดำรงตำแหน่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคล ของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ให้ดำรงตำแหน่งจำนวน ๑ นาย ดังนี้

พันเอก ปรีชา พิทักษ์ธานิน ตำแหน่ง รองหัวหน้าแผนกงานพิเศษระดมสรรพกำลังและปฏิบัติการ หน่วยอำนวยการยุทธวังและแผนงานอำนวยการในพระองค์ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ปรับย้ายลงในตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษสำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษ ในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศพลตรี


ที่มา  ราชกิจจานุเบกษา