ซูเปอร์มาร์เก็ตนิวซีแลนด์งดขายสตรอเบอร์รีออสเตรเลียหลังพบเข็มซ่อนอยู่

“เคาต์ดาวน์”  ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ ประกาศงดขายสตรอเบอร์รียี่ห้อหนึ่งจากออสเตรเลีย หลังมีลูกค้าแจ้งว่าพบเข็มซุกซ่อนอยู่

วันที่ 24 ก.ย. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน บริษัทเคาต์ดาวน์ ซึ่งเป็นเครือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ ออกแถลงการณ์ ระงับการจำหน่ายสตรอเบอร์รียี่ห้อ “ชอยส์” ของออสเตรเลีย ในทุกสาขา และตามร้านสะดวกซื้อทุกแห่งในเครือของบริษัทด้วย “อย่างไม่มีกำหนด” จนกว่าการหารือกับบริษัทผู้ผลิตจากต้นทางจะได้ข้อสรุป 

พร้อมกันนี้ เนื้อหาในแถลงการณ์ยังมีคำเตือนให้ผู้บริโภคที่ซื้อสตรอเบอร์รีจากซูเปอร์มาร์เก็ตของเคาต์ดาวน์ไปแล้ว ให้หั่นสตรอเบอร์รีทุกยี่ห้อก่อนรับประทาน ส่วนในกรณีพบ “วัตถุแปลกปลอม” ซุกซ่อนอยู่ในผลไม้ บริษัทพร้อมคืนเงินให้ลูกค้าเต็มจำนวน

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา “เคาท์ดาว์น” ได้นำสตรอว์เบอร์รี่จากออสเตรเลียออกจากชั้นวางจำหน่ายแล้ว หลังจากสตรอว์เบอร์รี่ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียของออสเตรเลียถูกนำมาวางจำหน่ายทั่วนิวซีแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีรายงานว่ามีผู้พบเข็มในสตรอว์เบอร์รี่แล้วเพียงกรณีเดียว 

นอกจากนี้บริษัทเคาท์ดาว์นกล่าวว่า ทางบริษัทจริงจังกับความปลอดภัยของอาหารอย่างมาก และได้ติดต่อกับทางการเพื่อให้สืบสวนกรณีดังกล่าวแล้ว พร้อมประกาศให้ลูกค้าสามารถนำสินค้ามาคืนและรับเงินคืนได้ ทั้งนี้ในออสเตรเลียมีกรณีพบเข็มในผลไม้มากกว่า 100 ครั้ง จนรัฐบาลประกาศเพิ่มโทษจำคุกเป็น 15 ปี หากพบผู้มีความผิดในการฝังเข็มในผลไม้

ฉลามวาฬ 4 ตัว โผล่กินลูกปลา ที่ทะเลประจวบฯ

ฉลามวาฬ 4 ตัว ออกมาเล่นน้ำที่ทะเลประจวบฯ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งชี้ เป็นการบ่งบอกถึงตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล

เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม เปิดเผยว่า ขณะที่พนักงานนำเรือสปีดโบ๊ทแล่นเพื่อนำนักท่องเที่ยวออกไปจากบริเวณปากคลองชะม่วง หมู่ 10 บ้านหนองเสม็ด อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เพื่อนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปดำน้ำที่เกาะทะลุไฮแลนด์ รีสอร์ทนั้น ได้พบฉลามวาฬตัวขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 6-7 เมตร 1 ตัวและยังมีอีก 3 ตัว ขนาดตั้งแต่ 3-5 เมตร รวม 4 ตัว โผล่ขึ้นมาว่ายกินลูกปลา ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีระดับน้ำลึกเพียง 7-8 เมตร

นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการพบสัตว์ทะเลหายากอย่างฉลามวาฬว่ายเข้ามาหากินถึง 4 ตัว ในช่วงเดียวกัน เป็นการบ่งบอกถึงตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล ในบริเวณเกาะทะลุได้เป็นอย่างดี

ชาวรถตู้ร้องนายกฯ ทบทวนนโยบายการจัดระเบียบ หลังเตรียมหยุดวิ่ง 1 ต.ค.นี้

ศรีสุวรรณ นำชาวรถตู้ร้องนายกฯ ทบทวนนโยบายการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะใหม่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการ

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำผู้ประกอบการรถตู้ 1800 คันร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะตั้งแต่ปี 2557 และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการย้ายรถตู้โดยสารสาธารณะเข้าไปอยู่ยังพื้นที่ต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น

ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะทั้งหมดมิได้ขัดข้องต่อการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและทางราชการมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ผู้ประกอบการรถตู้สายต่างๆ กำลังได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะรถตู้โดยสารสาธารณะ หมวด 2 หมวด 3 จำนวนประมาณ 2,200 คัน (วันที่ 30 กันยายน 2561 รถหมวด 2 จะหมดอายุ 200 คัน และปี 2562 จะหมดอายุอีก 2,000 คัน ปี 2563-2564 จะหมดอายุทั้งหมด)

ศรีสุวรรณ นำชาวรถตู้ร้องนายกฯ

ที่กำลังถูกการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติจากหน่วยงานราชการ คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ที่มีคำสั่งให้รถหมวด 1 จำนวน 1,800 คัน และรถหมวด 2 จำนวน 200 คัน หยุดวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2561 นี้เป็นต้นไป

เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารและผู้โดยสารเดือดร้อนกันทั่วหน้า โดยที่การกำหนดนโยบายหรือมาตรการขึ้นมารองรับของหน่วยงานราชการนั้น ไม่สะท้อนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม แต่กลับเป็นไปในลักษณะของการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถมินิบัส เป็นหลัก

ทั้งนี้ในปัจจุบันของผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะที่จะหมดอายุปี พ.ศ.2561 – 2563 นี้ มีประเด็นความเดือดร้อนเร่งด่วนที่จะขอกราบเรียนมายัง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาให้ 3 ข้อ ดังนี้

1.นโยบายการเปลี่ยนรถตู้โดยสารสาธารณะเป็นรถมินิบัส ขอให้เป็นไปโดยภาคความสมัครใจไม่ใช่บังคับให้เปลี่ยนเป็นมินิบัสอย่างเดียว คือเส้นทางไหนประชาชนเดินทางมาก รายได้ดี ผู้ประกอบการก็พร้อมที่จะเปลี่ยนมินิบัส

แต่บางเส้นทางที่ประชาชนเดินทางน้อย รายได้ก็น้อยตาม เพราะรถบัสมี 20 ที่นั่ง ผู้โดยสารไม่เต็มคัน ไม่เพียงพอผ่อนรถมินิบัส ซึ่งมีราคาสูง เกิดปัญหาหนี้สินตามมา เส้นทางนั้นก็เหมาะที่จะใช้รถตู้มากกว่า ดังนั้นจึงขอให้เป็นภาคสมัครใจของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ การบังคับให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะต้องเปลี่ยนรถตู้โดยสารไปเป็นรถมินิบัส 20 ที่นั่ง โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และเพื่อลดอุบัติเหตุนั้น เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุผลข้อความจริง เพราะการเกิดอุบัติเหตุของรถตู้ที่ผ่านมา ไม่ใช่มีสาเหตุหลักมาจากสภาพของรถ

แต่หากมีปัจจัยหลายประการที่นำมาซึ่งอุบัติเหตุ เช่น สภาพร่างกายของผู้ขับขี่ สภาพของถนน และสภาพของผู้ขับขี่ยานยนต์คันอื่นๆ สภาพของเครื่องหมายการจราจร เป็นต้น และประกอบกับ คณะจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ และคสช.ได้ใช้ ม.44 ในการบังคับให้รถตู้ทุกคันติดตั้ง GPS ควบคุมความเร็ว 90 กม./ ชม.และถอดเบาะให้เหลือ 13 ที่นั่ง เพื่อเป็นทางออกฉุกเฉิน กรณีเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ผู้ประกอบการก็ให้ความร่วมมือด้วยดี เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ดังนั้นการบังคับให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะต้องเปลี่ยนรถตู้โดยสารเป็นมินิบัสจึงไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หากแต่จะเป็น “การเอื้อประโยชน์” ให้กับนายทุน บริษัทผู้นำเข้า ผู้ผลิตรถมินิบัสยี่ห้อต่างๆ โดยชัดแจ้ง

ซึ่งผู้ที่กำหนดหรือผลักดันนโยบายหรือมาตรการดังกล่าวอาจมีผลประโยชน์แอบแฝงกับกลุ่มนายทุนรถยนต์ดังกล่าวด้วยหรือไม่ ขอให้ ฯพณฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

ดังนั้นผู้ประกอบการรถตู้โดยสาร จึงใคร่ขอให้ ฯพณฯสั่งการให้ทบทวนนโยบายการเปลี่ยนรถตู้โดยสารเป็นรถมินิบัส ขอให้เป็นไปโดยภาคสมัครใจไม่ใช่การบังคับและขอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่สมัครใจที่จะเปลี่ยนรถดังกล่าว

เช่นการลดภาษีนำเข้า การปล่อยเงินกู้สินเชื่อต่ำในธนาคารของรัฐ ที่มีจำนวนน้อยให้มีหลากหลาย และปัจจุบันที่ยังมีความล่าช้าในการปล่อยสินเชื่อ และเป็นไปได้ยากมากในการขออนุมัติ

2.ขอให้ขยายอายุการใช้งานรถตู้สาธารณะทุกหมวดจากเดิมอายุไม่เกิน 10 ปี ให้มีอายุ 12-15 ปีตามสภาพรถโดยต้องผ่านการตรวจสภาพ เนื่องจากโดยระเบียบของกรมการขนส่งทางบก มีข้อกำหนดให้รถตู้โดยสารสาธารณะทุกคัน จะต้องผ่านการตรวจสภาพจากกรมการขนส่งทางบก ทุกๆ 6 เดือนเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว

การกำหนดอายุรถเพียง 10 ปี จึงไม่สอดคล้องกับสภาพของการใช้งานที่แตกต่างกันของรถตู้แต่ละคัน แต่ละเส้นทาง ดังนั้นหากจะเปรียบเทียบอายุของรถโดยสารสาธารณะในหมวดอื่น ๆ เช่น การกำหนดอายุ แต่จะใช้วิธีการตรวจสภาพรถ เป็นเครื่องกำหนดอายุของรถแทน

เช่น รถโดยสารของ ขสมก. ที่บางคันมีอายุมากกว่า 20 – 30 ปีก็ยังสามารถวิ่งให้บริการอยู่บนท้องถนนของกรุงเทพมหานครได้ ทั้ง ๆ ที่มีชั่วโมงการวิ่งบริการที่มากกว่ารถตู้โดยสารหลายเท่ามากนัก ก็ยังอนุญาตให้วิ่งบริการอยู่ได้ หรือรถสองแถวบริการในซอยต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน รวมทั้งรถบัสโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัดด้วย

ข้อเสนอของการกำหนดอายุรถโดยสารสาธารณะในประเทศไทยนั้น ศ.ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ ได้นำข้อมูล 3 ส่วน คือ ด้านความปลอดภัย ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม มาพิจารณาแนวทางการกำหนดอายุรถโดยสาร ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้

พบว่าอายุที่ควรกำหนดอยู่ที่ 15 ปี บวกลบขึ้นอยู่กับประเภทรถและการบริการ ดังนั้นการที่กรมการขนส่งทางบก โดยคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ได้มีมติกำหนดเงื่อนไขให้รถตู้โดยสารสาธารณะมีอายุเพียง 10 ปีจึงไม่สอดคล้องต่อหลักความปลอดภัย หลักการด้านเศรษฐศาสตร์ และหลักการด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการทำลายเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ

เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตรถตู้โดยสารขึ้นมาได้เอง โดยบริษัทของคนไทย การกำหนดให้รถตู้โดยสารสาธารณะมีอายุสั้นลง จึงเป็นการ “เอื้อประโยชน์”ให้กับ นายทุน และบริษัทผู้นำเข้า รถตู้ยี่ห้อต่างๆ โดยชัดแจ้งอีกประการหนึ่งด้วย

ดังนั้นผู้ประกอบการรถตู้โดยสาร จึงใคร่ขอให้ ฯพณฯสั่งการให้กรมการขนส่งทางบกขยายอายุการใช้งานรถตู้สาธารณะทุกหมวดจากเดิมอายุไม่เกิน 10 ปี ให้มีอายุ 12-15 ปีตามสภาพรถที่ต้องผ่านการตรวจสภาพดังเหตุผลที่อธิบายแล้วข้างต้น

3.ขอให้ยังมีรถตู้หมวด 2 (ช.) ซึ่งเป็นรถจัดระเบียบในยุค คสช. ต่อไป  ด้วยรถหมวด 2 (ช.) เป็นรถที่ได้จดทะเบียนป้ายเหลืองให้โดยคณะจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะมีอายุสัญญาวิ่งได้แค่ 7 ปี ไม่สามารถเปลี่ยนรถ หรือต่อสัญญาได้ ด้วยเส้นทางของรถหมวด 2 (ช.)

ส่วนมากเป็นเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่มีรถประจำทางวิ่ง ถ้าถูกยกเลิกไปเมื่อครบกำหนดสัญญา ประชาชนจะเดินทางลำบากไม่สะดวก เป็นเหตุให้เป็นช่องทางให้มีรถป้ายดำเกิดขึ้นอีก

ดังนั้นผู้ประกอบการรถตู้โดยสาร จึงใคร่ขอให้ ฯพณฯ สั่งการให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ดำเนินการหรือสั่งการให้ยังคงมีรถตู้หมวด 2 (ช.) ซึ่งเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะที่ถูกจัดระเบียบในยุค คสช. ได้วิ่งบริการต่อไป โดยมีอายุสัญญาเท่ากันหรือเหมือนรถตู้หมวด 2 (จ.) และหมวด 2 (ต.)

ท้ายที่สุดนี้ ด้วยเหตุผลและความเดือดร้อนดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูฐไทย และผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ จึงใคร่ขอกราบเรียนมายังฯพณฯนายกรัฐมนตรี / หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขอได้โปรดสั่งการให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ได้นำปัญหาทั้ง 3 ข้อนี้ ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อสั่งการให้มีการทบทวนนโยบายการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะใหม่เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการด้วย

สำหรับคิวรถตู้ ที่ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่
คิวรถตู้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะมีรถหยุดวิ่ง 819 คัน รวม 17 เส้นทาง อาทิ
อนุสาวรีย์-มีนบุรี,
อนุสาวรีย์-บางพลี,
อนุสาวรีย์-พระราม 2,
อนุสาวรีย์-ปากเกร็ด,
อนุสาวรีย์-บางบัวทอง
และ อนุสาวรีย์- รังสิต

คิวรถตู้มีนบุรี จะมีหยุดวิ่ง 500 คัน ได้แก่เส้นทาง
มีนบุรี-รังสิต จะหยุดวิ่ง 150 คัน มีนบุรี-ปากเกร็ด จะหยุดวิ่ง 60 คัน มีนบุรี-จตุจักร จะหยุดวิ่ง 74 คัน

คิวรถตู้สถานีจตุจักร เส้นทาง จตุจักร-รังสิต จะหยุดวิ่ง 50% หรือ 150 คัน