ฝาแฝดสู้ชีวิต! ปรนนิบัติแม่พิการหลังพ่อทิ้ง ฝันอยากเป็นหมอเตรียมส่งตัวเองเรียน

วอนช่วย 2 สาวน้อยฝาแฝด ม.2 เมืองคอน ยอดกตัญญูสู้ชีวิตปรนนิบัติแม่พิการ พ่อทิ้ง – เผยผลการเรียนเป็นเลิศ 3.75 และ 3.94 โรงเรียนให้ทุนการศึกษา เตรียมหางานทำหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนตามความฝันอยากเป็นหมอ

วันที่ 24 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนขอความช่วยเหลือครอบครัวจากสองพี่น้องฝาแฝดนักเรียนชั้น ม. 2 ที่มีแม่พิการ เนื่องจากพลัดตกจากบันได ส่วนพ่อได้ทิ้งให้เผชิญชีวิตอย่างน่าสงสาร โดยครอบครัวดังกล่าวอาศัยอยู่บานเลขที่ 13/2 หมู่ 11 ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านหลังดังกล่าว พร้อมด้วยนายธนาชัย เกตุโรจน์ ประธานชมรมทนายความเมืองคอนเพื่อประชาชน พบว่าเป็นบ้านมาตรฐานหลังค่อนข้างใหญ่ แต่ภายในบ้านไม่มีข้าวของหรือทรัพย์สินมีค่ามากนัก และพบ ด.ญ.ปดิวรดา ควนกล้า หรือ “ น้องหน่า “ และ ด.ญ.ปดิวริดา คนแกล้า หรือ “ น้องหนี่ ” สองสาวน้อยฝาแฝด อายุ 14 ปี กำลังช่วยกันดูแลปรนนิบัติ นางสุนีย์ ควนกล้า อายุ 40 ปี แม่บังเกิดเกล้าที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์พิการร่างกายซีกด้านซ้าย ต้องใช้ไม้เท่าสามขาค้ำยันพยุงเดิน

นางสุนีย์ ควนกล้า เปิดเผยว่า ตนและสามีอยู่กินกันมาเกือบ 20 ปี และมีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด โดยลูกคนแรกปัจจุบันอายุ 21 ปี และมีครอบครัวแล้ว แต่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ส่วนลูกคนที่สองและสามเป็นลูกสาวฝาแฝดคือ น้องหน่า และ น้องหนี่ ตนมีอาชีพขายข้าวเหนียวไก่ย่าง ส่วนสามีมีอาชีพรับซื้อของเก่า ของโบราณ มีฐานะความเป็นอยู่ไม่ลำบากเดือดร้อนสามารถสร้างบ้าน สวนปาล์ม 7 ไร่ และซื้อที่ดินไว้อีก 2 ล็อค

ต่อมาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตนป่วยเป็นเส้นเลือดสมองตีบตัน และเดินพลัดตกจากบันไดต้องนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนาน 1 ปี และกลายเป็นคนพิการร่างกายอัมพฤกษ์ซีกด้านซ้าย หลังจากนั้นสามีได้ขายสวนปาล์มได้เงินกว่า 1.2 ล้านบาท ขายที่ดิน 2 ล็อคได้เงิน 400,000 บาท และให้เงินตน 200,000 บาท จากนั้นสามีก็ทิ้งตนและลูก ๆ ไปอย่างไม่สนใจใยดี ปัจจุบันทราบว่าสามี ไปประกอบธุรกิจและมีครอบครัวใหม่ที่ จ.ภูเก็ต และที่ผ่านมาสามีไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูตนและลูกทั้งสามแม้แต่น้อย และไม่เคยกลับมาเยี่ยมตนและลูกเลย

นางสุนีย์ เผยอีกว่า ทุกวันนี้ตนไม่สามารถทำงานอะไรได้ มีเพียงเงินผู้พิการที่ได้รับจากราชการเดือนละ 800 บาท นอกจากนี้ลูกสาวคนโตที่มีครอบครัวแล้วได้ให้การช่วยเหลือบ้างตามสมควร นับว่าตนยังโชคดีที่มีบ้านอยู่อาศัย ที่ผ่านมากว่า 3 ปี ตนและน้องหน่า น้องหนี่ ต้องสู้ชีวิตอดๆยากๆ โชคดีที่มีลูกทั้งสองคนคอยช่วยเหลือปรนนิบัติเลี้ยงดูตนเป็นอย่างดี

และรับผิดชอบดูแลภายในครอบครัวทั้งหมด ส่วนลูกสาวคนโตและลูกเขย ก็จะออกไปทำงานรับจ้างนอกบ้าน ขณะที่ น้องหน่า และน้องหนี่ กำลังเรียนอยู่ชั้น ม. 2 /1 โรงงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช โดยได้รับการช่วยเหลือจากโรงเรียนมอบทุนการศึกษานักเรียนยากจนเดือนละ 2,000 บาท / คน ตนอยากให้สามี ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้าง หากทอดทิ้งตนและลูก ๆ ไปอย่างไม่ใยดีเช่นนี้ก็ควรจะกลับมาทำเรื่องหย่าให้เรียบร้อยไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก

ด้าน ด.ญ.ปดิวรดา หรือ “ น้องหน่า “ และ ด.ญ.ปดิวริดา หรือ “ น้องหนี่ ” สองสาวน้อยฝาแฝด ร่วมกันกล่าวว่า ตนทั้งสองคนอดทนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้เรียนหนังสือ โดยมีเป้าหมายสูงสุดของทั้งสองคนต้องการเรียนจบเป็นหมอเพื่อรักษาผู้คนที่เจ็บป่วย รวมทั้งได้มีโอกาสรักษาและเลี้ยงดูแม่ ทุกวันนี้ก่อนไปโรงเรียนก็จะปรนนิบัติดูแลแม่ อาบน้ำ ป้อนข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ ทำความสะอาดบ้านก่อนไปโรงเรียน

เมื่อเลิกเรียนก็จะรีบกลับบ้านมาปรนนิบัติดูแลแม่ หุงข้าว ทำอาหาร ปัดกวาดบ้านจนเป็นกิจวัตรทุกวัน บางครั้งเห็นครอบครัวของเพื่อน ๆ อยู่กันครบ ทั้งพ่อแม่ก็รู้สึกน้อยใจและแอบร้องไห้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ต้องตัดสินหันกลับมาสู้ชีวิตอย่างมานะอดทนต่อไป ตนทั้งสองตั้งใจเรียนเป็นพิเศษทำให้มีผลการเรียนดีเยี่ยม โดยน้องหน่าผลการเรียนเทอมที่ผ่านมาเกรดเฉลี่ย 3.75 ส่วนน้องหนี่ เกรดเฉลี่ย 3.94

โดยที่พี่น้องแฝดทั้งสองไม่ได้เรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษ หลังจากเรียนจบ ม. 3 ก็จะเรียนต่อระดับ ม.ปลาย หากไม่ได้ทุนการศึกษาจากทางโรงเรียน ตนทั้งสองก็จะออกมาทำงานหาเงินเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนนอกระบบเพื่อก้าวไปเป็นหมอตามความฝันให้จนได้

ด้านนายธนาชัย เกตุโรจน์ กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยสอบถามทราบว่า นางทัศนีย์ แม่ของเด็ก ต้องการหย่าขาดจากสามี เพราะสามีทอดทิ้งไปมีครอบคัวใหม่ไม่เคยกลับมาดูแล และหากสามีไม่ยอมหย่าก็ขอให้ตนช่วยยื่นฟ้องหย่าให้ โดยตนจะดำเนินการยื่นฟ้องให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทิ้งสิ้น

และขณะนี้มีผู้ที่ทราบเรื่องราวของครอบครัวนี้ได้ฝากเงินสดให้ตนและศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.นำมามอบให้ครอบครัวนี้บ้างแล้ว ส่วนผู้ใจบุญที่ต้องการช่วยเหลือครอบครัวนี้ติดต่อสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สองพี่น้องฝาดแฝด โดยตรงเบอร์โทร 093 -7795276 หรือโอนเงินผ่านบัญชี ด.ญ.ปดิวรดา ควนกล้า ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้างเทสโก้โลตัสนครศรีธรรมราช

เปิดกฎหมายคดียาเสพติด โทษสูงสุดประหารชีวิต

เปิดรายละเอียดสำคัญของ ‘กฎหมายคดียาเสพติด’ ในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราโทษหนักสุดคือการประหารชีวิต

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดในประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ซึ่งมีการแบ่งยาเสพติด เป็น 5 ประเภท ได้แก่

ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน แอมเฟตามีนหรือยาบ้า

ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน ฝิ่น โคเคน

ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษชนิดเป็นตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย เช่น ยาแก้ไอที่มีฝิ่นหรือโคเคนเป็นส่วนผสม

ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือประเภท 2 เช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ อาเซติลคลอไรด์

ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม

โดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ที่ใช้อยู่นี้ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เพื่อให้มีความยืดหยุ่นขึ้น และให้ผู้กระทำความผิดได้รับความเป็นธรรม ในการพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องการค้า หรือเป็นเพียงผู้เสพ เช่น แอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า ที่เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 นั้น

ตามกฎหมาย ระบุว่า หากมีปริมาณคำนวณบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่สารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักบริสุทธิ์ตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่า มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ขณะเดียวกัน ยาเสพติดประเภท 1 ก็มีการแก้ไขอัตราโทษการครอบครองใหม่ โดยหากเป็นการผลิต นำเข้า หรือส่งออก จะมีโทษจำคุก 10 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 5 ล้านบาท

ส่วนการผลิต นำเข้า หรือส่งออกเพื่อการจำหน่าย จะมีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 5 ล้านบาท หรือประหารชีวิต ขณะที่การครอบครองนั้น มีอัตราโทษเท่าเดิม คือจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขเกี่ยวกับปริมาณการครอบครองยาเสพติดประเภทต่างๆ เช่น การมียาเสพติดประเภท 2 ไว้ในครอบครอง ตั้งแต่ 100 กรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดประเภท 4 และประเภท 5 ไว้ในครอบครอง ตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ให้สันนิฐานว่า มีไว้เพื่อจำหน่าย

‘ดอยธิเบศร์’ ลูกชาย ‘ถวัลย์ ดัชนี’ ปฏิเสธสร้างกระแสเพื่อปั่นราคาผลงาน

กองพิสูจน์หลักฐาน เตรียมพิสูจน์ 4 ภาพวาดของ ‘ถวัลย์ ดัชนี’ ที่ยึดจากบ้านในจังหวัดปทุมธานี ด้าน “ดอยธิเบศร์” ปฏิเสธสร้างกระแสเพื่อปั่นราคาผลงาน

มีรายงานว่า กองพิสูจน์หลักฐานเตรียมเข้าตรวจสอบ 4 ภาพวาดของ นายถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนะศิลป์ พ.ศ. 2544 ซึ่งประกอบด้วยภาพรหัส นกอินทรี Pic-294, 299, 323 และ 328 ที่ตำรวจจังหวัดปทุมธานี ตรวจยึดมาได้จากบ้านหลังหนึ่ง เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบด้วยว่าได้มาก่อนหรือหลังจากที่ นายถวัลย์ เสียชีวิต เนื่องจากหากเป็นการได้ไปหลังจากเสียชีวิตถือว่าน่าสงสัย แต่หากได้มาก่อนจะถือว่าเป็นการได้มาโดยบริสุทธิ์ใจ ในส่วนของนายดอยธิเบศร์ ดัชนี เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่า ที่ผ่านมานั้นทำการตรวจสอบภาพทั้งหมดเรียบร้อยดีหรือไม่

ด้าน นายดอยธิเบศร์ เปิดเผยว่า ภายหลังได้ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ให้นำภาพเขียนของคุณพ่อมาส่งคืน ก็ยังไม่มีใครติดต่อขอส่งคืนภาพเขียนต้องสงสัยแต่อย่างใด ส่วนภาพวาดชุดนกอินทรีย์ที่ได้คืนมา 4 ภาพนั้น จากข้อมูลการติดตามภาพวาดของคุณพ่อเป็นการส่วนตัว

พบว่าตัวเองเคยได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจชื่อดัง ให้ไปตรวจสอบรับรองภาพวาดนกอินทรีประมาณ 20 ถึง 30 ภาพ ที่แกลเลอรี่ชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนที่จะทราบว่ามีภาพเขียนหายไป จึงส่งข้อมูลให้ตำรวจช่วยติดตามเพิ่มเติม

ส่วนที่ตนเองได้โพสต์เฟซบุ๊กให้คู่กรณี หรือ นางสาวทิพย์ชาติ วรรณกุล ภรรยาคนที่ 2 ของนายถวัลย์ ช่วยติดตามหาภาพที่หายไป ก็เพื่อต้องการให้แสดงความบริสุทธิ์ใจในการช่วยติดตามหาภาพวาดหาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และยืนยันว่าเรื่องทั้งหมด ไม่ได้เป็นการสร้างกระแสเพื่อปั่นราคาผลงานของคุณพ่อให้สูงขึ้น