ต้นกล้วยประหลาดออกเครือกลางต้น ปลีกล้วยแทงกลับเข้าในต้น

ต้นกล้วยประหลาดออกเครือกลางต้น ปลีกล้วยแทงกลับเข้าในต้น คอหวยไม่พลาดแห่หาเลขเสี่ยงโชค

วันที่ 29 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าวรานงานว่า ที่วัดวังหิน หมู่ 4 บ้านวังหิน ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีชาวบ้านเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคอหวย เดินทางมาชมต้นกล้วยประหลาดที่ออกเครือกลางลำต้น และปลีกล้วยงอกแทงกลับเข้าลำต้น ตรวจสอบพบว่าเป็นกล้วยพันธ์ไข่อายุประมาณ 9 เดือนเศษ สูงประมาณ 2 เมตรเศษ ปลูกอยู่ในกระถางซิเม้นต์ บริเวณกลางลำต้นมีเครือกล้วยโผล่งอกออกมา

ขณะที่ปลีกล้วยงอกแทงกลับเข้าลำต้น นับจำนวนหวีกล้วยได้ทั้งหมด 3 หวี และนับจำนวนผลกล้วยได้ทั้งหมด 94 ลูก นอกจากนี้ยังพบอีกว่าที่ต้นกล้วยประหลาดดังกล่าวมีพวงมาลัย ดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง รวมทั้งผ้าเจ็ดสีผูกคล้องลำต้น ส่วนด้านหน้าต้นกล้วยมีโต๊ะบูชาและกระถางธูปขนาดใหญ่วางอยู่ สังเกตบริเวณผลกล้วยแต่ละลูกมีรอยแป้งทาจนขาวโพลน และมีตัวเลขเขียนด้วยปากกาเมจิบนผลกล้วย

พระประสงค์ สิริจนโท รักษาการเจ้าอาวาสวัดวังหิน เล่าว่า ไม่กี่วันที่ผ่านมามีข้าราชการครูเกษียณท่านหนึ่ง (สงวนชื่อสกุล) นำต้นกล้วยประหลาดต้นดังกล่าวมาถวายให้กับวัด พร้อมกับบอกว่าตนปลูกกล้วยพันธ์ไข่ในพื้นที่หลายไร่ อาต่ปรากฏว่ามีต้นกล้วยประหลาดอยู่ต้นหนึ่งมีลักษณะแปลกประหลาดไม่เหมือนต้นกล้วยต้นทั่วไป โดยมีเครืองอกโผล่กลางลำต้น แต่ส่วนของปลีกล้วยงอกแทงเข้าลำต้น จึงเกิดความไม่สบายใจกลัวว่าจะเป็นสิ่งไม่ดี จะตัดต้นกล้วยทิ้งก็ไม่กล้า จึงตัดสินใจขุดต้นกล้วยประหลาดถวายวัด อาตมาจึงรับไว้เพื่อความสบายใจของข้าราชการครูเกษียณท่านดังกล่าว และนำต้นกล้วยประหลาดปลูกลงในกระถางซิเม้นต์ นำมาวางใกล้รูปปั้นช้างคู่หน้ากุฏิ

ส่วนตัวอาตมาคิดว่าต้นกล้วยประหลาดดังกล่าว หากมองทางวิทยาศาสตร์ก็เกิดจากความผิดพลาดทางพันธุ์กรรม อย่างไรก็ตามหลังจากชาวบ้านทราบข่าวว่ามีต้นกล้วยประหลาดที่วัด จึงแห่กันมาจุดธูปเทียนกราบไหว้ขอเลขเสี่ยงโชคกัน แต่อาตมาก็ไม่ได้ห้ามอะไร และได้บอกญาติโยมไปแล้วว่าอย่างมงายเรื่องหวยมากเกินไปจนมีเรื่องเดือดร้อนถึงครอบครัว

เปิดข้อมูลลับบ้านป่าแหว่ง เครื่อข่ายยื่น ปชช.-สตง.สอบพิรุธ

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพเปิดข้อมูลลับบ้านป่าแหว่ง เดินหน้านำหลักฐานยื่น ปชช.และ สตง.ตรวจสอบการประมูล- สัญญาจ้างเอกชน ปกปิดข้อมูล

วันนี้ ( 29 กันยายน) ที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จัดประชุมเรื่อง”จะปิดบัญชีป่าแหว่งอย่างไร” โดยมีแกนนำสำคัญ อาทิ นายธีรศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ นายบัณรส บัวคลี่ โฆษกเครือข่ายฯ และตัวแทนจากองค์กรต่างๆที่เป็นเครือข่ายฯร่วม เข้าร่วมประชุมเพื่อสรุปประเด็นปัญหากรณีการก่อสร้างบ้านข้าราชการตุลาการ 45 หลัง และอาคารชุด 9 หลัง บริเวณเชิงดอยสุเทพ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

หลังการประชุมเครือข่ายฯ ได้จัดแถลงข่าว ระบุเครือข่ายมีมติให้ส่งตัวแทนยื่นร้องเรียนกรณีการคัดเลือกผู้รับเหมาออกแบบและก่อสร้างโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ “บ้านป่าแหว่ง” ไม่โปร่งใส ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการประมูลให้ครบถ้วนเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) ปิดบังข้อมูลในขั้นตอนคัดเลือก และส่อว่าอาจจะมีการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนผู้รับเหมาทั้งในระยะออกแบบ และการก่อสร้าง

กรณีแรกเครือข่ายฯ พบว่า นายวิทยา เกื้อกูลธเนศ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานออกแบบและก่อสร้างสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย (อุเทน46) กับ นายวิศัลย์ ศศิธรานนท์ ผู้บริหารและกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท เกทเวย์ อาร์คิเท็ค จำกัด ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นผู้ออกแบบโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ มีหลักฐานภาพถ่ายและข่าวในสื่อมวลชนแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน

ข้อสงสัยสำคัญ การได้รับการคัดเลือกให้รับงานออกแบบโครงการ “บ้านป่าแหว่ง” ในครั้งนั้น ไม่ปรากฏในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้ตรวจสอบเพิ่มพบว่า บริษัทเกทเวย์ อาร์คิเท็ค จำกัด เคยรับงานและเป็นคู่สัญญากับสำนักงานศาลยุติธรรมอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ปรากฏในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

การออกแบบโครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการ “บ้านป่าแหว่ง” ที่ประสบปัญหาจนเกิดความล่าช้าใช้เวลาก่อสร้างนานร่วม 5 ปีจากกำหนดเดิมไม่เกิน 2 ปี และต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสัญญาหลายครั้งปรากฏในบันทึกท้ายสัญญา ทั้งยังพบว่าบ้านพักหลายหลังตั้งบนพื้นที่ลาดชันไม่เหมาะสม จึงควรจะมีการตรวจสอบว่าในขั้นตอนการกำหนดขอบเขตงานออกแบบก่อสร้างมีข้อผิดพลาดไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ หรือ มีการเอื้อประโยชน์กำหนดคุณสมบัติเอกชนผู้รับงานหรือไม่

กรณีที่สองการประกวดราคาหาผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการและอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่โปร่งใส แบ่งโครงการออกเป็นสามสัญญา ได้เอกชนรายเดียวกันเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และมีการปกปิดข้อมูลไม่แจ้งเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดว่า เหตุใดจึงได้เอกชนรายเดิมในการประมูลสัญญาที่ 2 และ 3

โครงการนี้มีการแบ่งเป็นสามสัญญา คือ สัญญาแรกทำกันเมื่อ 19 มิถุนายน 2556 ให้ก่อสร้างบ้านพักระดับประธานและรองฯ จำนวน 9 หลัง บวกกับอาคารชุด 64 หน่วย มูลค่า 342,432,710.28 บาท ขั้นตอนการประกวดราคา มีผู้ซื้อซอง 26 ราย ยื่นจริง 4 ราย ได้บริษัท พี.เอ็น.เอส.ไซน์ จำกัด เป็นผู้ชนะและได้รับคัดเลือกทำสัญญา

โครงการแรก ได้แจ้งรายละเอียดเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐครบถ้วน ยังทำให้สื่อมวลชนเช่น สำนักข่าวอิศรา และ เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน เคยใช้รายงานสกู๊ปข่าวนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าสัญญาที่ 2 ก่อสร้างบ้านพักและอาคารชุดส่วนที่เหลือ มูลค่า321,670,000 บาท ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2557 กับสัญญาที่ 3 ก่อสร้างอาคารสำนักงานศาลอุทธรณ์ภาค 5 มูลค่า 290,885,000 บาท เมื่อกลางปี 2557 กลับไม่มีรายละเอียดแจ้งลงในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะรายละเอียดการยื่นเสนอราคา จำนวนเอกชนที่ซื้อซองและเอกชนที่ยื่นราคา เพราะว่าในที่สุดเอกชนรายเดิมที่ได้สัญญาแรกคือ บริษัทพี.เอ็น.เอส.ไซน์. จำกัด ได้สัญญาก่อสร้างทั้งหมดไป

การปกปิดข้อมูลสำคัญไม่แจ้งเข้าระบบเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้ เป็นข้อพิรุธที่สมควรให้หน่วยงานตรวจสอบเข้ามาดำเนินการให้เกิดความกระจ่าง

กระทั่งล่าสุด สำนักงานศาลยุติธรรมยังไม่สามารถรับมอบงานจากผู้รับเหมาได้ตามกำหนด ทั้งที่มีการต่อเวลาก่อสร้างนานกว่าสามปี รอบสุดท้ายกำหนดแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จแต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่า ได้ต่ออายุสัญญาหรืออนุญาตให้เอกชนผู้รับเหมาดำเนินการต่อเช่นไร เพราะว่าตามสัญญาที่ทำไว้ หากบริษัทผู้รับเหมาไม่สามารถส่งมอบงานก่อสร้างบ้านพักเดี่ยวและอาคารชุดได้ทันกำหนดจะต้องถูกปรับเงินและค่าใช้จ่ายจ้างผู้คุมงานตกรวมกันถึงวันละประมาณ 350,000 บาท คำนวณเป็นตัวเงินกรณีต้องปรับ นับจากวันที่ 18 มิถุนายนมาจนถึงประมาณสิ้นเดือนสิงหาคมซึ่งก็ยังไม่สามารถส่งมอบได้ คิดเป็นเงินกว่า 25 ล้านบาท

นายธีรศักดิ์ กล่าวว่า เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ขอเรียกร้องให้สำนักงานศาลยุติธรรมเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ให้เป็นที่รับรู้ และขอให้เร่งรัดส่งมอบงานจากผู้รับเหมาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ขณะเดียวกันเครือข่ายฯจะรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด ยื่นต่อ ปปช. และ สตง.ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ชาวบ้านขอพรโชคลาภองค์หลวงพ่อใหญ่ ‘วัดป่าลานคำ’

ชาวบ้านขอพรโชคลาภองค์หลวงพ่อใหญ่วัดป่าลานคำ หลังเชื่อเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ อัศจรรย์ ผึ้งเกาะติด พระพุทธรูป พุธมเหศักดิ์สยามมินทร์กฤติบุญลาภ

วันที่ 29 ก.ย. 61 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ วัดป่าลานคำ ตำบลแม่ต๋ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา หลังจากที่ทราบว่าพระพุธมเหศักดิ์สยามมินทร์กฤติบุญลาภ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ภายในบริเวณด้านหลังของวัด ซึ่งเป็นสถานที่ สร้างขึ้นประดิษฐานไว้ สวนพุทธธรรมทิพย์ธารา ที่เกี่ยวข้องกับประวัติ ศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้คนได้มาเที่ยวชมกราบไหว้สักการะ และเพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา และขอพร

ซึ่งในสวนดังกล่าวได้มีพระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์ ชื่อพระพุทธะมเหสักข์ สยามินทร์กฤติบุญลาภ ที่ทางพระครู วรเวชโกวิท เจ้าคณะตำบลแม่ต๋ำ เจ้าอาวาสวัดป่าลานคำ พร้อมด้วยคณะศรัทธาศิษย์ยานุศิษย์สร้างขึ้น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 พระพุทธะมเหศักดิ์ มีขนาดหน้าตักกว้าง 10.09 เมตร ความสูง 18.02 เมตร ทาด้วยสีทองทั้งองค์

ซึ่งใต้ฐานพระ ได้มีการจัดแสดง พระราชประวัติ พระมหากษัตริย์ไทย เพื่อให้พระสกนิกรชาวไทย ตลอดจนนักท่องเที่ยวเข้ามาสักการะและเที่ยวชม ทุกวัน สำหรับพระพุทธะมเหสักข์ สยามินทร์กฤติบุญลาภ ได้ เกิดปาฏิหาริย์อัศจรรย์ โดยมีเหล่าฝูงผึ้งหลวง พากันมาเกาะ ทำรัง ทั่วองค์พระพุทธ โดยรังผึ้งได้ยึดใต้คาง ใต้รักแร้ และใต้ศอก ทำรัง โดยแต่ละรัง มีความยาวกว้าง 1.1 เมตร จนถึง 2 เมตร โดยไม่ทำร้ายใคร ทั้งนี้ ทำให้กลุ่มชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างจังหวัด พากันมากราบไหว้ พระพุทธ มเหสักข์สักสยามินทร์กฤติบุญลาภ เพื่อขอโชค ขอลาภ และ ขอพร ให้ปกป้อง คุ้มครอง ให้อยู่ดีมีสุขแก่ครอบครัว และยังได้ขอโชค เพื่อนำไปเสี่ยงทาย ในวันหวยออก ซึ่งการขอโชคลาภ ของแต่ละคน ต่างก็ไม่ผิดหวัง โดยที่ผ่านมาได้มีผู้มาขอโชค กับพระพุทธ ต่างได้โชคไปต่างๆกัน

สำหรับ บริเวณ สวนพุทธธรรมทิพย์ธารา ในบริเวณหลังวัดป่าลานได้มีการ สร้างประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระเจดีย์องค์ใหญ่ ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจ ว่าทั้ง พระพุทธรูปองค์ใหญ่และพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่อยู่ภายในบริเวณของวัดต่างก็ได้มีฝูงผึ้งหลวง เข้ามาเกาะติด ทำรังกันทั้งสอง องค์ เป็นจำนวนมาก และที่แปลกที่สุดก็คือฝูงผึ้ง หลวง ไม่เคย ต่อยหรือทำร้ายใครภายในบริเวณ ดังกล่าว