‘หญิงหน่อย’ ควง ‘ชัชชาติ’ ลงพื้นที่แยกลำสาลี-ตลาดบางกะปิ

‘หญิงหน่อย’ ควง ‘ชัชชาติ’ ลงพื้นที่แยกลำสาลี-ตลาดบางกะปิ ดูผลกระทบการจราจรจากการก่อรถไฟฟ้า ยืนยันพรรคมีประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทันทีหากมีวันเลือกตั้งชัดเจน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขตบางกะปิพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่สำรวจปัญหาการจราจรจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ บริเวณแยกลำสาลี

ภายหลังการลงพื้นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงความไม่ชัดเจนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจนทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยมีผู้ที่มีพร้อมความสามารถจำนวนมาก เป็นทีมที่มีความสามารถ พรรคเพื่อไทยจึงแบ่งเป็นทีมต่างๆ เตรียมแก้ไขปัญหาของประเทศที่มีจำนวนมากทั้งด้านเศรษฐกิจ และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

ส่วนเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและทีมเพื่อไทยนั้น เพราะไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด ทั้งนี้หากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศความชัดเจนของวันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็จะมีความชัดเจนเรื่องของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

โดยจะมีการเรียกประชุมพรรคเพื่อกำหนดผู้สมัครแบบเขต บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทันที พร้อมยืนยันพรรคเพื่อไทยมีบุคคลที่มีความสามารถจำนวนมาก ช่วยกันทำงานเป็นทีมไม่มีการทะเลาะกัน

ขณะที่นายชัชชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทยจะผลักดันให้เป็นเบอร์ 1 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ยืนยันพร้อมทำงานเป็นทีมกับคุณหญิงสุดารัตน์ การตัดสินใจต่างๆ เป็นเรื่องของพรรค ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์เป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค

ดังนั้นตนต้องเดินตามที่คุณหญิงสุดารัตน์กำหนด จึงเชื่อว่าประชาชนจะมีความเข้าใจ ส่วนจะได้ตำแหน่งใดนั้นตนมองว่าไม่สำคัญเพราะพรรคเพื่อไทยทำงานกันเป็นทีมทั้งหมด อยู่ตรงไหนหรือไม่มีตำแหน่งก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกันทั้งหมด

ทนายษิทรา แจ้งความเอาผิด อัจฉริยะ กล่าวหารับสินบนวิ่งเต้นคดี

‘ทนายษิทรา’ เข้าแจ้งความกับ จนท.ที่ สน.พหลโยธิน ให้เอาผิด ‘อัจฉริยะ’ หลังโพสต์กล่าวหารับสินบนวิ่งเต้นคดี ซัดการกล่าวหาผู้อื่นโดยไร้หลักฐาน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า วันนี้ (21 ม.ค.) เวลา 10.00 น. นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ และเลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เข้าแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน เพื่อดำเนินคดีอาญากับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จำนวน 44 กรรม

จากกรณีกล่าวหาว่ารับเงินวิ่งเต้นคดีสามีภรรยานักธุรกิจอาหารแช่แข็ง ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ทนายอัจฉริยะได้เคยพาไปร้องเรียนก่อนหน้านี้ รวมทั้งขอให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์รับพิจารณาตั้งกรรมการสอบมารยาททนายเมื่อปีที่ผ่านมา

โดยนายษิทรา เปิดเผยว่า การเข้าแจ้งความครั้งนี้ เนื่องจากสภาทนายความมีมติยกคำร้องไม่รับเรื่องนี้ เพราะมองว่าไม่มีมูลการกระทำผิดว่ามีการจ่ายเงินวิ่งเต้นคดีให้ 2 สามีภรรยา ซึ่งเป็นเพียงเงินค่าดำเนินการทางคดีคความ ไม่ใช่เงินวิ่งเต้น และไม่เคยเข้าไปกดดันหรือร้องขอให้ 2 สามีภรรยา ยอมไม่เอาเรื่องกับตัวเอง จึงต้องแจ้งความดำเนินคดี

ทั้งนี้ยอมรับว่า ที่ผ่านมาไม่เคยสงสัยในตัวนายอัจฉริยะ ที่ออกมาร้องดำเนินคดีในหลายครั้ง แต่ช่วงหลังเริ่มรู้สึกแล้วว่า นายอัจฉริยะไม่ได้หวังดีต่อตัวเอง พร้อมอโหสิกรรมให้ ตนอยากให้อัจฉริยะรับกรรมตามกฎหมาย เพราะไม่อยากให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครอีก ซึ่งการกล่าวหาผู้อื่นโดยไร้หลักฐาน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นายอัจฉริยะ

ใครหนอเจ้าของ! เจ้าภาพขำขัน แขกใส่แบ๊งค์กาโม่ ร่วมทำบุญงานศพ

แชร์ว่อนโซเชี่ยลใช้แบ๊งค์กาโม่ใส่ซองช่วยงานศพ ญาติอึ้งแต่ไม่ติดใจชี้อาจจะอยากมาทำบุญแต่ไม่มีเงิน

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า ที่ จ.อ่างทอง ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อผู้คนจำนวนมากได้พากันส่งต่อภาพเงินในซองทำบุญช่วยงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอวิเศษชัยชาญ ที่ไม่ใช่เงินจริง แต่กลับเป็นเงินปลอมหรือที่เรียกกันว่าแบ๊งค์กาโม่ โดยภาพดังกล่าวได้เผยให้เห็นเงินแบ๊งค์กาโม่ถูกใส่ไว้ในซอง 3 ซอง ด้านหน้าซองมีชื่อเขียนว่า วสันต์ น้ำพุ ใส่แบ๊งค์กาโม่ ฉบับละ 1000 จำนวน 2 ซอง และ 500 จำนวน 1 ซอง โดยระบุให้ระมัดระวัง

ซึ่งจากการลงพื้นที่สอบถามเจ้าของงาน ทำให้ทราบว่า หลังงานเผาศพก็นำซองที่ได้รับการช่วยงานมาแกะเงินเพื่อที่จะนับ ขณะที่แกะไปเรื่อยๆ พบซอง 3 ซองมีสีและลัษณะเดียวกันจึงแกะออกดู ก่อนพบว่าเป็นแบ๊งค์กาโม่ ชนิด 1000 บาท และแบ๊งค์การโม่ ชนิด 500 บาทใส่ซองละ 1 ใบ ด้านหน้ามีชื่อคนอยู่แต่ไม่รู้จักว่าเป็นใคร

ซึ่งเมื่อเจอก็รีบนำไปให้ญาติๆ ดู เพราะเป็นเรื่องขำๆ  ไม่ได้คิดอะไร ก่อนจะถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลดังกล่าว เพราะเท่าที่ทราบมาหลายงานแถวๆ บ้านก็เจอแบบนี้บ่อยๆ คาดว่าเขาคงอยากมาร่วมงานแต่ไม่มีปัจจัยช่วยงานหรือไม่ก็อยากได้ของชำร่วย ซึ่งทางญาติๆ ก็ไม่ติดใจอะไร เพราะถือว่าเขาอยากมาทำบุญร่วมกับเรา