กรุงเทพโพลล์ เผยคนกรุงค้านขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ ห่วงค่าครองชีพสูงขึ้น

กรุงเทพโพลล์ เผย ประชาชน 60.9% ค้านขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ ห่วงค่าครองชีพสูงขึ้น หวังรถแอร์เย็น ไร้ควันดำ

กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ผลกระทบต่อผู้โดยสารกับการขึ้นราคารถเมล์” โดยเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 1,209 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.9 เห็นว่าไม่เหมาะสมหากปรับขึ้นค่ารถเมล์ โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 47.1 ให้เหตุผลว่าทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น

เมื่อถามต่อว่าในภาพรวมคิดว่าการปรับขึ้นค่ารถเมล์ จะส่งผลกระทบกับประชาชนที่ใช้รถเมล์หรือไม่อย่างไร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 75.8 เห็นว่าจะส่งผลกระทบ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 69.0 ให้เหตุผลว่าจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น ถ้าต้องไปหลายต่อ รองลงมาร้อยละ 4.4 จะทำให้คนหันไปใช้ระบบขนส่งอื่นแทน เช่น เรือ รถไฟฟ้า และร้อยละ 2.4 จะทำให้คนหันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 24.2 เห็นว่าจะไม่ส่งผลกระทบ คิดว่าใช้เหมือนเดิม เพราะราคาไม่ได้ปรับขึ้น สูงมาก

เมื่อถามถึงเรื่องที่คาดหวังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงกับการใช้บริการรถเมล์ หลังจากมีการปรับขึ้นราคาพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 78.2 อยากให้มีรถสภาพใหม่ทุกสาย ไม่มีควันดำ แอร์ไม่ร้อน ไม่มีกลิ่นเหม็น รองลงมาร้อยละ 68.0 อยากให้มีพนักงานขับและพนักงานเก็บเงินให้บริการดี สุภาพเรียบร้อย และร้อยละ 62.7 อยากให้มีรถเมล์ครอบคลุมทุกเส้นทาง เพียงพอกับความต้องการ

กระทรวงอุตสาหกรรม ยันไม่พบโรงงานในพื้นที่เสี่ยงที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันไม่พบโรงงานในพื้นที่เสี่ยงที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน

จากกรณี “เพจหมอแล็บแพนด้า” @MTlikesara เผยแพร่ข้อมูลว่า ภาคอุตสาหกรรมโรงงานเป็นแหล่งกำเนิดต้นเหตุของฝุ่นละออง PM 2.5 กว่า 30% นั้น ล่าสุดทางด้านนายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าจากผลการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ (โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล กรมควบคุมมลพิษ พ.ศ.2561) พบว่าฝุ่นละอองส่วนใหญ่หรือร้อยละ 52 เกิดจากไอเสียดีเซลจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์, ร้อยละ 35 เกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง, ร้อยละ 8 เกิดจากฝุ่นละอองทั่วไปและจากการก่อสร้าง, ร้อยละ 4 เกิดจากโรงงานจากปล่องระบาย และร้อยละ 1 เกิดจากบริเวณที่เป็นพื้นดิน

อย่างไรก็ตามกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เข้มงวดในการกำกับ ดูแล สถานประกอบการอุตสาหกรรม ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม และได้ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงสำรวจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากพบความผิดจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

​นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ได้วางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไมครอน PM 2.5 จากภาคอุตสาหกรรม คือมาตรการป้องกันโดยให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศกำกับดูแลให้โรงงานระบายอากาศตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาโดยให้มีการตรวจสอบและเฝ้าระวังโรงงานทั่วประเทศ 7,700 โรงงาน พร้อมสุ่มตรวจวัดมลพิษทางอากาศในพื้นที่เสี่ยง 12 จังหวัด (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และราชบุรี) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2562

อีกทั้งยังกำชับให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ (S-Curve) เพื่อลดการเกิดมลภาวะทางอากาศและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการให้สถานประกอบการอุตสาหกรรม สามารถอยู่ร่วมกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ได้อย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป

ข้อมูลจาก กระทนวงอุตสาหกรรม

‘กิจจา’ มองเหตุยิงพระ คนร้ายหวังกดดันชาวไทยพุทธออกนอกพื้นที่ จี้รัฐเข้ม รปภ.

ประธานสมาพันธ์พุทธสมาคมชายแดนภาคใต้ มองเหตุยิงพระ คนร้ายต้องการผลักดันไทยพุทธออกนอกพื้นที่ จี้รัฐเข้ม รปภ. มากกว่านี้

นายกิจจา จันทสิโร ประธานสมาพันธ์พุทธสมาคม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาสและสตูล) เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงเหตุการณ์ยิงพระในจ.นราธิวาส ว่า เป็นเหตุรุนแรงที่เกิดกับพระสงฆ์ในรอบ 5-6 ปี และเหตุนี้อุกอาจอย่างมาก เพราะคนร้ายแฝงตัวแต่งกายคล้ายทหารพรานเข้ามาในวัด และกราดยิงพระสงฆ์ เสร็จ ยังตามไปกราดยิงกระพุทธรูปในกุฏิอีกด้วย ตรงนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุด ขณะนี้ชาวไทยพุทธในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างรู้สึกหวาดผวา และวิตกกังวลเป็นอย่างมาก จึงอยากให้ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนในมาตรการต่างๆว่ามาถูกทางแล้วหรือยัง เช่นโครงการพาคนกลับบ้าน ให้อภัยผู้ที่ก่อเหตุ แต่คนที่กลับมาแล้ว กลับไปก่อเหตุซ้ำจะแก้ตรงนี้อย่างไร รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัย ทำไมช่วงที่คนร้ายเข้ามาในวัดไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ฉะนั้นแล้วจึงอยากให้มีการข่าวที่เข้มข้น และมีการปฏิบัติงานที่รัดกุมรอบคอบ อย่าปล่อยปะละเลย

ทั้งนี้ สาเหตุของการก่อเหตุกับพระในครั้งนี้ น่าจะมีเป้าหมายสร้างความแตกของ 2 ศาสนา และต้องการข่มขวัญและกดดันในชาวไทยพุทธรวมไปถึงพระสงฆ์ย้ายของนอกพื้นที่ เพราะขณะนี้มีชาวไทยพุทธอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 10% ต้นๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัดในพื้นที่มีประมาณ 200 กว่าวัด มีพระสงฆ์ 300 กว่ารูป ตรงนี้ทางรัฐต้องดูแลให้ทั่วถึงและปลอดภัยมากที่สุด