มหิดล ชวนปลูกต้นไม้ 5 ชนิด ดักฝุ่น PM2.5 อีกหนึ่งทางเลือกป้องกัน

จากกรณีสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง และส่วนมากเริ่มสวมหน้ากาก N95 ที่สามารถป้องกันฝุ่นละลองระดับ PM 2.5 ได้ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้นคงต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดแถลงข่าว “มาตรการการดูแลสุขภาพและการจัดการทีป่ระชาชนสามารถดำเนินการได้เกี่ยวกับฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5” โดยจากงานวิจัยในหลายๆ ประเทศ พบว่า ต้นไม้ใหญ่ในเมืองโดยทั่วไป สามารถดักจับฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนได้ประมาณ 100 กรัม ซึ่งปริมาณการดักจับฝุ่นละอองจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของฝุ่นละอองด้วย

โดยการคัดเลือกพืชเพื่อดักจับฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยึดเกณฑ์ ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มที่มีใบที่ใบมีผิวหยาบหรือมีขนจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผิวเรียบมัน ต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบจะมีประสิทธิภาพดีกว่าไม้ผลัดใบ และพืชที่มีผิวใบโดยรวมมากกว่าจะสามารถดักจับฝุ่นละอองได้มากกว่าพืชที่มีผิวใบน้อย ดังนั้น ต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กจำนวนมากจึงมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองสูงกว่าต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพรรณพืช 35 ชนิด เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่น โดยแบ่งเป็น ระดับ 1 ถึง ระดับ 5 จากประสิทธิภาพต่ำที่สุดถึงมากที่สุด พบว่า พืชที่อยู่ในระดับ 4 มี 5 ชนิด ได้แก่ ทองอุไร ตะขบฝรั่ง เสลา จามจุรี และ แคแสด

ส่วนพืชที่อยู่ในระดับ 3 ได้แก่ สร้อยอินทนิล เล็บมือนาง กะทกรก ไผ่รวก แก้ว หางนกยูงไทย กรรณิการ์ คริสตินา ข่อย โมกมัน สกุลชงโค ตะแบก อินทนิล

พืชที่อยู่ในระดับ 2 ได้แก่ พวงชมพู อัญชัน พวงคราม วงศ์ส้มกุ้ง ฉัตรพระอินทร์ วาสนา โมกบ้าน สั่งทำ โพทะเล พฤกษ์ ขี้เหล็กเลือด ปอกระสา ตะลิงปลิง ขี้เหล็กบ้าน ชมพูพันธ์ทิพย์

พืชที่อยู่ในระดับ 1 ได้แก่ โมกหลวง ส่วนพืชที่อยู่ในระดับ 5 ในพืชที่ศึกษาไม่มี

ขอบคุณข้อมูล bangkokbiznews / ภาพ travel.mthai

นิด้าโพล ชี้ประชาชนส่วนใหญ่ไปเลือกตั้งแน่นอน เชื่อความเป็นอยู่ดีขึ้น

“นิด้าโพล” เผย ปชช. 98.08  ไปเลือกตั้งแน่นอน เชื่อความเป็นอยู่ น่าจะดีขึ้น แก้ปัญหาปากท้องและหนี้สิน ราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้น

วันนี้(19 ม.ค.) “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนหลังการเลือกตั้ง 2562″ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10 – 14 ม.ค.ที่ผ่านมา จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกภูมิภาค ทุกระดับการศึกษา และทุกอาชีพ รวมทั้งสิ้น 1,253 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.47 เชื่อมั่นว่าความเป็นอยู่ น่าจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 24.42 ระบุว่า เหมือนเดิม และร้อยละ 11.73 ระบุ ดีขึ้นแน่นอน และเมื่อถามถึงการไปลงคะแนนเสียง ร้อยละ 98.08 ระบุ ไปแน่นอน มีเพียงร้อยละ 1.36 ระบุ ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.56 ไม่ไปแน่นอน

ทั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุด หลังการเลือกตั้ง 2562 ร้อยละ 36.79 ประเทศสงบสุขประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, ร้อยละ 22.11 ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย,ร้อยละ 13.88 ประเทศที่ปราศจากการคอร์รัปชัน, ร้อยละ 8.14 ประเทศกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของอาเซียน

นอกจากนี้ ความคาดหวังของประชาชน หลังเลือกตั้ง ในแต่ละด้านพบว่า ด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.09 หวังให้แก้ปัญหาปากท้องและหนี้สินของประชาชน รองลงมา ร้อยละ 16.92 ส่งเสริมราคาสินค้า/พืชผลทางการเกษตร , ด้านการเมือง ร้อยละ 25.30 หวังนักการเมืองที่เสียสละเพื่อประชาชน มีคุณธรรม, ร้อยละ 24.42 หวังได้นายกที่มีความเป็นผู้นำ มีความสามารถในการบริหารประเทศ ร้อยละ 14.45 มีการปฏิรูปการเมือง ปราศจากความขัดแย้ง , ด้านกฎหมาย ร้อยละ 43.73 หวังการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ, ด้านเกษตรกรรม” ร้อยละ 43.26 หวังราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้น, ร้อยละ 14.60 มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และด้านการศึกษา ร้อยละ 29.69 หวังให้กระจายโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

เตือน แสตมป์มรณะ อันตรายถึงชีวิต

แสตมป์มรณะ หรือ กระดาษเมา ยาเสพติดชนิดใหม่สุดอันตราย ใช้มากเสี่ยงนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้

วันนี้ (19 ม.ค. 2562) เพจ ไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นเพจแจ้งข่าวสารและเตือนภัยต่างๆ ของรัฐบาล ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความเตือนภัย หลังจากสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ เตือนนักท่องเที่ยวระวังการใช้ “แสตมป์มรณะ” หรือกระดาษเมา สิ่งเสพติดใหม่ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ มีความเสี่ยงอันตรายและนำไปสู่การเสียชีวิตได้

โดยเพจดังกล่าวมีข้อความระบุว่า เตือนภัยตอนนี้ “แสตมป์มรณะ” หรืออาจจะเรียก กระดาษเมา กระดาษมหัศจรรย์ ได้ระบาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยจะมีการนำสารแอลเอสดี (LSD) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ออกฤทธิ์หลอนประสาทหยดลงบนกระดาษที่มีคุณสมบัติดูดซับมีลวดลายและสีสันต่าง ๆ คล้ายแสตมป์ สำหรับใช้อมใต้ลิ้น

สารเสพติดชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ระยะแรก ๆ จะมีความสุข อารมณ์ดี รู้สึกคึกคัก หลังจากนั้นทุกข์แน่นอน เพราะจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง อาจทำร้ายผู้อื่นและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ หากประสบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารเสพติดสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165

หรือที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลาและปัตตานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmindat.go.th

สำหรับการระบาดแจ้งเตือนภัยของสิ่งเสพติดชนิดนี้ เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุม ผู้ค้า “แสตมป์มรณะ” ที่ระบาดในกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการนำสาร แอลเอสดี (LSD) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ออกฤทธิ์หลอนประสาท เมื่อหยดลงบนกระดาษที่มีคุณสมบัติดูดซับ (blotter paper) อาจมีลวดลายและสีสันต่างๆ แล้วแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีลักษณะคล้ายแสตมป์ ใช้อมใต้ลิ้น

โดยจะออกฤทธิ์ภายใน 30 – 90 นาที นาน 8 – 12 ชั่วโมง จะทำให้รูม่านตาขยาย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ความดันโลหิตลดลงและอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น เหงื่อออก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ปากแห้ง และมือสั่น เมื่อเสพสารแอลเอสดีเข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกจะมีความสุข อารมณ์ดี รู้สึกคึกคัก หลังจากนั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรง เห็นภาพหรือเหตุการณ์ในอดีต เกิดอาการหวาดกลัวจนกระทั่งอาจทำร้ายตนเอง หรือทำร้ายผู้อื่นและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ส่วนอันตรายของ แสตมป์มรณะ นั้น จะทำให้เกิดปัญหาทางจิตเรื้อรัง เช่น โรคจิตเภท หรือโรคซึมเศร้า เกิดอาการหวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน แม้จะหยุดใช้ยาแล้วแต่อาการโรคจิตอาจเป็นซ้ำได้อีก ซึ่งการรักษาอาการหลังจากเสพสารแอลเอสดีเกินขนาดทำได้ยาก และอาจต้องใช้เวลานานเพื่อให้อาการทุเลาลง

จึงฝากย้ำเตือนกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่นิยมเสพสารแอลเอสดี ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา การเสพสารแอลเอสดี ทำให้ผู้เสพมีปัญหาด้านการรับรู้ การคิดและการตัดสินใจ อาจนำมาซึ่งเหตุรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น เช่น การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้