กสทช. แจ้งสิทธิ์ผู้มีรายได้น้อยใช้เน็ตบ้านฟรี 3 ปี ย้ำส่งหลักฐานยืนยันกลับ

กสทช. ส่งหนังสือแจ้งสิทธิ์ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านฟรี 3 ปี แก่ผู้มีรายได้น้อยกว่า 401,463 ครัวเรือน ย้ำขอให้ส่งหลักฐานยืนยันตามแบบตอบรับที่แนบไป

พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบขานรับนโยบายรัฐบาล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความเจริญสู่ชนบท

ซึ่งเป็นโครงการแรกที่สำนักงาน กสทช. จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 พ.ค. 2562 ครอบคลุมพื้นที่ในส่วนที่สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบ 3,920 หมู่บ้าน จำนวน 607,966 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรในพื้นที่ชายขอบจำนวน 1,823,898 คน และมีหมู่บ้านในพื้นที่ชนบทอีก 15,732 หมู่บ้านที่จะทยอยลงนามในสัญญาปีนี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ได้ครอบคลุมพื้นที่ 3,920 หมู่บ้าน โดยจะมีจุดกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะ (Free WiFi) ทั้งในชุมชนและหน่วยงานของรัฐที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 5,992 จุด

แบ่งเป็นติดตั้งในชุมชนในหมู่บ้าน 3,912 จุด โรงเรียน 1,210 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. 107 แห่ง รวมถึงมีศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (ศูนย์ USO Net) จำนวน 763 ศูนย์ โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์และมีเจ้าหน้าประจำศูนย์คอยให้คำแนะนำ

โดยทั้งหมดนี้จะให้บริการฟรีเป็นเวลา 5 ปี และสำหรับประชาชนที่ต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนของตัวเองสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ในราคา 200 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าสำนักงาน กสทช. ได้กำหนดอัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครัวเรือนละ 200 บาทต่อเดือน แต่ก็ยังพบว่าเป็นอุปสรรคต่อครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดังนั้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเป็นการขยายโอกาสให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่โครงการสามารถเข้าถึง

และใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ เช่น การศึกษาทางไกล การรักษาสุขภาพทางไกล อันจะเป็นการคืนความสุขให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล คณะกรรมการ

กสทช. จึงได้มีมติให้ดำเนินมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้แก่ครัวเรือนของผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 โดยสำนักงาน กสทช. จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการใช้บริการอินเทอร์เน็ต ณ อัตราความเร็ว 30/10 Mbps เป็นระยะเวลา 36 เดือน

โดยจะเริ่มต้นให้บริการได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2562 เป็นต้นไป และสิ้นสุดโครงการพร้อมกัน ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2565 ซึ่งจากการสำรวจขณะนี้มีครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ได้สิทธิ์ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 200 บาทต่อเดือนฟรีจำนวนทั้งสิ้น 401,463 ครัวเรือน หรือครอบคลุมประชากรประมาณ 1,200,000 คน

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในวันนี้ (16 ม.ค. 2562) สำนักงาน กสทช. ได้เริ่มส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้อาศัยในพื้นที่โครงการเน็ตชายขอบ และเป็นผู้มีรายได้น้อยภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐทางไปรษณีย์ จำนวน 31,740 ครัวเรือน และจะส่งหนังสือไปยังครัวเรือนจนครบ ทั้งสิ้น 401,463 ครัวเรือน ภายในวันที่ 15 มี.ค. 2562

เมื่อได้รับจดหมายจากสำนักงาน กสทช. แล้ว ขอให้ส่งหลักฐานยืนยันตามแบบตอบรับที่แนบไปพร้อมหนังสือแจ้งสิทธิ์ โดยนำส่งไปรษณีย์ใกล้บ้านไม่ต้องติดแสตมป์มายังสำนักงาน กสทช. เลขที่ 87 พหลโยธินซอย 8 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 หรือสำนักงาน กสทช. ส่วนภูมิภาค โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

และหากภายในวันที่ 15 มี.ค.2562 ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่เป็นผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในพื้นที่โครงการ และลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 สามารถติดต่อมายังเบอร์โทรศัพท์ 1200 Call center ของสำนักงาน กสทช. ฟรี เพื่อขอรับแบบฟอร์มการขอรับสิทธิ์ได้

ขนส่งยันยังจำเป็นพกใบขับขี่ตัวจริง ชี้ใบขับขี่อัจฉริยะแค่ทางเลือก แต่ใช้ทดแทนได้ 100%

ขนส่ง ชี้แจงแล้ว ปมดรามาต้องพกใบขับขี่ตัวจริง แม้จะมีใบขับขี่อัจฉริยะ ระบุ พัฒนาตามนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (15 ม.ค. 2562) นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจา่รณ์อย่างกว้างขวาง หลังเกิดความสับสน กรณีมีกระแสข่าวว่าทางตำรวจยังต้องให้พกใบอนุญาตขับขี่ตัวจริงควบคู่ไปกับการใช้ใบขับขี่ดิจิทัลผ่านทางแอพพลิเคชั่น ว่า ประชาชนยังต้องพกพาใบขับขี่กระดาษตัวจริง เพื่อให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522

ส่วนแอปพลิเคชัน DLT QR License สามารถใช้ทดแทนใบขับขี่กระดาษได้ 100% แต่ความจริงแล้ว ใบขับขี่อัจฉริยะถือเป็นทางเลือกเท่านั้น ทั้งนี้การพัฒนาแอปพลิเคชัน DLT QR License เป็นการพัฒนาบริการตามนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งฯ กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องเชื่อมต่อข้อมูลจาก DLT QR License เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดึงข้อมูลจากใบขับขี่อัจฉริยะได้ในอนาคต โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องหารือในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสามารถตัดแต้ม หรือยึดใบขับขี่จากระบบได้

ผู้ก่อตั้ง “หัวเว่ย” ปฏิเสธเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน

“เหริน เจิ้งเฟย” ผู้ก่อตั้ง “หัวเว่ย” ปฏิเสธข้อกล่าวหาเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน ในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

นายเหริน เจิ้งเฟย มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง “หัวเว่ย เทคโนโลยีส์” บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ที่เขาพูดคุยกับสื่อต่างชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาที่ว่า หัวเว่ยช่วยรัฐบาลจีนสืบความลับของรัฐบาลชาติตะวันตก

นายเหรินปฏิเสธข้อกล่าวหาเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน และยืนยันว่าไม่มีทางจะทำเช่นนั้น

เขากล่าวด้วยว่า ไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทในจีนติดตั้งอุปกรณ์สอดแนม และตัวเขาไม่มีทางจะทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของลูกค้า โดยตัวเขาและบริษัทจะปฏิเสธหากมีข้อเรียกร้องนั้น

นายเหรินกล่าวด้วยว่า เขารักประเทศ และสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่เขาไม่มีทางจะทำเรื่องที่เป็นอันตรายกับโลก และไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อทางการเมืองส่วนตัวกับการทำธุรกิจของหัวเว่ย

การปรากฏตัวของนายเหรินเพื่อคุยกับสื่อต่างชาติถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายที่รุมเร้า ทั้งการที่รัฐบาลแคนาดาจับกุมตัวนางเมิ่ง วานโจว ผู้บริหารและลูกสาวคนโตของนายเหริน รวมทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการโจรกรรมข้อมูลจนทำให้หลายประเทศไม่ใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ย และเพิ่งเกิดเหตุจับกุมพนักงานหัวเว่ยในโปแลนด์ฐานต้องสงสัยจารกรรมข้อมูลของทางการ

นายเหรินกล่าวว่า เขาคิดถึงลูกสาวมาก แต่ก็มองในแง่บวกว่า ความยุติธรรมจะชนะทุกสิ่ง

นอกจากนี้ เจ้าพ่อหัวเว่ยยังเรียกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่กล้าลดภาษีเพื่อประโยชน์ของภาคธุรกิจ แต่ก็ควรปฏิบัติกับบริษัทและประเทศต่างๆ ให้เอื้อต่อการเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐฯ

พร้อมระบุว่า หัวเว่ยเป็นเพียงเมล็ดงาในสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ