ปชช.แห่สวมหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 หลังยังมีฝุ่นละอ่องทั่วกรุงฯ

ประชาชนสวมหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5

วันนี้ (14 ม.ค. 2562) ที่บริเวณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ประชาชนส่วนมากเริ่มสวมหน้ากาก N95 ที่สามารถป้องกันฝุ่นละลองระดับ PM 2.5 ได้ ขณะเดียวกันยังมีประชาชนบางส่วนยังสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันมลพิษ

เนื่องจากวันนี้ กรมควบคุมมลพิษ เผยสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ประจำวันที่ 14 มกราคม 2562 จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า อากาศลอยตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย สภาพอากาศปิด มีเมฆเป็นส่วนมาก มีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาหลายพื้นที่ ลมสงบ ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ในวันนี้ 14 มกราคม 2562 คุณภาพอากาศโดยรวมยังคงอยู่ในระดับ ‘เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ’ ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง โดยพื้นที่ริมถนน โดยสถานีวัดคุณภาพอากาศแสดงผลค่าฝุ่นละออง PM2.5 โดยรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 18 พื้นที่

พื้นที่ทั่วไป (ห่างจากริมถนนสายหลัก) โดยรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 16 พื้นที่

คาดการณ์ ว่าคุณภาพอากาศในวันพรุ่งนี้จะอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และ จากโมเดลพยากรณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงของ วันที่ 14 มกราคม 2562 อากาศจะลอยตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย สภาพอากาศค่อนข้างปิด

อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมมลพิษขอความร่วมมือประชาชนในการช่วยลดฝุ่นละอองอย่างเข้มงวด ด้วยการห้ามใช้รถยนต์ควันดำอย่างเด็ดขาด ห้ามการเผาในที่โล่งทุกประเภทอย่างเด็ดขาด รวมถึงขอความร่วมมือในการลดการใช้รถยนต์โดยสารส่วนบุคคลด้วย

ปตท.สผ. รุกยูเออี ได้รับสัมปทาน 2 แปลงร่วมกับรายใหญ่อิตาลี

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยบริษัท พีทีทีอีพี มีนา จำกัด (PTTEP MENA Limited) ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท อีเอ็นไอ อาบูดาบี (Eni Abu Dhabi) บริษัทในเครือของอีเอ็นไอ (Eni) ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของประเทศอิตาลี ได้รับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งในแปลงสำรวจออฟชอร์ 1 (Offshore 1) และแปลงออฟชอร์ 2 (Offshore 2) จากบริษัท อาบูดาบี เนชั่นแนล ออยล์ หรือ แอดนอค (Abu Dhabi National Oil Company หรือ ADNOC) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จากการเปิดประมูลครั้งแรกในประเทศ นับเป็นก้าวแรกของ ปตท.สผ. ในการลงทุนในยูเออี

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า “ปตท.สผ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นครั้งแรก ซึ่งการได้รับสัมปทานในแปลงออฟชอร์ 1 และออฟชอร์ 2 เปิดโอกาสให้ ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกทั้งแอดนอคและอีเอ็นไอ และยังทำให้เราได้เข้าไปลงทุนในพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูงแห่งหนึ่งของโลก ปตท.สผ. เชื่อว่ากลุ่มผู้ร่วมทุนจะใช้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาแปลงสำรวจนี้ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวให้กับทุกฝ่าย”

ด้าน ดร.สุลต่าน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ รัฐมนตรีของยูเออี (UAE Minister of State) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอดนอค กรุ๊ป กล่าวว่า การอนุมัติสัมปทานครั้งแรกครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมของอาบูดาบี ตามยุทธศาสตร์การลงทุนปี 2573 ของแอดนอค รวมถึงเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการจะเป็นพันธมิตรกับบริษัทน้ำมันและก๊าซที่มีทั้งศักยภาพทั้งทางเทคโนโลยีและเงินทุนที่จะมาช่วยพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ การให้สัมปทานกับอีเอ็นไอนั้น ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการเป็นพันธมิตรกัน ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทย ปตท.สผ. ซึ่งเข้ามาเป็นพันธมิตรใหม่นั้น ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความมั่นใจที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อยูเออี

นายเคลาดิโอ เดสคัลซี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเอ็นไอ กล่าวว่า กลุ่มผู้ร่วมทุนจะใช้ความเชี่ยวชาญและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อสำรวจทรัพยากรปิโตรเลียมนอกชายฝั่งของอาบูดาบีในครั้งนี้ พีทีทีอีพี มีนา และอีเอ็นไอ อาบูดาบี จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 30 และ 70 ตามลำดับ โดยมีระยะเวลาการสำรวจไม่เกิน 9 ปี ซึ่งทั้ง 2 แปลงมีอายุสัมปทาน 35 ปี

ยูเออีเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก โดยร้อยละ 96 ของปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ในพื้นที่ของกรุงอาบูดาบี และยังเป็นประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ซึ่งยังรอการสำรวจและพัฒนา

สมาคม รพ.เอกชน เตรียมแจงข้อมูลคิดค่ารักษาพยาบาล

สมาคมโรงพยาบาลเอกชน นัดชี้แจงข้อมูลและทำความเข้าใจการคิดค่ารักษาพยาบาล เพราะไม่เห็นด้วยที่กระทรวงพาณิชย์จะดึงค่าเวชภัณฑ์และค่าบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าควบคุม และยืนยันว่าไม่ได้ค้ากำไรเกินควร

กรณีสมาคมโรงพยาบาลเอกชน คัดค้านการนำค่ารักษาพยาบาลและค่าเวชภัณฑ์จัดอยู่ในสินค้าควบคุม ตามมติของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร.

นายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลวิภาวดี ยืนยันว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไม่มีการค้ากำไรเกินควร และสามารถตรวจสอบได้ อยู่ในมาตรฐาน ซึ่งหากดูกำไรสุทธิเทียบกับรายได้ย้อนหลัง 8 ปี ของโรงพยาบาล พบว่า อยู่ที่ร้อยละ 8-13 เท่านั้น ไม่สูงเกินไป เพราะโรงพยายาลเอกชนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายแฝงที่สูง เช่น เครื่องมือทางการแพทย์ การจ้างบุคลากรเพื่อรองรับการดูแลรักษาตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะมีผู้ป่วยน้อย

เบื้องต้นเห็นด้วยกับ มติของ กกร.ที่เพิ่มยาและเวชภัณฑ์เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม แต่ก็อยากให้รัฐบาลต้องพิจารณาถึงหลักการปฏิบัติ รวมถึงเข้าดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนให้สามารถอยู่ได้ เช่น การกำหนดค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับโรงพยาบาลรัฐ สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และคุณภาพในการบริการ

สำหรับในวันนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน จะชี้แจงข้อมูลและทำความเข้าใจในการคิดค่ารักษาพยาบาล การกำหนดราคาค่ายา และค่าบริการทางการแพทย์ รวมถึงการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน