กรมทางหลวง ตรวจติดตามการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ด่านทับช้าง

กรมทางหลวง ตรวจติดตามการแก้ปัญหาฝุ่นละออง ตามนโยบาย “One Transport ปลอดฝุ่น PM2.5 คมนาคมรวมใจ ช่วยลดฝุ่น เพื่อความสุข สุขภาพดี ของประชาชน” บริเวณด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางทับช้าง บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9

วันนี้ (29 ม.ค. 62) เวลา 11.30 น. นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกรมทางหลวง ร่วมตรวจติดตามการแก้ปัญหาฝุ่นละอองบริเวณด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางทับช้างบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 โดยกรมทางหลวงได้ดำเนินการติดตั้งระบบปล่อยฝอยละอองน้ำ (High Pressure Water System) ถาวร ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมใน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่หน้าด่านฯ ทับช้าง 1 (มุ่งหน้าบางพลี) และพื้นที่หน้าด่านฯ ทับช้าง 2 (มุ่งหน้าบางปะอิน) ในการดำเนินการกรมทางหลวงได้ติดตั้งระบบจ่ายน้ำประปาแรงดันสูง 70 บาร์ ผ่านระบบท่อแรงดันสูงและหัวฉีดน้ำอนุภาคขนาดเล็กรวมกันทั้งสองแห่งจำนวน 120 หัว

ซึ่งสามารถผลิตและปล่อยฝอยละอองน้ำประปาสะอาดได้ละเอียดขนาดประมาณ 20 ไมครอน เพื่อดักจับละอองฝุ่น PM2.5 ซึ่งอธิบดีกรมทางหลวงได้ให้นโยบายต่อผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองในการควบคุมฝอยละอองน้ำว่าจะต้องไม่รบกวนทัศนวิสัยของผู้ขับขี่และต้องไม่มีน้ำเจิ่งนองบนพื้นถนนจนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ทาง

ดังนั้น เพื่อให้การปล่อยฝอยละอองน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กรมทางหลวงจะเปิดระบบฯ ระหว่างเวลา 18.00 น. ถึง 24.00 น. เนื่องจากผลการตรวจวัด PM2.5 รายชั่วโมงของกรมควบคุมมลพิษพบว่า เป็นช่วงเวลาที่มีฝุ่น PM2.5 สูง  นอกจากนี้จะพิจารณาเปิดระบบฯ เพิ่มในช่วงเวลาที่มีปริมาณจราจรสะสมหนาแน่นเป็นพิเศษมีอุณหภูมิต่ำและมีสภาพอากาศสงบนิ่งไม่กระจายตัว เนื่องจากจะเป็นช่วงที่มีมลพิษสูงกว่าปกติ

อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจวัดฝุ่นPM2.5 บริเวณด่านฯ ทับช้าง 1 และทับช้าง 2 ก่อนที่มีการติดตั้งระบบฯพบว่า มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชม. เท่ากับ 70 และ 71 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดให้ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ระหว่างดำเนินการติดตามตรวจวัดฝุ่น PM2.5 หลังจากที่มีการติดตั้งระบบฯ ซึ่งหากผลการตรวจวัดเป็นที่น่าพอใจกรมทางหลวงจะพิจารณาขยายผลไปติดตั้งยังบริเวณอาคารด่านเก็บเงิน โดยเฉพาะบริเวณช่องรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มีมาตรการในการล้างพื้นถนนในช่วงเวลาประมาณ 04.00 – 05.00 น. วันละ 1 ครั้ง พร้อมทั้งกำกับให้ผู้รับเหมาก่อสร้างตรวจเช็คสภาพรถและเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานและกรมทางหลวงขอรณรงค์ให้ประชาชนที่ใช้บริการทางหลวงพิเศษเปลี่ยนมาใช้งานระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ หรือ M-PASS เพื่อช่วยลดปริมาณมลพิษที่เกิดจากการติดสะสมของปริมาณการจราจรหน้าด่านเก็บเงิน
ทั้งนี้ กรมทางหลวงมุ่งหวังเพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหา PM2.5 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและพร้อมที่จะบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่จะดำเนินการวางแผนในการบรรเทาปัญหาดังกล่าว ในระยะยาวต่อไป

คณะวิจิตรศิลป์ มช. แจงดราม่า นศ.ปี 2 ถูกมือดีทำลายงานปั้น

ดราม่า ปี 2 วิจิตรศิลป์ มช. โพสต์ถูกมือดีทำลายงานปั้น ผู้บริหารแจงกฎหลังปั้น-ตรวจงานแล้ว ต้องเก็บดินทันที ใช้มา 20 ปี เชื่อเข้าใจผิด เตรียมเรียกเจ้าของงาน-รุ่นพี่ทำความเข้าใจ

จากกรณีเกิดกระแสดราม่าในโลกโซเชียล หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ”ศศิธร กันจันวงศ์” ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ภาพผลงานปั้นคนครึ่งตัว ที่ถูกทำลายจนได้รับความเสียหาย พร้อมข้อความระบายความคับแค้นใจที่ผลงานของตัวเองถูกทำลายเสียหาย โดยมีข้อความว่า…

“นี้หรือคือคำว่า “นักศึกษา” !!!!!!!!!!!!! คนทำคือคนที่ แย่ และ ห่วยแตกที่สุด เพราะพวกคุณไม่เคยคิดถึงคนอื่นที่เขาทำงานเหมือนเช่นเดียวกับคุณ คุณไม่มีสามัญสำนึกเลย หลายครั้งแล้วนะคะที่เจอมาแบบนี้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็คงไม่ไหวค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าคนพวกนี้มันไปทำกับคนอื่นล่ะ ถ้าคนอื่นเขายังไม่ได้ส่งงานล่ะ จะทำยังไง โตๆกันแล้ว ไม่ใช่ว่าเฉพาะเคสนี้นะคะ เจอและเห็นเคสของคนอื่นมาบ้างเหมือนกัน ของหายบ้าง งานเสียหายบ้าง งานหายบ้าง และอื่นๆ ที่นี่มันแหล่งของโจรเหรอคะ จิตใต้สำนึกอะมีไหม

บางคนเคยเจอแบบนี้แต่ก็ “ไม่กล้าพูด” ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าใครเอาไปหรือใครทำของ ของตัวเองก็ไม่ใช่ “ก็ไม่ควรไปยุ่ง” ไม่ใช่งานของตัวเองก็ไม่ควรไปยุ่ง

ฝากถึงอีกหลายๆคนนะคะ ทั้งในคณะและนอกคณะไม่เจอเองกับตัวไม่รู้เหรอกค่ะ ไม่ใช่แค่งานปั้นนะคะ งานเพ้น งานภาพพิมพ์ งานเซรามิก งานแกะ หรืองานทีสีด ก็อาจจะโดนแบบนี้ก็ได้ เพราะมีแต่คนเหี้ยๆ แบบนี้อยู่ในคณะเต็มไปหมด (โดยเฉพาะตอนกลางคืน ) เพราะที่นี้ไม่มีความปลอดภัยเลย

ในห้องปั้นก็ควรจะมีกล้องวงจรปิดได้แล้วคะมีแต่ห้องเพ้น ขอโทษด้วยนะคะที่ใช้คำไม่สุภาพ โลกสวยห้ามอ่านค่ะ”

หลังข้อความนี้ถูกโพสต์ออกไปเมื่อช่วงค่ำวานนี้ ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นถึง 17,000 คน และถูกแชร์ออกไปกว่า 6,200 ครั้ง ซึ่งมีทั้งตำหนิคนที่มาทำร้ายผลงาน และ บางส่วนเรียกร้องให้อาจารย์ หรือทางคณะดังกล่าวออกมาชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

ล่าสุดวันนี้ ( 29 ม.ค.) ) ดร.พงศ์ศิริ คิดดี รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษา คณะวิจิตรศิลป์ มช. และอาจารย์ในคณะ พาผู้สื่อข่าวไปดูที่ “โรงประลอง” ซึ่งเป็นห้องที่ใช้สำหรับให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานปั้นดินเหนียว พร้อมกับชี้แจงว่า นักศึกษาหญิงที่โพสต์ข้อความเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ของคณะวิจิตรศิลป์ แต่ประเด็นการทำลายงานปั้นและนำเรื่องราวไปโพสต์อาจมาจากความเข้าใจผิด

อาจารย์ธนัชชา ไชยรินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประติมากรรม คณะวิจิตรศิลป์ เปิดเผยว่า รายวิชาประติมากรรม จะมีการเรียนการสอนทุกวันพฤหัสและศุกร์ โดยนักศึกษาจะต้องปั้นชิ้นงานตามที่อาจารย์สั่ง โดยในวันศุกร์จะมีการตรวจงานและให้คะแนน ขณะที่ระเบียบที่กำหนดไว้ก็คือ เมื่อตรวจงานเสร็จ นักศึกษาจะต้องเก็บดิน ออกจากแกนปั้น เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งในสัปดาห์ต่อไป เพราะดินเหนียวถือเป็นครุภัณฑ์ของคณะฯ

จึงต้องใช้งานร่วมกัน หากไม่เก็บดินและทิ้งไว้จนแห้งติดคาฐานจะทำให้แกะออกยาก และ ต้องเสียเวลาเป็นวันในการเตรียมดินให้พร้อมใช้งานใหม่ โดยทางภาควิชากำหนดกติกาหลังปั้นงาน และส่งให้อาจารย์ตรวจเสร็จ จะต้องเก็บดินทันที มิฉะนั้นจะถูกหักคะแนนทันที 10 คะแนน

สำหรับกรณีที่เกิดกับนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 2 รายนี้ หลังปั้นชิ้นงานเสร็จในวันศุกร์ที่ผ่านมา จากนั้นได้ฝากเพื่อนช่วยส่งงานกับอาจารย์ ซึ่งก็ได้ตรวจงานเรียบร้อยแล้ว จากนั้นนักศึกษาคนนี้ได้เดินทางไปทำกิจกรรมที่ต่างจังหวัด และกลับมาเรียนอีกครั้งในวันจันทร์ และ พบว่างานปั้นของตนเองเสียหาย จึงได้ถ่ายภาพและโพสต์เรื่องราวออกไปในโซเชียลมีเดีย

เมื่อสอบถามแล้วทราบว่าผู้ที่ทำลายงานปั้น เป็นรุ่นพี่ที่มาในโรงปั้นเมื่อวานนี้ ( 28 ม.ค.) และเห็นว่ามีงานปั้นที่ผ่านการตรวจไปแล้ว แต่ไม่มีการเก็บดิน จึงเข้ามาเก็บ เพื่อเตรียมให้คนอื่นใช้ต่อ โดยที่ทั้งเจ้าของงานและรุ่นพี่ไม่รู้จักและไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมาก่อน

อาจารย์ธนัชชา บอกว่า คณะฯ ไม่ได้เห็นด้วยกับการทำให้ผลงานของบุคคลอื่นเสียหาย แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด จึงเตรียมจะเรียกนักศึกษาทั้ง 2 คนมาชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและความเสียหายกับทั้งตัวนักศึกษาและคณะวิจิตรศิลป์ และ หลังจากนี้จะเข้มงวดกับกฎกติกา หลังปั้นดินและอาจารย์ตรวจงานเรียบร้อยแล้ว นักศึกษาจะต้องเก็บดินทันที และหลังจากนี้จะมีการปิดประตูโรงประลองในช่วงกลางคืนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

สำหรับพื้นที่ของคณะวิจิตรศิลป์ มช. มีการติดกล้องวงจรปิดไว้โดยรอบ แต่ภายในห้องประลองไม่ได้ติดตั้งไว้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดปัญหาขึ้น

ด้าน ดร.พงศ์ศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความเข้าใจผิดของนักศึกษาทั้ง 2 ฝ่าย และ ไม่อยากโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยากชี้แจงและทำความเข้าใจ เพราะโพสต์ที่ถูกแชร์ออกไปสร้างความเสียหายให้กับคณะวิจิตรศิลป์ มช.เป็นอย่างมาก

โดยกติกาการเรียนในภาควิชาประติมากรรม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดจะทราบดีว่า จะต้องเก็บดินทันทีหลังอาจารย์ตรวจงานเสร็จ ซึ่งอาจารย์ที่ตรวจงานของนักศึกษา ก็จะมีการทำเครื่องมือทำเครื่องหมายไว้ที่ผลงานทุกครั้ง เพื่อให้ทราบว่าตรวจแล้ว จากนั้นนักศึกษาจะต้องเก็บดินทันที เพื่อให้เพื่อนักศึกษาคนต่อไปมาใช้ฐานแกน และ ดินเหนียวในการปั้นงานครั้งต่อไป

ผู้ปกครองร้องทุกข์! ครูโรงเรียนดังอ่างทอง ใช้ฟุตเหล็กฟาดทำโทษ

ผู้ปกครองโวย! ครูโรงเรียนดังอ่างทอง ใช้ฟุตเหล็กฟาดทำโทษเด็ก ชี้เป็นการกระทำที่รุนแรงและเกินกว่าเหตุ

จากกรณีผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ได้โพสต์คลิปวิดีโอครูท่านหนึ่ง ทำโทษเด็กโดยการใช้ฟุตเหล็กฟาด ซึ่งผู้ปกครองต่างเห็นว่า เป็นการกระทำที่รุนแรงและเกินกว่าเหตุ

โดยในคลิปเผยให้เห็น ครูคนหนึ่งกำลังยืนตำหนิเด็กนักเรียน ก่อนใช้ไม้บรรทัดฟุตเหล็กยาวประมาณ 1 เมตร ตีเข้าที่ขาอย่างเต็มแรง คนละที ก่อนที่จะตะโกนต่อว่าเด็กนักเรียนอีกคน

ล่าสุด วันที่ 29 ม.ค.2562 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุ ทราบว่าเป็นโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 (ฉบับราษฎรอุปถัมภ์ ) ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนประถม และได้สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น

ด้านเด็กชายเอ เด็กนักเรียนที่ถูกตีปรากฏในคลิป ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองได้ไปขี่จักรยาน และตนเองก็ได้โดนครูตีที่ขา

ส่วนเด็กชายบี ได้โดนครูนำพวกกุญแจกำไว้ในมือแล้วตีมาที่หัว เจ้าตัวเล่าว่า ตนได้เดินไปถุยน้ำลายลงที่พื้น และครูมาเห็นก็ตบมาที่หัว โดยที่มือครูมีพวงกุญแจอยู่

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางผู้ปกครองเด็กและครูคู่กรณี ได้พุดคุยทำความเข้าใจกัน จากนั้นได้มีการทำบันทึกข้อตกลงว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งทางญาติพอใจ นอกจากนี้ยังได้ทำรายงานข้อเท็จจริงไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทองเพื่อพิจารณาโทษตามขั้นตอนต่อไป