หนึ่งเดียวในโลก นศ.สาวใช้เวลา 2 ปี เพาะพันธุ์ งูปล้องฉนวนสร้อยเหลืองสีเผือก

หนึ่งเดียวในโลก นักศึกษาสาววัย 18 ปี เพาะพันธุ์ งูปล้องฉนวนสร้อยเหลือง สีเผือก ได้ลูกงู 4 ตัว เปิดใจศึกษามานานกว่า 2 ปี จนได้ลูกงู

วันที่ (10ม.ค.62 )ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้แจ้งว่ามีหญิงสาววัย 18 ปี ซึ่งชื่นชอบและศึกษาในด้านเกี่ยวกับการเลี้ยงงูพันธ์ไทย หลายชนิด และล่าสุดสามารถเพาะพันธ์งูปล้องฉนวนสร้อยเหลืองเผือกได้ลูกงู จำนวน 4 ตัว ซึ่งสร้างความแปลกประหลาดใจให้กับ ผู้เชี่ยวชาญด้านงูของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังไม่เคยใครสามารถเพาะพันธ์งูชนิดนี้ได้ แถมยังเป็นชนิดสีเผือกแท้อีก

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่บ้านเลขที่ 372/ 3  ม.8 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พบ น.ส.ณัชชา นวกานต์ธำรง อายุ 18 ปี นักศึกษาของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต กำแพงแสน พร้อมด้วย นายเตชนิธิ นวกานต์ธำรง ผู้เป็นพ่อ ได้นำงูปล้องฉนวนสร้อยเหลืองเผือก ทั้งตัวผู้ และตัวเมีย พร้อมด้วยลูกงูปล้องฉนวนสร้อยเหลืองเผือก ออกมาโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู

พร้อมกันนี้ น.ส.ณัชชา กล่าวว่า ปกติแล้วตนได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านงูแบบจริงๆ จังๆ ก็เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา และสำหรับงูปล้องฉนวนสร้อยเหลือง สามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทย แต่ด้วยความพิเศษของตัวมันเองคือสีเผือกมักจะค้นพบได้ยากมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ตนได้ไปค้นพบงูชนิดดังกล่าว แถมยังเป็นสีเผือก ส่งผลให้ตนมาความสนใจจึงได้พยายามออกตามคู่ของงูตัวดังกล่าวเพื่อนำมาศึกษา ซึ่งใช้เวลาเกือบ 1ปีจนสามารถเพาะพันธ์งูชนิดนี้ ได้ลูกจำนวน 4 ตัว 

หลังจากนั้นตนจึงได้ติดต่อไปยังนายมนตรี สุมณฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านงูของประเทศไทย และนายกิตติพงษ์ จารุธาณินทร์ เจ้าของ Home Zoo เป็นผู้เชี่ยวชาญสัตว์น้ำและสัตว์ Exotic ก็กล่าวกับตนว่าถือว่าเป็นคนแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ที่สามารถเพราะพันธ์งูปล้องฉนวนสร้อยเหลืองเผือกได้ เพราะที่ผ่านไม่เคยมีใครทำได้ เนื่องจากงูชนิดนี้เป็นงูกินงู จึงมีความยากที่จะผสมพันธ์กัน และหากว่างูชนิดนี้เจอกันเองเมื่อใด ก็จะมีความผิดกลิ่นกันและจะกินกันเอง  น.ส.ณัชชา กล่าวต่อว่าหลังจากนี้ตนก็ยังคงจะศึกษาเกี่ยวกับด้านงูพันธ์ไทยต่อไป หวังที่จะอนุรักษ์งูพันธ์ไทยเอาไว้ ไม่ให้สูญหายไป

เปิดขั้นตอนการเลือกตั้งล่วงหน้า-เลือกตั้งนอกเขต-นอกราชอาณาจักร

สำหรับการเลือกตั้งในปี 2562 ที่จะถึงนี้ แฟนข่าว MThai ที่ทำงานหรือศึกษาต่ออยู่ต่างพื้นที่นอกเขตเลือกตั้งซึ่งตนมีสิทธิอยู่ และไม่รู้ว่าจะสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถปฏิบัติดังนี้

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ในกรณี ดังนี้

กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน และรวมถึงผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านปัจจุบันไม่ถึง 90 วัน ต้องยื่นคำขอลงทะเบียน เพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน

กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำเป็นต้องเดินทางออกนอกเขตในวันเลือกตั้ง

ให้ไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียน แต่ต้องแจ้งขอใช้สิทธิดังกล่าวต่อ ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขต หรือจังหวัด

กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่นอกราชอาณาจักร

ให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกราชอาณาจักรก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล

การยื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า และนอกราชอาณาจักร
(1) ยื่นคำขอลงทะเบียนการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด (ส.ส.42) และหนังสือตอบรับฯ การใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด (แบบ ส.ส. 42 ข.) เพื่อใช้สิทธิลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งด้วยตนเอง

(2) กรอกคำขอสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า หรือนอกราชอาณาจักร พร้อมแนบเอกสาร อาทิ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และแบบฟอร์มคำร้องขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ก่อนส่งไปรษณีย์ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ

(3) ยื่นคำขอผ่านทางเว็ปไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือลงทะเบียนผ่าน QR Code ของ กกต. จากสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ระบบ

ตรวจสอบว่า มีรายชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่

สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

(1) 20 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการเขต ที่ทำการ อบต. สำนักงานเทศบาล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หรือเขตชุมชน

(2) 15 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และที่เลือกตั้งจากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน

สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

(1) สอบถามจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ หลังจากที่สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

(2) กรณีไม่พบชื่อในบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ ก่อนวันแรกของวันลงคะแนนไม่น้อยกว่า 5 วัน

ข้อควรระวัง ในการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า และนอกราชอาณาจักร

(1) ผู้ที่เคยลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตไว้แล้ว สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

(2) ผู้ที่เคยลงทะเบียนไว้แล้ว หากต้องการกลับไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ เขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จะต้องขอยกเลิกการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดเสียก่อน

(3) การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ใช้ได้กับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้ลงทะเบียนจะต้องกลับไปใช้สิทธิ ณ ท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

(4) ผู้ที่ลงทะเบียนต้องไปใช้สิทธิในวันที่ กกต. กำหนดไว้เท่านั้น และการลงทะเบียนมีผลผูกพันไปตลอดจนกว่าผู้มีสิทธิ จะยื่นหนังสือขอยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

อนาถใจ พ่อเลี้ยงและแม่แท้ ๆ ติดยา ทารุณกรรมลูกชายขวบกว่าปางตาย

พ่อเลี้ยงและแม่แท้ ๆ ติดยา ทารุณกรรมลูกชายขวบกว่าปางตาย

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 มค.62 นางชนันธิดา สุดรอด พนักงานคุ้มครองเด็กบ้านเด็กและครอบครัว จ.ชุมพร พร้อมด้วย นางจีรพรรณ เข็มเพชร นักพัฒนาชุมชน อบต.ละแม ตำรวจสายตรวจตำบลละแม นำร่าง ของ เด็กชาย ก.อายุ 1 ขวบ 11 เดือน ส่งโรงพยาบาลละแม เพื่อทำการตรวจอย่างเร่งด่วนโดยมี นส.สวย (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี แม่ของเด็กติดตามมาด้วย

จากการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่า ที่เบ้าตาทั้งสองข้างมีรอยเขียวซ้ำที่แขนขวา หน้าอก แผ่นหลัง มีรอยฟันกัดเขี้ยวคล้ำตามร่างกายอีกหลายจุดมีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกาย 

นอกจากนั้นบริเวณทรวงอกยังมี่ร่องรอยซ้ำภายในที่ต้องใช้การสแกนเพื่อตรวจสอบอวัยวะภายในซึ่งต้องส่งไปตรวจที่ รพ.ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ.เมือง ชุมพรจากการตรวจเลือดของแพทย์ที่ รพ.ละแมยังพบว่า พบสภาวะขาดสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ จนทำให้เกล็ดเลือดต่ำอย่างหนักจากมาตรฐาน 33 พบว่ามีเพียง 14 ซึ่งถือได้ว่า กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตอาจช็อคเสียชีวิตได้แพทย์ลงความเห็นว่า ต้องรีบนำตัวส่ง ต่อโรงพยาบาลชุมพรที่มีเครื่องมือที่ดีกว่าและมีแพทย์เฉพาะทาง ที่จะรักษาได้ดีกว่า หลังจากจึงให้เลือดและนำขึ้นรถฉุกเฉิน ส่งต่อโรงพยาบาลชุมพรฯ ทันที

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่าครอบครัวของเด็กชาย ก. อยู่ที่ หมู่ที่18 ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร มีนางสาวสวย. อายุ 19 ปี เป็นมารดามีอาชีพเป็นแม่บ้าน และ นายฉัตรชัย (ขอสงวนนามสกุล)อายุ 26 ปี เป็นพ่อเลี้ยง อาชีพรับจ้างตัดปาล์ม อาศัยอยู่ในกระท่อม สภาพโกโรโกโสภายในที่ดินของพ่อแม่นายฉัตรชัย  นางสาวสวย เป็นแม่ม่ายเลิกกับสามีมี ดช.ก เป็นลูกติดมาอยู่ด้วยสองสามีภรรยามีพฤติกรรมเสพยาเสพติดนส.สวยชอบเสพยาบ้า ส่วนนายฉัตรชัยชอบเสพน้ำท่อม เมื่อคนทั้งสองอยู่ในอาการเมายามักมีอารมณ์ร้ายในเวลาที่ ดช.ก ร้องไห้ด้วยความหิว หรือ เจ็บป่วย ทั้งสองก็จะทุบตี ดช. ก ด้วยความรุนแรง 

ในบางครั้งก็ใช้ฟันกัด ตามร่างกายของ ดช.ก จนเป็นรอยเขี้ยวเห็นชัด จนกระทั่งสองสามวันที่ผ่าน คนทั้งสองได้ทำร้ายร่างกาย ดช.ก จน ดช.ก พลัดตกจากชั้นบนของบ้านทำให้ร่างกายของ ดช.สะบักสะบอมอย่างหนัก อีกทั้งยังเลี้ยงลูกเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำเท่านั้นไม่เคยให้ลูกกินนมหรืออาหารอื่นที่มีประโยชน์เลย

ในขณะที่ พ่อแม่ของนายฉัตรชัย เห็นเหตุการณ์ และ ทราบการทารุณกรรม ดช.ก มาโดยตลอด แต่ไม่กล้าห้ามปราม เนื่องจากกลัวลูกชายจะทำร้าย แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่รู้เรื่องและเห็นเหตุการณ์ทนไม่ไหว จึงโทรแจ้งบ้านพักเด็กและครอบครัวชุมพร ประสานงานตำรวจละแม บุกเข้าไปนำตัวเด็กออกมาพร้อมแม่ของเด็ก แต่แม่ของเด็กยังให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายลูก รอยเขี้ยวเกิดจากหยอกล้อลูกรุนแรงไป แต่ร่องรอยทุบตีนั้นก็ยอมรับว่า ทำจริงเนื่องจากเด็กร้องไห้งอแง จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจึงขอเอาตัว ดช.ก ไปรักษาพยาบาลก่อนจะดำเนินการตามกฎหมายกับแม่และพ่อเลี้ยงคู่นี้ต่อไป