ปปง. แจ้งจับเจ้าหน้าที่รัฐ-พระสงฆ์เพิ่ม คดีทุจริตเงินงบประมาณปริยัติธรรม

ปปง. เข้าร้องทุกข์ข้อหาฟอกเงินเพิ่ม คดีทุจริตเงินงบประมาณปริยัติธรรม กับเจ้าหน้าที่รัฐพระสงฆ์และฆราวาส รวม 6 คนใน 7 วัด จำนวกว่า 60 ล้านบาท

พันตำรวจเอกจักร เพ็งสาธร รองผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมด้วยพันตำรวจเอกวัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ที่เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมในข้อหาตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าอาวาส และฆราวาส รวม 7 วัดในจังหวัดนนทบุรี อุดรธานี นครศรีธรรมราช และจังหวัดลำปาง ในการทุจริตเงินงบประมาณของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี2559-2560 จำนวน 75 ล้านบาท

แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจาก พศ. 4 คน เจ้าอาวาสวัดในจังหวัดนนทบุรี 1 รูป และฆารวาส 1 คน โดยทางเจ้าหน้าที่ ปปง. ตรวจสอบพบว่า ทั้ง 7 วัดนั้นมีการเบิกเงินงบประมาณปริยัติธรรมไปจำนวนกว่า 60 ล้านบาททั้งที่ไม่มีการสอนปริยัติธรรมภานใน 7 วัดนั้น

พันตำรวจเอกจักร. ระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ทาง ปปป. ได้แจ้งข้อหาความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่ พศ. 4 คน และได้สั่งฟ้องไปแล้ว แต่ส่วนคดีฟอกเงินตอนอยู่ระหว่างการสอบสวนซึ่งจะออกหมายเรียก ทั้ง 5 คน 1 รูปมารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนการอายัติทรัพย์สินตอนนี่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบยังไม่ได้อายัติแต่อย่างใด

เกษตรกรผู้สูงอายุ ปลูกขึ้นฉ่ายขาย! สร้างรายได้วันละ 2 พัน ช่วงฤดูหนาว

เกษตรกรผู้สูงอายุใช้ที่ดินเพียง 200 ตารางเมตร ทำสวนขึ้นฉ่ายส่งขายตลาดสร้างรายได้เป็นอย่างดี

นางอนงค์ ยมจันทร์ เกษตรกรวัย 62 ปี ชาวตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์เปิดเผยว่า ตนเองใช้เวลาว่าง และเนื้อที่เพียงเล็กน้อยที่มีอยู่ปลูกผักขึ้นฉ่าย หรือตั้งโอ๋เพื่อส่งขายสร้างรายได้ นอกเหนือจากเงินผู้สูงอายุที่ได้รับในแต่ละเดือน

ซึ่งในขณะนี้ ผลผลิตเริ่มออกจำหน่ายได้ โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนกิโลกรัมละ 40-50 บาท ส่วนปริมาณที่ส่งขายนั้นจะทำการถอนขายทุกวันวันละประมาณ 50 กิโลกรัม สร้างรายได้วันละประมาณ 2,000 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับทำผักชนิดอื่นๆ ถือว่าได้ผลผลิตและได้เงินเข้ามาสู่ครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับผักขึ้นฉ่ายนั้นปลูกและดูแลไม่ยาก เพียงหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะที่เตรียมไว้พร้อมให้น้ำเป็นประจำ ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนเศษก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้

เชือดแล้ว! ครูพละข่มขืน ด.ญ. 12 ขวบ พักราชการ – งดเงินเดือน

ครูพละข่มขืน ด.ญ.12 ขวบ ถูกพักราชการ-งดเงินเดือน ด้านแม่ยันให้ลูกย้าย

จากกรณีที่ผู้ปกครองของเด็กหญิงอายุ12ปี ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.1โรงเรียนวัดสิงห์ อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท พาลูกสาวเดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท โดยแจ้งว่าลูกสาวถูกนายดำรงค์ หรือครูบอล เรืองบุญ อายุ 40 ปีครูสอนวิชาพละศึกษาของโรงเรียน หลอกพาลูกสาวไปขืนใจล่วงเมิดทางเพศ ถึง 2 ครั้ง แต่ทางโรงเรียนกลับเพิกเฉย เพราะทำเพียงให้นายดำรงค์มาช่วยราชการทางกองการศึกษา เทศบาลวัดสิงห์หน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องการให้ศูนย์ดำรงธรรมช่วยเหลือ เพราะเกรงว่านายดำรงค์จะลอยนวลพ้นผิด

ต่อมาทางเทศบาลตำบลวัดสิงห์ได้สั่งให้นายดำรงค์ไปช่วยราชการที่กองการศึกษาไว้ก่อน และส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการการปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชัยนาทพิจารณาสั่งพักราชการโดยไม่ได้รับเงินเดือน และเรื่องทางคดีตำรวจ สภ.วัดสิงห์ได้แยกสำนวน2ฟ้องเป็น2คดีที่ ต่างกรรมต่างวาระ โดยผลแพทย์ตรวจพิสูจน์ยืนยันแล้วว่าครั้งที่2เด็กถูกล่วงละเมิดจริง จึงเตรียมสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการในสัปดาห์นี้

และต่อมาแม่ของเด็กหญิงผู้เสียหายได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของเราว่า ทางฝ่ายครูพละได้พยายมติดต่อผ่านญาติของตน โดยเสนอให้เงิน200,000บาทเพื่อให้จบเรื่อง ยืนยันว่า “จะไม่รับเงินจากนายดำรงค์ ครูพละฉาวรายนี้แม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะนายดำรงค์ทำร้ายลูกสาวที่จะเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต ถึงครอบครัวของตนจะมีฐานะไม่ดี แต่ก็ยืนยันว่า เงินซื้อศักดิ์ศรีความเป็นคนไม่ได้ และที่สำคัญครูไม่ได้มีท่าทีสำนึกต่อความผิดแม้แต่น้อย จึงจะขอเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”

ล่าสุด วันที่ 10 มกราคม 2562  นายปิยะ ทองวัฒนา นายกเทศมนตรีวัดสิงห์ เปิดเผยว่าทางคณะกรรมการข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ้นจังหวัดชัยนาท ได้มีมติออกมาแล้วสั่งให้พักราชการนายดำรงค์ เรือบุญ ครูในสังกัดโดยไม่ได้รับเงินเดือนเป็นเวลา 120 วัน ตามหนังสือคำสั่งที่ เทศบาลตำบลวัดสิงห์ 012/2562 เรื่อง ให้พนักงานครูเทศบาลพักราชการ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม2562

ด้านแม่ของน้องเด็กหญิง ม.1 อายุ 12 ขวบ เหยื่อครูพละหื่น ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า มาถึงวันนี้พอใจในความคืบหน้าทั้งการเอาผิดทางวินัย และทางคดีความที่เดินหน้าไปได้ตามที่หวัง จึงขอบคุณสื่อมวลชนทุกสำนักที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมให้ครอบครัวของตน

ส่วนตัวของน้อง ม.1 แม่เองยังให้น้องหยุดเรียนอยู่ที่บ้น เพื่อไม่ให้ไปพบกับคำถาม หรือสายตาคนในสังคมที่อาจจะกระทบกระเทือนใจ และยืนยันว่าจะย้ายน้องไปเรียนที่โรงเรียนอื่น เพราะน้องคงกลับไปอยู่ในสังคมเดิมที่เพื่อนๆ มองด้วยสายตาแปลกแยก และครูบางคนยังมองว่าน้องเป็นตัวปัญหาทำให้โรงเรียนเสื่อมเสีย ถึงแม้ว่าจะต้อเรียนซ้ำชั้นก็คงต้องยอม ดีกว่าให้น้องไปเผชิญชะตากรรมที่ย่ำแย่ในโรงเรียนเดิม