ดีเบต 4 หน.พรรคหาเสียงคนใต้ ชูนโยบายแก้ราคายางสวนปาล์ม ย้ำไม่ร่วมรัฐบาล คสช.

ดีเบต 4 หน.พรรคชูนโยบายหาเสียงคนใต้ – เน้นแก้ราคายางสวนปาล์มและประมง ประสานเสียงไม่ร่วมรัฐบาล คสช.

เมื่อเวลา13.00 น.วันที่ 9 ม.ค.62 ที่ห้องประชุมบงกชรัตน์ โรงแรมทวินโลตัส อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีการจัดดีเบตในห้อข้อ ” การประชันนโยบายพรรคการเมืองกับการแก้ปัญหาวิกฤติใต้ และการพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งจัดโดยหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช,กลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายWewacth จาก ม.วลัยลักษณ์ได้ร่วมกันจัดขึ้น โดยเชิญ 4 หัวหน้าพรรคการเมืองมาร่วมดีเบตในครั้งนี้ประกกอบด้วยนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์,นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หน.พรรคอนาคตใหม่, พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติและนายสมพล  สระกวี ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย 

โดยมีประชาชนจำนวน 10,000 คน มาร่วมฟังการดีเบตจนแน่นห้องประชุม บรรยากาศเต็มไปด้วยคึกคักเพราะต่างก็มีขาเชียร์ของแต่ละพรรคมาร่วมเชียร์กันเป็นจำนวนมาก

โดยพิธีกรผู้ดำเนินรายการได้ใช้วิธีให้ตัวแทนของทั้ง 4 พรรค ขึ้นพูดคนละ10 นาที จำนวน  3 รอบ ซึ่งทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายธนาธร และตัวแทนพรรคทั้ง 4 พรรค ทุกคนต่างก็ชูนโยบายของพรรคที่จะแก้ปัญหาปากท้องของชาวภาคใต้ให้มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน และประมงในภาคใต้ โดยจะทำให้ราคายาง ปาล์มน้ำมันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และแก้ปัญหาประมงให้ดีขึ้น และทำให้เศรษฐกิจของภาคใต้ให้ดีขึ้น หากได้เป็นรัฐบาล รวมทั้งจะแก้ปัญหาไฟใต้ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้เกิดความสงบและสันติสุขขึ้นอย่างแน่นอน จะใช้การเมืองนำการทหารและนโยบายปราบคอรับปชั่นที่ยังปราบกันไม่หมด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวให้กำลังใจผู้จัดงาน จากเดิมที่จะจัดงานที่มหาวิทยาวิลัยลักษณ์ แต่มหาวิทยาลัย ไม่อนุญาตให้จัด จึงเปลี่ยนสถานที่มาตัดภายในโรงแรมทวินโลตัส โดยหอการค้าจังหวัด เป็นผู้จัดแทนโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ขอทุกฝ่ายร่วมกันเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม  และเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว ทุกพรรคการเมืองต้องส่งเสียงดังให้วุฒิสภา 250คน เปิดโอกาศให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับ 1 รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล และการได้เป็นรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยไม่น้อยกว่าการต่อสู้กับเผด็จการ

ถ้านักการเมืองมีธรรมาภิบาล เผด็จการจะเกิดขึ้นไม่ได้ ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์มีจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตย และเชื่อคนใต้และคนนครศรีธรรมราช ที่ไปร่วมต่อสู้ทางการเมือง เพราะรับไม่ได้กับนิรโทษกรรมสุดซอย ไม่ได้ต้องการเผด็จการ ขณะที่ปัญหาภาคใต้ ต้องเชื่อมต่อระบบเส้นทางคมนาคม ทะเล2ฝั่ง และเชื่อมโยงการพัฒนา ในพื้นที่ให้เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเกษตร  พร้อมระบุพรรคประขาธิปัตย์ จะสานต่อนโนบายดับไฟใต้ โดยใช้การเมืองนำการทหาร และพัฒนาเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ สนับสนุนความเข้าใจอันดีต่อกันทางศาสนา

ขณะที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า การบริหารประเทศต้องกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ ที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งตลอด 10ปี พรรค ได้ศึกษาจากงานวิจัย วิธีการแก้ปัญหา ต้องมีความยุติธรรม และปัญหาชายแดนใต้วันนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะในพื้นที่แต่เป็นปัญหาของประเทศและนานาชาติ ซึ่งเกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยต้องแก้ด้วยนโยบาย พหุวัฒนธรรมให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันทั้งเชื้อชาติ ศาสนา

ด้านนายสมพงษ์ สระกวี แกนนำพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่าปัญหาภาคใต้มีความหลากหลาย ซึ่งการแก้ปัญหาไม่ต่อเนื่อง เชื่อมโยง แต่ละรัฐบาลที่เข้ามาไม่วานต่อ ทำให้โครงการที่พัฒนาสะดุด พร้อมยกตัวอย่างที่ผ่านมาภาคใต้ โครงการเซาว์เทริน์ ซีบอร์ด การทำเหมืองแร่ดีบุก จนถึงยางพารา ย้ำพรรคเสรีรวมไทยจะไม่ขายวัตถุดิบ แต่จะแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่น

ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า การแก้ปัญหาให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ไม่จน ต้องให้อำนาจประชาชนกำหนดอนาคตตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานประชาธิปไตย และให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเรื่องภาษี โดยไม่ต้องให้ส่วนกลางจัดสรรให้ และใช้สัดสัดส่วนภาษีส่วนกลางกับภูมิภาค 50:50 นักประชาธิปไตยจะไม่หาข้ออ้างในการรัฐประหารหรือสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองอย่างไรก็ตาม การจัดสัมมนาครั้งนี้ ทุกพรรคต่างให้กำลังใจชาวนครศรีธรรมราช ให้ผ่านพ้นจากวิกฤตพายุโซนร้อนปาบึกโดยเร็ว

ขณะที่มีประชาชนที่ร่วมฟังการดีเบต ได้ลุกขึ้นถามว่าหากทั้ง4พรรคมีเสียงในสภาเพียงพอจะจับมือร่วมกับเป็นรัฐบาลหรือไม่ ปรากฏว่าทั้ง4ท่านต่างตอบยืนยันว่าพร้อมที่จะร่วมมือกันทำงานเพื่อประชาชน และได้มีข้อถามว่าจะร่วมกับพรรคฝ่าย คชส.หรือไม่ ทั้ง4คนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่ร่วมกับพรรค คชส.อย่างแน่นอน โดยนายอภิสิทธิ์ ตอบว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะร่วมกับ คชส.จนได้รับปรบมือดังเกรียวลั่นห้องประชุม เช่นเดียวกับนายธนาธร ก็ประกาศไม่ขอร่วมรัฐบาลกับพรรคคสช.อย่างแน่นอนเพราะเป็นนโยบายของพรรคชัดเจน

หลังจากเสร็จการดีเบตทั้ง4ท่านได้จับมือร่วมกันและมีประชาชนในห้องประชุมร่วมมอบช่อดอกไม้อย่างคึกคักก่อนที่จะเดินกลับและเสร็จสิ้นการประชุมในเวลา 16.00 น.ใช้เวลาดีเบต 4 ชั่วโมงเต็ม

กสม.ประณามการก่อเหตุฆาตกรรม ลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ ที่สงขลา

กสม.ประณามการก่อเหตุฆาตกรรม และลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์หน้าหน่วย ตชด. สงขลา

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์ ประณามการก่อเหตุฆาตกรรมและลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์หน้าหน่วย ตชด. สงขลา

โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่าเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 มีผู้ก่อเหตุความรุนแรงและฆาตกรรม นายอมตะ สโมทานทวี อายุ 62 ปี อดีตครูเกษียณอายุราชการ ก่อนโจรกรรมรถกระบะของนายอมตะไปประกอบระเบิดคาร์บอมบ์บริเวณหน้าหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สงขลา หมู่ที่ 3 ตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการส่งเสริมการเคารพ และปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ที่จะสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในทุกหนแห่ง ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวของนายอมตะ ผู้เสียชีวิต และขอประณามการก่อเหตุฆาตกรรมและความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนคำนึงและปฏิบัติ ดังนี้

1. ขอให้ผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงยุติการกระทำที่โหดร้าย และไร้มนุษยธรรมด้วยการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรง

2. ขอให้เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสืบสวน และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็ว และเร่งให้ความช่วยเหลือ เยียวยาความเสียหาย ฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

3. ขอให้รัฐบาลหามาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และรัดกุมในการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดรู้สึกปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข โดยร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ในการสอดส่องดูแล และเฝ้าระวังเหตุการณ์ความรุนแรง

กสม. จะติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และพร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อนำความสงบ และสันติสุขคืนสู่พื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา การวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก ส.ส.

ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศเรื่อง ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา การพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑

วันนี้ (9 ม.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศเรื่อง “ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑”

โดยที่มาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ด ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งต้องใช้ระบบไต่สวนและให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว

และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้การพิจารณา และวินิจฉัยของศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งต้องกำหนดให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม

อ่านเพิ่มเติม>>> ราชกิจจานุเบกษา