แค่ไม่มีใบขับขี่!! หนุ่มพาเมียซิ่งรถกระบะแหกด่านตรวจ

หนุ่มพาเมียขับรถกระบะแหกด่านตรวจ ตำรวจ 2 โรงพักติดตามไล่ล่าแต่จนมุมเพราะตำรวจขับรถกระบะปาดหน้า

วันนี้ (9 ม.ค.62) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองขาม นำโดย ร.ต.อ.เอกราช กองลำเจียก รองสวป.สภ.หนองขาม ได้สกัดจับกุมผู้ที่ขับขี่หนีด่านตรวจของสายตรวจบึง ได้ที่บริเวณถนนสายหนองค้อ-ศรีราชา หน้าสำนักงานชลประทานหนองค้อ หมู่ 9 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา

โดยก่อนการจับกุมได้นั้น ผู้ต้องหาคือนายนเรศ หิมานนท์ อายุ 28 ปีอยู่บ้านเลขที่8/1หมู่8ต.ไผ่เขียวอ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีขาว หมายเลขทะเบียน 2ฒต-8466 กทม. แหกด่านของสายตรวจบึง มาจากตอพยอม แล้วหลบหนีเข้าไปในพื้นที่ สภ.ศรีราชา บริเวณขอบอ่างเก็บน้ำบางพระ แล้ววกกลับมาทางคู่ขนานถนนสาย 7 ตอน 2 แล้วเลี้ยวเข้าไปทางถนนเส้นหนองยายบู่-หนองค้อ

ซึ่งทางตำรวจ สภ.หนองขาม และ สภ.ศรีราชา ทั้ง 2โรงพัก ติดตามไล่ล่ากว่า 30 นาย และพยายามใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์ไป 2 นัดแต่ก็ไม่โดนยาง ไปโดนข้างรถกระบะทั้ง 2 นัด จนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจดาราได้ขับรถปาดหน้าบริเวณหน้าสำนักงานชลประทานหนองค้อ จนทำให้นายเนรศ จนมุม ต้องจอดรถเพราะไปไม่รอด โดยผู้ที่นั่งรถมาด้วยเป็นภรรยาคือนางสาวธัญญา คำศรี อายุ 26 ปีอยู่บ้านเลขที่50หมู่23 ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ได้บอกว่าให้สามีอย่าหนีให้จอด แต่ก็ไม่เชื่อฟังเพราะสาเหตุไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ พยายามขัดขืนไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัว และร้องตะโกนว่าที่ขับรถหลบหนีด่านตรวจและการติดตามไล่ล่าตำรวจเพราะว่าไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ จึงต้องหลบหนีเมื่อทางตำรวจตรวจค้นภายในรถยนต์กระบะก็ไม่พบสิ่งของที่ผิดกฎหมายแต่อย่างไร

ทางด้านนางสาวธัญญา ได้บอกว่าได้ไปขนของประเภทเครื่องนอน เสื้อผ้า พัดลม ที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบึง เพื่อไปให้มารดาที่อำเภอบางบ่อ จ.สมุทรปราการ แต่สามีออกจากหอพักมาพบด่านตรวจจึงขับรถยนต์แหกด่านตรวจ เพราะว่าไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ตนเองบอกให้จอดก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ขับรถหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจนานกว่า 1 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 50 กิโลเมตร จนต้องมาจนมุมเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถปาดหน้าจนหนีไม่รอดดังกล่าว

ซึ่งทางตำรวจสภ.หนองขาม ได้ควบคุมตัวทั้ง 2 คนไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดต่อไป ในเบื้องต้นตั้งข้อหาขับรถหลบหนีการจับกุมของตำรวจ และไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

“พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี” ประทานอาหารให้สุนัขจรจัด

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทานอาหารให้สุนัขจรจัด บ้านใจกอดหมา จังหวัดอ่างทอง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 ม.ค.62 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงมีพระประสงค์ประทานอาหารสัตว์เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ และเป็นกำลังใจให้แก่สถานสงเคราะห์สัตว์จรจัดทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.อ.ต.ธวัชชัย ศรีแก้ว เป็นผู้เชิญอาหารสัตว์พระราชทานไปยังสถานสงเคราะห์สัตว์ “ บ้านใจกอดหมา ”

ตั้งอยู่เลขที่ 62/3 ม.5 ต.อินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง อาหารสุนัขจำนวน 45 กระสอบ กระสอบละ 20 กิโลกรัม อาหารแมว 3 กระสอบ ข้าวสาร 4 กระสอบ โดยมี นายเรวัต ประสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผู้บังการภูธรจังหวัดอ่างทอง นายประสิทธิ์ พวงทอง ปศุสัตว์จังหวัดอ่างทอง และนายไพบูลย์ ศุภบุญ นายอำเภอโพธิ์ทอง ให้การต้อนรับ

ด้านนางมัณฑนา กิ่งนอก ผู้จัดสร้างสถานสงเคราะห์สัตว์ “บ้านใจกอดหมา” ได้กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ที่ทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์จรจัด สัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง สัตว์พิการ และสัตว์ด้อยโอกาส เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับสถานสงเคราะห์สัตว์ ของตนเองและมีความยินดีและเต็มใจที่จะถวายงานดูแลสัตว์ ในสถานสงเคราะห์สัตว์แห่งนี้

ซึ่งมี สุนัขเพศผู้ 26 ตัว เพศเมีย 41 ตัว รวมทั้งสิ้น 67 ตัว บนเนื้อที่ 1 ไร่ให้เป็นที่พักพิงอันอบอุ่นของสัตว์จรจัดเหล่านี้ รวมทั้งเป็นแบบอย่างในการดูแลบริหารจัดการสัตว์จรจัด ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนแก่สังคม ขอได้โปรดมิต้องทรงเป็นกังวลและห่วงใย ซึ่งนางมัณฑนา จะสนองพระประสงค์นี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

นายกฯ เตือนข้าราชการ ไม่นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ เสมือนรถประจำตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีเตือนข้าราชการ ไม่นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนรถประจำตำแหน่ง มีโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) เสนอ เรื่อง ข้อสังเกตุของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เกี่ยวกับการนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง ว่าข้าราชการผู้ใดที่มิได้ดำรงตำแหน่งที่มีรถประจำตำแหน่งจะนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนรถประจำตำแหน่งมิได้ และผู้ใดกระทำการดังกล่าวให้ถือว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง จึงขอเตือนข้าราชการไม่ให้กระทำความผิดดังกล่าว เพราะมีโทษถึงขั้นไล่ออก และให้ออกจากราชการ