ฆ่ารัดคออดีตครูวัย 62 ปี ชิงรถไปประกอบระเบิดคาร์บอม อ.เทพา

คนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมส์ในอ.เทพา จ.สงขลา ระหว่างฐานหน่วยเฉพาะกิจสงขลากับ สภ.ห้วยปลิง ไม่มีคนเจ็บ พบเจ้าของรถกระบะถูกฆ่าแขวนคอในบ้านพักที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (8 ม.ค.62) ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมริมถนนสายชนบท บ้านนิคม ซึ่งเป็นเส้นทางระหว่างฐานของหน่วยเฉพาะกิจสงขลากับสภ.ห้วยปลิง หมู่3 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ทำให้รถกระบะที่คนร้ายใช้ประกอบคาร์บอมถูกระเบิดกลายเป็นเศษเหล็ก เบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ2นาย คือ ร.ต.ท.สมนึก แก้วหมุน เย็บสิบเข็ม ส่งโรงพยาบาลเทพา ร.ต.อ.(ญ) สินีนาถ คงพุทธ ถูกสะเก็ด หน้าอกซ้ายส่งโรงพยาบาลตำรวจยะลา

จากการตรวจสอบรถกระบะคันนี้พบว่าเป็นเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ หมายเลขทะเบียน บพ 1331 สงขลา ซึ่งมี นายอมตะ สโมทานทวี อายุ 62 ปี หรือครูจ้อง เป็นผู้ครอบครองและเป็นอดีตข้าราชการครูเกษียร มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 123/8 หมู่1 บ้านหว้าหลัง ต.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.สะบ้าย้อย ไปตรวจสอบที่บ้านพักก็พบว่า นายอมตะ ถูกฆ่าแขวนคอเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะก่อเหตุฆ่า นายอมตะ และชิงรถกระบะไม่ประกอบระเบิดคาร์บอม และเป็นฝีมือของกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่เพื่อสร้างสถานการณ์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงกำลังอยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานทั้งสองจุด

ปรับตัวเพื่อทางรอด! วิกฤตอุดมศึกษา ปัญหานักศึกษาลดลง

สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษากำลังประสบปัญหานักศึกษาลดลง จนทำให้ต้องปิดตัวหลักสูตรไปเป็นจำนวนไม่น้อย

ในปีช่วงปลายปี2560 ได้มีการเปิดเผยข้อมูลจากอาจารย์ และนักการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯปิดตัวไปแล้วกว่า 500 แห่ง และคาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะมีมหาวิทยาลัยทยอยปิดตัวอีกไม่น้อยกว่า 2,000 แห่ง

วิกฤตการขาดแคลนนักศึกษาไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ แต่ยังเกิดขึ้นกับอีกหลายๆประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเป็นผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ แต่ละมหาวิทยาลัยแข่งขันกันปรับปรุงหลักสูตร และเพิ่มวิชาน่าเรียนให้ทันสมัยดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย อาทิ วิชาโหราศาสตร์ / ศาสตร์แห่งความรัก และปรัชญากับการ์ตูน

ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับพบว่า อีกหลายมหาวิทยาลัยได้มีการปิดหลักสูตร และควบรวมหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน เพื่อหวังเป็นทางรอดจากวิกฤตทางการศึกษาครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยมุมมองถึงการปรับตัวของบุคลากรทางการศึกษา ในฐานะอาจารย์ผู้สอนว่า การทำข้อมูลที่ยากให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่ายเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความต้องการของผู้เรียน ก็จะทำให้การเรียนรู้ประสบผลสำเร็จและตรงใจผู้เรียน

โดยสถาบันการศึกษาก็ต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มุ่งเน้นการเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกประสบการณ์จริงเพื่อตอบโจทย์การทำงานในวิชาชีพให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เคยได้กล่าวถึงออกวิกฤตอุดมศึกษาไทยในครั้งนี้ไว้ว่า นับจากนี้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวในช่วงวิกฤตสถาบันอุดมศึกษา ด้วยการยกระดับคุณภาพทางวิชาการให้อยู่ในระดับสากล พร้อมทั้งผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวงการอุดมศึกษาที่ตั้งขึ้นใหม่ จะทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณในสาขา ที่แต่ละมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญ และตรงตามความ

ผู้ประสบภัยเมืองคอนโวย ขึ้นป้ายไวนิล ‘อย่าช่วยแต่แหลมตะลุมพุก’

เมืองคอนยังเสียหายหนักหลายพื้นที่ ชาวบ้านวอนเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ อย่ามุ่งแต่ช่วยแหลมตะลุมพุกที่เดียว

วันที่ 8 ม.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพความเสียหายจากพิษพายุโซนร้อนปาบึกจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ายังมีหลายพื้นที่ยังมีความเสียหายอย่างหนัก ต้นไม้ล้มทับบ้าน ล้มขวางถนนทางเข้าหมู่บ้านหลายแห่ง ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก แจ้งว่ายังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด

วอนเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือเป็นการด่วนเนื่องจากเดือดร้อนมาหลายวันแล้ว ล่าสุดมีชาวบ้านใน ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง ขึ้นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ข้อความว่า “ปาบึกถล่มทั่วหมู่บ้านแต่ธารน้ำใจไหลไปแต่แหลม พวกเราชาวปากพนังฝั่งตะวันออกได้แต่นั่งมอง แลรถที่วิ่งผ่านพ้นไป ทั้งที่เราเดือดร้อนไม่แพ้กัน วอนหน่วยเข้ามาดูแลเราบ้าง” ทั้งนี้สร้างความสนใจให้กับผู้ที่ขับรถผ่านไปมาในถนนสายดังกล่าวเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับความเสียหายและความเดือดร้อนจากพายุปาบึกในครั้งไม่เฉพาะชาว อ.ปากพนังเท่านั้น  ยังพบว่าความเสียหายหนักบริเวณกว้างโดยเฉพาะเขต อ.เมือง ในทุกตำบล อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.หัวไทร อ.ชะอวด อ.ร่อนพิบูลย์ อ.พระพรหม อ.พรหมคีรี อ.นบพิตำซึ่งเสียหายหนักมาก

มีทั้งต้นไม้ล้มทับบ้าน ล้มทับเสาไฟฟ้าจำนวนมากในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากยังได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส แต่ยังมีหลายพื้นที่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย แม้หลายหน่วยงานทั้ง ทหาร ตำรวจ ตชด. ปภ. กู้ภัย มูลนิธิต่างๆ ฝ่ายปกครองต่างๆ จะระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ก็ตาม

แต่ยังไม่เพียงพอและทันต่อความต้องการของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะชาวบ้าน ต.ไชยมนตรี อ.เมือง ต่างเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลความเดือดร้อนของชาวบ้านในส่วนอื่นบ้าง อย่างมัวแต่มุ่งไปที่ อ.ปากพนังแห่งเดียว เพราะเสียหายหนักเหมือนกัน

นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ความแรงของพายุโซนร้อนปาบึกทำให้เสาไฟฟ้าแรงสูงหักโค่นเป็นจำนวนมากหลายพื้นที่ แต่ที่หนักสุดคือ อ.เมืองนครศรีธรรมราชและอำเภอปากพนัง ซึ่งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เร่งเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2562 หลังจากพายุสงบลงเป็นต้นมา

ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จสามารถจ่ายประแสไฟฟ้าเข้าระบบได้แล้วในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่กำลังเร่งดำเนินการโดยเร่งด่วนอยู่ จึงขอให้พี่น้องประชาชนอดทนสักระยะ เชื่อว่าทุกพื้นที่จะสามารถดำเนินการฟื้นฟูซ่อมแซมระบบไฟฟ้าได้โดยเร็วที่สุด

ซึ่งต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทุกระดับชั้น ที่ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์จากจังหวัดใกล้เคียงมาเสริมอย่างเต็มกำลัง ในส่วนของประชาชนเองก็ต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าด้วยเช่นกัน

สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนปาบึกที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 12.45 น. ซึ่งก่อให้เกิดลมกรรโชกแรงและฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดวาตภัยและอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 23 อำเภอ 155 ตำบล 1,400 หมู่บ้าน 105 ชุมชน

ได้มีการอพยพประชาชนในแนวอำเภอชายฝั่งทะเลทั้งหมดและพื้นที่เสี่ยงภัยรวม 9 อำเภอ 106 จุด ผู้อพยพประมาณ 23,396 คน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 539,847 คน 179,868 ครัวเรือนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย สถานศึกษาได้รับผลกระทบ 809 แห่ง

ด้านการเกษตรเกษตรกรประสบภัย 87,507 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 519,454 ไร่ ด้านปศุสัตว์เกษตรกรประสบภัย 34,360 ราย ปศุสัตว์ 1,197,198 ตัว ด้านประมง พื้นที่ประสบภัย 11 อำเภอ ผู้ประสบภัย 7,301 ครัวเรือน ด้านสาธารณูปโภคและสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจ