‘ทนายตั้ม’ พาผู้เสียหาย แจ้งความ ‘อัจฉริยะ’ สร้างหลักฐานเท็จ หลังถูกค้นทะเบียนราษฎร์

‘ทนายตั้ม’ พาผู้เสียหาย เข้าแจ้งความ ‘อัจฉริยะ’ สร้างพยานหลักฐานเท็จ หลังถูกค้นทะเบียนราษฎร์

จากกรณีที่ น.ส.รักชนก เจริญมากสุวรรณ และ นายเศรษฐ์ เดชสุภา ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เรื่องคัดทะเบียนราษฎร์โดยมิชอบ ก่อนนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เนื่องจากคิดว่า เป็นผู้ดูแลเพจ Red Skull ที่ สภ.บางปะอิน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (7 ม.ค. 62) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม พร้อมด้วย นายเศรษฐ์ เดชสุภา ผู้เสียหาย ซึ่งตกเป็นเหยื่อถูก นายอัจริยะ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รับจ้างคัดทะเบียนราษฎร์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ที่ กองบังคับการปราบปราม ถ.พหลโยธิน

ทั้งนี้ นายษิทรา ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ภรรยาของ นายเศรษฐ ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.บางปะอิน หลังถูกพันตำรวจโทนายหนึ่ง คัดทะเบียนราษฎร์ เพื่อนำไปให้ นายอัจฉริยะ เผยแพร่ และพบว่าหลังจากเป็นข่าว คู่กรณีมีความพยายามจะแก้ไขและเขียนแทรกบันทึกประจำวันย้อนหลังให้เหมือน นายอัจฉริยะ แจ้งความให้ตำรวจตรวจสอบเพจ red skull ทำให้มีการค้นหาทะเบียนราษฎร์

โดยมีพันตำรวจโทคนดังกล่าว เป็นผู้ลงบันทึกประจำวัน ทั้งที่ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุให้ต้องเป็นร้อยเวร และสมุดรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจะต้องเขียน 1 เรื่องต่อ 1 หน้า ห้ามมีการเขียนแทรก การกระทำของตำรวจคนดังกล่าวและนายอัจฉริยะ จึงเป็นการพยายามสร้างพยานหลักฐานเท็จ และปลอมแปลงเอกสารราชการ

ด้าน นายเศรษฐ์ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างตนเองและนายอัจฉริยะ เริ่มจากนายอัจฉริยะ มีปัญหากับแอดมินเพจ red skull และเข้าใจผิดว่า ตัวเองเป็นแอดมินเพจ จึงนำข้อมูลของภรรยามาเผยแพร่ ให้ลูกเพจวิพากวิจารณ์ในลักษณะดูหมิ่น และถูกข่มขู่จะทำร้าย ทำให้ตัวเองและครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงลูกเพจเท่านั้น และการกระทำของ นายอัจฉริยะ ที่นำรูปและข้อมูลส่วนตัวของภรรยาไปให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ และจะสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ต้องเจอแบบนี้ถึงจะเข็ด! คลิป สห.จัดยาแรง ระงับเหตุวิวาทในงานหมอลำ

เปิดคลิประทึก นาทีกลุ่มสารวัตรทหาร ใช้ไม้กระบองไล่ทุบวัยรุ่นก่อเหตุวิวาทกันในงานหมอลำที่ร้อยเอ็ด

วันนี้ (7 ม.ค. 2562) ในโลกออนไลน์ ได้มีการส่งต่อคลิปเหตุการณ์ระทึก ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารเข้าระงับเหตุกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุวิวาทกันในงานหมอลำ

โดยคลิปถูกเผยแพร่ผ่านเพจ Happy life ที่ได้เผยให้เห็นภาพกลุ่มเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร ใช้ยาแรงในการเข้าระงับเหตุ ด้วยการใช้ไม้กระบองตีเข้าใส่กลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เหตุทะเลาวิวาทดังกล่าวบานปลาย ก่อนที่จะเวลาไม่กี่นาทีเหตุการณ์ทั้งหมดจึงยุติลง

ขณะที่เพจดังกล่าวจะมีข้อความระบุว่า ส.ห เอาอยู่ ห้ามทัพ..ตีกัน ที่งานหมลำ จ.ร้อยเอ็ด..น่าสงสาร รองเท้า ส.ห เปื้อนหมด 👍👍👏👏

ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ชื่นชอบวิธีการเข้าระงับเหตุของกลุ่มเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะดูโหดร้ายรุนแรง แต่ก็สามารถหยุดเหตุการณ์ไม่ให้บานปลายจนนำไปสู่การสูญเสียทั้งในชีวิตและทรัพย์สินได้

ขอบคุณคลิปจาก Happy life

องค์การคลังสินค้า ส่งฟ้องคดีจำนำข้าว เรียกค่าเสียหาย 3 แสนล้านบาท

องค์การคลังสินค้า ส่งฟ้องคดีโครงการรับจำนำข้าว ทันกำหนดก่อนจะหมดอายุความ พร้อมเรียกค่าเสียหายคู่สัญญา 3 แสนล้านบาท

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ส่งเอกสารหลักฐานที่คู่สัญญาของ อคส.ทั้งเจ้าของโกดังที่รัฐเช่า เพื่อฝากเก็บข้าวสารในสต๊อก และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) ที่กระทำความผิดในโครงการ รับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ปี 51-52 ,54-55 ,55-56 และปี 56-57 จนส่งผลให้รัฐเกิดความเสียหาย ให้กับพนักงานอัยการแล้ว จากนั้นอัยการจะรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด เพื่อทำสำนวนส่งฟ้องทางแพ่งต่อศาลต่อไป ถือว่า อคส.ได้ส่งอัยการทันตามที่นายวิษณุ เครืองงาม รองนายกฯ กำหนดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 61 ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ ส่วนคู่สัญญาของ อคส.จะต้องชดใช้ความเสียหายให้รัฐหรือไม่ อย่างไร อยู่ที่ศาลจะตัดสิน

ขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า อคส.ได้รวบรวมเอกสารหลักฐาน ที่คู่สัญญาของ อคส.กระทำผิดสัญญา ส่งให้พนักงานอัยการครบทั้งหมด 246 สัญญาแล้ว แบ่งเป็นคดีของเจ้าของโกดังทำผิดสัญญา 167 สัญญา ส่งอัยการเมื่อเดือน พฤศจิกายน 61 และคดีของเซอร์เวเยอร์ 79 สัญญา ส่งอัยการเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 61 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ อคส.เรียกจากคู่สัญญาสูงถึงกว่า 300,000 ล้านบาท

หลังจากนี้พนักงานอัยการจะรวบรวมเอกสารหลักฐาน และทำสำนวนส่งฟ้องศาลต่อไป อย่างไรก็ตามทางอัยการต้องเร่งส่งฟ้องศาลให้ทันก่อนคดีจะหมดอายุความ โดยแต่ละคดีจะทยอยหมดอายุความตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.-5 ส.ค.62 หรือภายใน 5 ปี นับจากวันที่คณะอนุกรรมการ ตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐบาล ที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ตรวจสอบข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 ก.ค.-5 ส.ค.57 ซึ่งในระหว่างนี้ หากมีข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน อัยการสามารถขอมายัง อคส.ได้

สำหรับคดีอาญาที่เกิดจากการทุจริต ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก รวม 884 คดีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ของ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. เพราะมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันกระทำผิด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 115,000 ล้านบาท โดยบางคดีได้ส่งฟ้องศาลไปแล้ว