ลักลอบค้าสัตว์ป่า ปัญหาที่ยังคงอยู่

ลักลอบค้าสัตว์ป่า ปัญหาอาชญากรรมที่มีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าการค้ายาเสพติดและอาวุธสงคราม

ปัญหาการค้าสัตว์ป่า เป็นปัญหาอาชญากรรมที่มีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าการค้ายาเสพติดและอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นภัยคุกคามของทุกประเทศ หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยที่ค่อนข้างได้รับการโจมตีเรื่องนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นประเทศศูนย์กลางการค้าสัตว์ป่าอันดับต้นๆของโลก

แม้ไทยจะเป็นประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตส ที่มีการป้องกันปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย แต่รูปแบบ การซื้อขายสัตว์ป่าที่เปลี่ยนไปในสังคมออนไลน์ จึงทำได้ง่ายและจับกุมขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าได้ยากขึ้น ติดตามจากรายงาน

ปี 2559 The Guardian สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ระบุถึงการค้าสัตว์ป่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ไทย-ลาว-เวียดนาม มีการอาศัยความร่วมมือของนักธุรกิจ ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการระดับสูง เฉพาะปี 2014 ที่มีข้อมูลชัดเจน รัฐบาลลาวมีส่วนออกใบอนุญาตให้บริษัทเอกชนในลาวค้าขายชิ้นส่วนสัตว์ป่าผิดกฎหมายมีมูลค่าสูงถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1500 ล้านบาท คิดเป็นซากเสือโคร่ง 165 ตัว นอแรดจากแรดกว่า 650 ตัว และช้างที่ถูกล่าเอางาอีกมากกว่า 16,000 ตัว

ในส่วนของประเทศไทย สถานการณ์สัตว์ป่าเองก็ยังน่าเป็นห่วง แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมาย แต่ขบวนการค้าสัตว์ป่ายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
โดยองค์กรคุ้มครองสัตว์ป่าระหว่างประเทศ หรือ TRAFFIC เปิดเผยรายงานผลวิจัยและสำรวจข้อมูลตลาดซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฎหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฉพาะที่เก็บข้อมูล มิ.ย. 2559 พบว่ามีสัตว์ 1,521 ตัว จาก 200 ชนิด โดยสัตว์ปีก ถูกเสนอขายมากที่สุด รวม 516 ตัว รองลงมา คือ นางอาย ถูกเสนอขาย 139 ตัว และเต่าเดือยแอฟริกัน จำนวน 115 ตัว

ขณะที่สถิติคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่าของกลุ่มป่าตะวันตก ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพัน์พืช ตั้งแต่ปี 2553 – เดือนมกราคม 2561 พบการทำผิดคดีสัตว์ป่าทั้งหมดมีจำนวน 469 คดี ในจำนวนนี้ สัตว์ป่าหวงห้ามและไม่หวงห้ามกว่า 1.2 พันต้องตายลง

แม้ไทยจะเป็นประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตส มีการป้องกันปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายทุกประเภท แต่ปัญหาคือ การซื้อขายสัตว์ป่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นั้นทำได้ง่ายและจับกุมได้ยาก

ด้านการแก้ปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชร่วมกับตำรวจสากล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมศุลกากร ตั้งชุดเฉพาะกิจเหยี่ยวดงเพื่อปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าทั้งเส้นทางทั่วไป และทางอินเตอร์เน็ต พร้อมกับเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ที่มีการปรับปรุงกฎหมายบางส่วนให้มีความเหมาะสม ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาการลักลอบการค้าสัตว์ป่าได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่าอยู่ในชั้นการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ทางคณะรัฐมนตรีส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

นอกจากนี้ในช่วงเดือนมีนาคม 2562 ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธฺพืช จะมีการจัดการประชุมในระดับภูมิภาคเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่า เพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างแท้จริง

นายกฯ ลงพื้นที่เมืองคอน ให้กำลังใจผู้ประสบภัย ‘พายุปาบึก’

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมรับบริจาคเงิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ ขณะที่ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้กำลังใจประชาชน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังอันตรายจากฝนที่ยังตกหนักในบางพื้นที่ อาทิ จังหวัดเพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และระนอง ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้แต่ละจังหวัดลงไปติดตามสภาพความเป็นอยู่ และเร่งสำรวจประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง และเยียวยาผู้ประสบภัยตามระเบียบทางราชการ

วันนี้ (7 ม.ค.62) รัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี จะจัดกิจกรรมรับบริจาคเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้จากพายุปาบึก ภายใต้ชื่องาน “รวมน้ำใจไทย ช่วยวาตภัยใต้” ตั้งแต่เวลา 20.20 – 22.00 น.ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดในช่วงเวลาดังกล่าว โดยผู้มีจิตกุศล สามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชี “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” ธนาคารกรุงไทย บัญชีเลขที่ 067-006-8950

ส่วนผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสิ่งของ, ข้าวสารอาหารแห้ง, ยาและเวชภัณฑ์ สามารถบริจาคได้โดยตรงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบภัย หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

ขณะเดียวกัน วันนี้นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ จะเดินทางด้วยเครื่องบิน ซี 130 จากท่าอากาศยานกองบิน 6 ในเวลาประมาณ 6 นาฬิกา 30 นาที ไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้กำลังใจกับประชาชนผู้ประสบภัยจากเหตุพายุปาบึก พร้อมรับฟังการรายงานสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ประสบภัย ก่อนนำมาพิจรณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคาร เพื่อหามาตรการเยียวยาต่อไป

ปภ.ตรัง ยันมวลน้ำทุ่งสง หลากท่วม 2 อำเภอในตัวเมือง สามารถควบคุมได้

ปภ.ตรัง เผย มวลน้ำทุ่งสง หลากท่วม 2 อำเภอในพื้นที่ คาดไหลสู่ตัวเมืองอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ เนื่องจากไม่มีฝนตกลงเพิ่ม

วันนี้(7 ม.ค.) นายอาชวงศ์ สาริพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มวลน้ำจากอำเภอทุ่งสง ใน จ.นครศรีธรรมราช ได้ไหลมาตามแม่น้ำตรัง ได้หลากเข้าท่วมในพื้นที่ อ.รัษฎา และ อ.ห้วยยอด จากนั้นมวลน้ำดังกล่าวจะไหลมาสู่ตัวเมืองตรัง และ อ.กันตรัง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลต่อไป แต่จากการประเมินปริมาณน้ำในพื้นที่ขณะนี้ไม่มีฝนตกลงเพิ่ม ประกอบกับไม่มีธารน้ำหนุน จึงคาดว่าปริมาณน้ำที่จะไหลมาสู่ตัวเมืองตรังนั้น คงไม่เพิ่มขึ้นไปมากกว่าเดิม คาดว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ในช่วง 1-2 วันนี้

ทั้งนี้ ทางกรมชลประทานตรัง ได้ปฏิบัติการขุดเปิดทางผันน้ำได้ทันทีหากเกิดสภาวะวิกฤต เพื่อเป็นการตัดยอดปริมาณน้ำบางส่วนจากแม่น้ำตรังเข้าสู่คลองผันน้ำของโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในเขตพื้นที่เขตเทศบาลเมืองตรัง

สำหรับความเสียหายในภาพรวมขณะนี้ สำหรับพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.รัษฎา และอ.ห้วยยอด มีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 9 ตำบล 45 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,595 ครัวเรือน 8,419 คน ซึ่งจะมีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือประชาชนต่อไป