หลายพื้นที่เตรียมรับมือ ‘พายุปาบึก’ ขึ้นฝั่งทะเลอ่าวไทยวันนี้

พายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก คาดการณ์ว่า วันนี้จะเข้าฝั่งทะเลอ่าวไทย ทำให้บริษัทขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล เริ่มอพยพพนักงานกลับเข้าฝั่งตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา ขณะที่ ชาวประมงชายฝั่งในจังหวัดสงขลา ต่างหยุดออกเรือแล้วเช่นกัน

คลื่นทะเลบริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย ทำให้ชาวประมงพื้นบ้าน ที่ บ้านบ่ออิฐ ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา ช่วยกันนำเรือประมงขึ้นไว้บนฝั่ง เพื่อความปลอดภัย หลังศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก แจ้งเตือนพายุโซนร้อน “ปาบึก” จะเข้าฝั่งทะเลอ่าวไทยวันนี้ ทำให้ทะเลมีคลื่นสูง 2 – 4 เมตร

เช่นเดียวกับชาวประมงหาดเก้าเส้ง ต่างนำเรือขึ้นจอดบนฝั่งเช่นกัน โดยชาวประมง บอกว่า ประกาศแจ้งเตือนเรื่องพายุ ทำให้เรือประมงจำนวนมากทยอยกลับเข้าฝั่ง และคาดว่า พายุลูกนี้จะส่งผลกระทบให้ไม่สามารถออกทะเลได้ จนกว่าคลื่นลมสงบ

ด้าน จังหวัดชุมพร เรือประมงจำนวนมากพากันเข้าจอดในร่องน้ำ และลำคลองต่างๆ หลังทะเลเริ่มมีคลื่นสูง ส่วน ชาวประมง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พากันนำเรือขึ้นจอดบนฝั่ง เพราะเกรงว่า พายุที่จะเข้าฝั่งทำให้เรือได้รับความเสียหาย

ขณะที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พนักงานของบริษัทขุดเจาะน้ำมันในทะเล ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ มายังท่าอากาศยานเพื่อความปลอดภัย หลังได้รับคำเตือนพายุดังกล่าว

ทั้งนี้ นายมาหะมะพีสกรี วาแม ผู้อำนวยการ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 สงขลา เรียกประชุมด่วนผู้บริหารเพื่อติดตามสภาพอากาศ รวมถึงเตรียมพร้อมกำลังพลและเครื่องจักร ก่อนเคลื่อนย้ายเครื่องอุปกรณ์กู้ภัย ลงในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งเรือกู้ภัย เรือท้องแบน เครื่องสูบน้ำ รถปฎิบัติเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย รถผลิตน้ำดื่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที กรณีที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน ปาบึก ระหว่างวันที่ 2 – 5 มกราคม นี้

นอกจานี้ นายกิตติภพ รอดดอน นายอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งศูนย์รับมือพายุดังกล่าว รวมทั้ง บริษัท ซีทรานเฟอร์รี่ ที่เปิดให้บริการเรือระหว่างอำเภอดอนสัก-อำเภอเกาะสมุย ตั้งแต่วันที่ 2-4 มกราคม เรือได้หยุดให้บริการตลอดทั้งวัน

ย้อนรอย 57 ปี พายุแฮเรียตถล่มตะลุมพุก มหาวาตภัยล้างแผ่นดิน

ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อ 57 ปีที่แล้ว พายุโซนร้อนชื่อ “แฮเรียต” ได้เข้าถล่มภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะ จังหวัดนครศรีธรรมราช คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 900 ราย และอีกนับหมื่นไร้ที่อยู่อาศัย เพราะคลื่นที่สูงกว่า 3 เมตรได้ทำลายบ้านเรือนหมดสิ้นทั้งหมด ติดตามจากรายงาน

หมู่บ้านชาวประมง ตำบลแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชแห่งนี้ ถือเป็นพื้นที่แรกที่จะได้รับความเสียหาย หากเกิดพายุปาบึก พัดเข้าสู่พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับปี 2505 หรือเมื่อ 57 ปีก่อน ที่ชาวแหลมตะลุมพุก ถูกพายุโซนร้อนแฮเรียต พัดถล่ม การแจ้งเตือนพายุปาบึก จึงทำให้ชาวบ้านแหลมตะลุมพุก ที่เคยเผชิญกับความรุนแรงของภัยธรรมชาติในครั้งนั้น ต่างมีความกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับในอดีตที่ประเทศไทยเคยเผชิญกับพายุที่รุนแรงอย่างพายุไต้ฝุ่นเกย์ ในปี 2532 ในบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง มุ่งหน้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ทิศทางการเคลื่อนตัวคล้ายกับ พายุปาบึก ที่กำลังเข้าใกล้ประเทศไทยในตอนนี้

ย้อนเหตุเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2505 มหาวาตภัยที่มีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างหนัก เมื่อพายุโซนร้อนแฮเรียต ซึ่งถือเป็นพายุโซนร้อนรุนแรง ที่เข้าถล่มภาคใต้ของประเทศไทย ก่อตัวขึ้นจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ใกล้ประเทศฟิลิปปินส์ ในวันที่ 19 ตุลาคม 2505 หย่อมความกดอากาศอ่อนตัวลง และกลับก่อตัวขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ตอนล่างนอกชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนใต้ ในวันที่ 22 ตุลาคม ต่อมาพายุดีเปรสชัน ลูกนี้ได้เคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเข้ามาในอ่าวไทย ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนนอกชายฝั่ง จ.สงขลา ในเช้าวันที่ 25 ตุลาคม ได้รับการตั้งชื่อว่า แฮเรียต

จากนั้นเปลี่ยนทิศทางตรงไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศไทยในตอนค่ำของวันที่ 25 ตุลาคม ที่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง ด้วยความเร็วลมสูงสุดวัดที่สถานีตรวจอากาศนครศรีธรรมราชได้ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมคลื่นพายุซัดฝั่ง หรือสตอร์มเสิร์จ ในช่วงกลางดึก หลังจากนั้นพายุก็อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน เคลื่อนผ่าน จ.กระบี่ ภูเก็ต และพังงาลงสู่ทะเลอันดามันในวันที่ 26 ตุลาคม โดยอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ก่อนจะสลายตัวไปในอ่าวเบงกอลใกล้กับบังกลาเทศในวันที่ 30 ตุลาคม

นอกจากมหาวาตภัยนี้ตกวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง ที่มีผู้คนอยู่อาศัยกว่า 4,000 คน จนหมดสิ้น แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อ 12 จังหวัดในภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงจังหวัดนราธิวาส คลื่นที่สูงกว่า 3 เมตร คร่าชีวิตผู้คนไป 911 คน สูญหาย 142 คน บาดเจ็บสาหัส 252 คน ไร้ที่อยู่อาศัย 16,170 คน อาคารบ้านเรือนทั่วทั้งจังหวัดพังทั้งหลัง 22,296 หลัง ชำรุด 50,775 หลัง โรงเรียนพังเสียหาย 435 แห่ง สวนยางสวนผลไม้เสียหายประมาณ 790 ล้านต้น สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด การไฟฟ้าและสถานีวิทยุตำรวจเสียหายหนัก ต้นไม้โค่นล้มขวางทางยาวนับสิบกิโลเมตร รถไฟด่วนสายใต้ต้องหยุดเดินรถเพราะภูเขาดินพังทลายทับรางระหว่างสถานีรถไฟช่องเขากับสถานีรถไฟร่อนพิบูลย์ ประเมินความเสียหาย 377-1,000 ล้านบาท

ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของไทย แต่ด้วยพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชานุเคราะห์ผู้ประสบวาตภัยในครั้งนี้หลายๆ ประการ เป็นที่มาของการก่อตั้งขึ้นมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ขึ้นเป็นแห่งแรก

แม่ค้าผัดไทยใจเด็ด! ชาร์จตัวสาวเครียด พยายามกระโดดสะพานข้ามทางรถไฟ

แม่ค้าผัดไทยชาร์จตัวสาวเครียดพยายามกระโดดสะพานข้ามทางรถไฟ หญิงคิดสั้นอยู่ในอาการคล้ายคนเมา ไม่ยอมบอกข้อมูลใดๆ พูดจาวกไปวนมาไม่ได้ใจความ

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 3 มกราคม 2562 ศูนย์วิทยุ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี รับแจ้งเหตุจากประชาชนว่ามีคนพยายามจะกระโดดพานข้ามทางรถไฟ ซอยเนินพลับหวาน ม.5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสาน ตำรวจ สภ.บางละมุง และตำรวจ สภ.หนองปรือ ซึ่งอยู่ในเขตรอยต่อกัน ร่วมกันเดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบว่าพลเมืองดีทราบชื่อคือ น.ส.สมุนา เฉิดฉาย อายุ 36 ปี แม่ค้าผัดไทย ได้ช่วยเหลือลงมาก่อนหน้านี้แล้ว และพยายามปลอบใจผู้ก่อเหตุเป็นผู้หญิงไทย อายุประมาณ 35-40 ปี อยู่ในอาการคล้ายคนเมา ไม่ยอมบอกข้อมูลใดๆ พูดจาวกไปวนมาไม่ได้ใจความ เอาแต่ร้องไห้ตลอดเวลา โดยใช้เวลาเกลี่ยกล่อมอยู่นานจึงยอมให้ส่งกลับที่พัก

สอบถาม น.ส.สมุนา เล่าว่าขณะที่กำลังขับรถพ่วงขายผัดไทยกลับที่พัก สังเกตเห็นหญิงสาวคนดังกล่าว เดินวนไปวนมาบนราวสะพานทำท่าจะกระโดดลงไป จึงรีบดึงลงมาจากราวสะพานไว้ได้อย่างปลอดภัย พยายามสอบถามแล้วว่าเพราะสาเหตุใด แต่ก็ไม่ยอมปริปากเล่าให้ฟัง

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยเกลี่ยกล่อมจะอยู่ในอาการสงบ แล้วนำตัวส่งที่พักอย่างปลอดภัย ส่วนสาเหตุนั้นคาดว่าน่าจะมีอาการมึนเมา และเครียดอะไรบ้างอย่าง โชคดีที่มีพลเมืองดีช่วยเหลือไว้ได้ทัน