สรุปไทม์ไลน์ และเกาะติดสถานการณ์ “พายุปาบึก”

หลังจากที่มีรายงานการปรากฏตัวของพายุ “ปาบึก” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพายุลูกใหญ่ลูกแรกแห่งปี 2562 และถือเป็นลูกที่ใหญ่มากทีเดียวในรอบหลายปี ที่จะพัดขึ้นฝั่งในบ้านเรา โดยความรุนแรงนั้นทำให้เกิดฝนตกหนัก ถึงหนักมาก ในหลายๆ บริเวณด้วยกัน

แนวเส้นทางพายุโซนร้อนปาบึก

รู้จักพายุปาบึก

พายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นจากชื่อ “ปลาบึก” โดยเป็นการเสนอชื่อจาก สปป.ลาว หมายถึง ปลาบึกนั่นเอง  โดยพายุปาบึกนั้น ได้ก่อตัวขึ้นในบริเวณทะเลจีนใต้  โดยเริ่มต้นก่อตัวตั้งแต่ราววันที่ 31 ธ.ค. 2561 ในลักษณะของหย่อมความกดอากาศต่ำ ก่อนที่จะก่อตัวมีระดับความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ กลายเป็นพายุโซนร้อนในช่วงเช้าของวันที่ 1 ม.ค. 2562

โดยล่าสุด เมื่อ 10.00 น. ของวันนี้ ( 2 ม.ค. 62) พายุปาบึกมีความเร็วใกล้จุดศูนย์กลางประมาณ 65 กม.ต่อชั่วโมง เคลื่อนที่มุ่งหน้าเข้าอ่าวไทยด้วยความเร็ว ราว 10 กม. ต่อชั่วโมง โดยคาดว่าจะขึ้นฝั่งในประเทศไทยราววันที่ 4-5 ม.ค. 2562 บริเวณจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี

จุดที่ต้องเฝ้าระวัง

ในช่วงวันที่ 4-5 ม.ค. ที่คาดว่า พายุโซนร้อน ปาบึกจะขึ้นฝั่ง จะทำให้เกิดฝนตกได้ตั้งแต่ จังหวัดเพชรบุรีลงไปถึงนราธิวาส

บริเวณที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดจะเป็นบริเวณที่พายุโซนร้อน ปาบึก พัดขึ้นฝั่ง นั่นคือบริเวณของตอนล่างของจ.ประจวบคีรีขันธ์ (ตอนล่าง) ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช (ตอนบน)

และอีกจุดหนึ่งคือบริเวณตอนกลางของพายุ นั่นคือบริเวณ เกาะสมุย เกาะเต่า เกาะนางยวน

ไทม์ไลน์เพื่อเตรียมรับมือพายุโซนร้อน ปาบึก

วันที่ 2 ม.ค. 2562

ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากพายุปาบึกนั้นยังอยู่ห่างฝั่งอยู่ มีเพียงขอบๆ บางส่วนที่เริ่มเข้ามาแตะขอบบริเวณจังหวัดนราธิวาส บางส่วน ซึ่งทำให้เริ่มมีฝนตกบ้าง แต่ยังไม่หนักมากแต่อย่างใด

ภาพข้อมูลจากแบบจำลองสภาพอากาศเชิงตัวเลข ปริมาณน้ำฝนสะสม ในช่วงวันที่ 2 ม.ค. 62

วันที่ 3 ม.ค. 2562

พายุโซนร้อน ปาบึก จะเริ่มพัดเข้าสู่กลางอ่าวไทย แต่ยังไม่ขึ้นฝั่ง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น จะทำให้มีฝนตกหนัก ถึง หนักมาก ในจังหวัดทางภาคใต้ ฝั่งอ่าวไทย แถวจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล

ภาพแสดงพื้นที่ที่คาดว่าจะมีฝนตกหนัก ถึง หนักมาก ในช่วงวันที่ 3 – 4 ม.ค.

ซึ่งจากภาพการคาดการณ์ จะพบว่า ปริมาณฝนตกหนักมาก และคาดว่าปริมาณฝนตกสะสมมากกว่า 90 มม. จะประกอบไปด้วยพื้นที่

  • บริเวณเกาะสมุย เกาะเต่า เกาะนางยวน เกาะแตน เกาะวัวตาหลับ เกาะพะลวย จังหวัดสุราษฏร์ธานี
  • อำเภอ ขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันที่ 4 ม.ค. 2562 วันพายุพัดขึ้นฝั่ง

ภาคใต้จะมีฝนตกเป็นบริเวณกว้างและจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งกับมีลมแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ทะเลจะมีคลื่นลมแรงทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน โดยฝั่งอ่าวไทย จะมีคลื่นสูงระหว่าง 3-5 เมตร ส่วนฝั่งอันดามันจะมีคลื่นสูงราว 2-3 เมตร ดังนั้นบ้านเรือนที่อยู่บริเวณชายฝั่ง ขอให้ระวังคลื่นลมแรง

ภาพแสดงปริมาณน้ำฝนจากแบบจำลอง ในช่วงวันที่ 3 ม.ค. 62

จากแบบจำลองสภาพอากาศ คาดว่าในวันที่ 3 ม.ค. 62 พื้นที่ที่จะมีฝนตกหนัก โดยคาดว่า จะมีฝนตกหนักมากกว่า 100มม. ในบริเวณดังต่อไปนี้

  • จ.เพชรบุรี บริเวณอ.ชะอำ
  • จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งจังหวด
  • จ.ชุมพร บริเวณอ.ท่าแซะ และ อ.ปะทิว

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า อาจจะเกิด Storm surge หรือคลื่นพายุซัดฝั่งในบริเวณดั่งกล่าวอีกด้วย

วันที่ 5 ม.ค. 2562

เป็นวันที่พายุโซนร้อนปาบึก กำลังจะพัดผ่านประเทศไทย จะทำให้ฝนทางภาคใต้เริ่มลดลง ทำให้เหลือพื้นที่ฝนตกหนักไม่มากนัก โดยจะมีฝนตกหนัก หลงเหลือบริเวณจังหวัดเพชรบุรีประจวบคีรีขันธ์ บางส่วนของราชบุรี

ภาพแสดงปริมาณน้ำฝนจากแบบจำลอง ในช่วงวันที่ 5 ม.ค. 62

จากภาพจะเห็นว่า ปริมาณฝนตกหนักมากที่สุดจะหลงเหลืออยู่ในบริเวณของ

  • จังหวัดเพชรบุรี
  • ตอนบนของประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 6 ม.ค. 2562

ตัวของพายุโซนร้อนปาบึก จะพัดผ่านประเทศไทยออกไป ดังนั้นพื้นที่ที่จะมีฝนตกหนักนั้นจะหายไป คงเหลือแต่ฝนฟ้าคะนองกระจายบ้างส่วนที่ยังคงส่งผลกระทบต่อประเทศไทย บริเวณทางใต้และภาคตะวันตกของประเทศ

ปริมาณน้ำฝนสะสม ที่คาดการณ์ว่า จะมีฝนตกหนัก-หนักมาก

สรุปกราฟแสดงประมาณน้ำฝนสะสมในจังหวัดที่คาดว่าจะมีปริมาณฝนตกหนัก – หนักมาก ระหว่างวันที่ 2 – 10 ม.ค. 62 ที่เป็นผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก

คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.ชุมพร

คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.สุราษฯ
คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.สุราษฯ

คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.นครศรีธรรมราช

คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.ปัตตานี
คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.ปัตตานี

คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.นราธิวาส

คาดการณ์ปริมาณฝนสะสม รายอำเภอ ของจ.เพชรบุรี

แผนที่แสดงปริมาณน้ำฝนสะสมจากแบบจำลองสภาพอากาศเชิงตัวเลข

ย้อนหลังพายุโซนร้อนพัดขึ้นฝั่งบุกไทย 

จากอดีตที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยเคยมีพายุโซนร้อน-พายุไต้ฝุ่น พัดขึ้นฝั่งมาเป็นระยะๆ หากนับระยะเวลาจากพายุโซนร้อนลินดา พัดขึ้นฝั่งประจวบคีรีขันธ์เมื่อปี 2540 หรือเมื่อราว 21 ปีก่อน พายุโซนร้อนปาบึก จึงถือเป็นพายุลูกใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี ก็ว่าได้ ที่จะพัดขึ้นเข้าประเทศไทย แต่ยังถือว่า เป็นพายุที่มีความเร็วใกล้จุดศูนย์กลางน้อยที่สุด คือราว 65 กม./ชม. เท่านั้น

ภาพถ่ายดาวเทียม พายุโซนร้อนปาบึก

พายุโซนร้อน แฮเรียต

หากย้อนหลับไปเมื่อราว 37 ปีก่อน (พ.ศ.2505) พายุโซนร้อนแฮเรียต พัดขึ้นฝั่งประเทศไทยในช่วงเดือน ต.ค. โดยก่อตัวขึ้นราวฝันที่ 22 ต.ค. ก่อนจะสลายตัวไปในวันที่ 30 ต.ค. 2505

พายุแฮเรียต มีความเร็วลมใกล้จุดสูงกลางสูงถึง 90 กม./ชม.  โดยขึ้นฝั่งที่แหลมตะลุมพุก ก่อให้เกิดความเสียหายกับทางภาคใต้ของประเทศอย่างมาก กินพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้

พายุไต้ฝุ่นเกย์

พายุไต้ฝุ่นนั้นเป็นพายุที่มีความรุนแรงมากกว่า พายุโซนร้อน ซึ่งพายุไต้ฝุ่นเกย์นั้น ก่อตัวขึ้นทางอ่าวไทยช่วงวันที่ 1 พ.ย. 2532 หลังจากนั้นพัดข้ามคาบสมุทรมลายู และทวีกำลังแรงขึ้นเรื่อย ก่อนสลายตัวไปในวันที่ 10 พ.ย. 2532

พายุเกย์นั้นพัดขึ้นฝั่งบริเวณอ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขัน, อ.ท่าแซะ อ. ปะทิว จังหวัดชุมพร ด้วยความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางราว 185 กม./ชม.

พายุใต้ฝุ่นลินดา

ก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง ก่อนทวีความรุนแรงเป็นพายุโซนร้อน และเคลื่อนตัวผ่านประเทศเวียดนาม หลังจากนั้นได้เพิ่มความรุนแรงขึ้นไปอีก กลายเป็นพายุไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทยก่อนจะเริ่มอ่อนกำลังลงอีกครั้ งกลายเป็นพายุโซนร้อนลินดา ขึ้นฝั่งที่บริเวณอ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางราว 80 กม./ชม

พายุโซนร้อนลินดา ได้สลายตัวไปในช่วงวันที่ 10 พ.ย. 2540 หลังจากก่อตัวครั้งแรกในช่วงประมาณวันที่ 31 ต.ค. 2540

คุมประพฤติเมาแล้วขับ ปีใหม่ 62 ใช้กำไล EM ติดตามตัว กทม. แชมป์ 6 วัน 413 คดี

นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยถึง สถิติคดีที่ศาลสั่งคุมประพฤติ ยอดสะสมรวม 6 วัน (ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2561- 1 มกราคม 2562) มีจำนวนทั้งสิ้น 6,390 คดี โดยวันที่ 6 ที่มีการควบคุมเข้มงวด มีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ จำนวนน้อย เนื่องจากศาลปิดทำการ ซึ่งมีจำนวน 119 คดี ประกอบด้วย

คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 119 คดี (ยอดสะสม 6 วัน จำนวน 5,903 คดี) , คดีขับเสพ ไม่มีคดี (ยอดสะสม 6 วัน จำนวน 446 คดี) , คดีขับรถประมาท ไม่มีคดี (ยอดสะสม 6 วัน จำนวน 39 คดี) , คดีขับซิ่ง ไม่มีคดี (ยอดสะสม 6 วัน จำนวน 2 คดี)

ส่วนจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุรา (รายวัน) สูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จังหวัดระยอง จำนวน 76 คดี จังหวัดแพร่ จำนวน 23 คดี และจังหวัดเชียงราย จำนวน 16 คดี

สำหรับจังหวัดที่มียอดคดีขับรถขณะเมาสุราสะสม (รวม 6 วัน) สูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 413 คดี จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 411 คดี และจังหวัดสกลนคร จำนวน 382 คดี

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งติด EM ในคดีขับรถขณะเมาสุรา โดยมีเงื่อนไขให้รายงานพนักงานคุมประพฤติ พร้อมเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร 4 ครั้ง มีกำหนด 1 ปี ให้ทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนด 6 เดือน และห้ามออกจากที่อยู่อาศัยของตน ตั้งแต่เวลา 22.00 น.- 04.00 น. ในระยะเวลา 15 วัน สำหรับสถิติจำนวนยอดสะสม 6 วัน เป็นจำนวน 67 ราย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 35 ราย จังหวัดขอนแก่น จำนวน 14 ราย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 12 ราย จังหวัดราชบุรี จำนวน 5 ราย และจังหวัดระยอง จำนวน 1 ราย

อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวอีกว่า กรมคุมประพฤติยังคงดำเนินการตามมาตรการสำคัญ ทั้งการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือ EM ซึ่งสำนักงานคุมประพฤติทยอยดำเนินการติดอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับผู้ถูกคุมความประพฤติตามคำพิพากษาของศาลแล้ว พร้อมกับเฝ้าระวังติดตามตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ผู้ถูกคุมความประพฤติที่กระทำผิดซ้ำซาก จะถูกคัดกรองและส่งไปบำบัดสุราที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดในพื้นที่ และให้ทำงานบริการสังคมกระตุ้นจิตสำนึกแก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ อาทิ การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในโรงพยาบาล หรือร่วมเป็นอาสาจราจร เป็นต้น

ที่มา Policenews

เด็ก ๆ ช่วยกันลงขันคนละสิบบาทช่วยค่าเล่าเรียนเพื่อน นร.ยากจน

คนเชียงใหม่ไม่ทิ้งกัน ช่วยกันควักกระเป๋าร่วมบริจาคกองทุน 10 บาท สร้างมิติใหม่การศึกษา ช่วยเด็กด้อยโอกาสได้เรียนหนังสือ เผยตัวเลขเด็กนักเรียนยากจนกว่า 4 แสนคน

เด็กนักเรียนจากหลายโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยกันบริจาคเงินคนละ 10 บาท พร้อมกับนำเงินที่ได้จากการรวบรวบจากเพื่อน ๆ ในโรงเรียน หย่อนลงไปในตู้รับบริจาค “กองทุนปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ : กองทุน 10 บาท” ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเพื่อน ๆ นักเรียนที่มีฐานะยากจนได้มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สำหรับกองทุน 10 บาท จัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นปีที่ 2 โดยจะเปิดรับบริจาคในวันที่ 1 – 31 มกราคม จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะเป็นการคัดเลือกและอนุมัติทุนให้กับเด็กนักเรียนเรียนดี มีความรับผิดชอบ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ก่อนจะมอบทุนในวันที่ 8 พฤษภาคม แต่ละรายจะได้รับทุนจำนวนต่างกันตามความจำเป็น มีทั้ง ทุนการศึกษาสายสามัญ-สายอาชีพ , ทุนประกอบอาชีพระหว่างเรียน , ทุนประกอบอาชีพหลังจบการศึกษา เป็นต้น

กองทุน 10 บาท ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2561 ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวเชียงใหม่ที่ร่วมกันระดมทุนเพื่อลูกหลานภายใต้แนวคิด “คนเชียงใหม่ไม่ทิ้งกัน” โดยได้เงินบริจาคทั้งสิ้น 2,717,156 บาท จากผู้บริจาค 126,360 ราย มอบทุนให้กับนักเรียนนักศึกษาทั้งหมด 230 ราย

น.ส.จ่าม เซียมลาย จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจันทรวี หนึ่งในผู้ได้รับทุน ขอบคุณชาวเชียงใหม่ทุกคนที่ร่วมกันบริจาคช่วยเหลือ กองทุนนี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาซึ่งหมายถึงอนาคตของเด็ก ๆ ที่มีฐานะยากจนและในวันนี้ตนเองได้มาขอบคุณและมาร่วมบริจาคเพื่อส่งต่อโอกาสให้กับน้อง ๆ คนอื่น ๆ ให้ได้รับโอกาสเช่นเดียวกับตนเอง

ขณะที่นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กองทุนนี้เป็นมิติใหม่ของการปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันพบว่าเด็ก ๆ ยากจนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่มีกว่า 4 แสนคน หรือคิดเป็นหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งจังหวัด การมีส่วนร่วมคนละสิบบาทจะเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจในการสร้างโอกาสให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้