ราชบุรีออกประกาศ ห้ามเผาไร่ นา ขยะ โดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดราชบุรีประกาศห้ามเผานา ขยะ ในพื้นที่โดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2562 มีประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดราชบุรี เรื่องการห้ามเผานา ขยะ ในพื้นที่โดยเด็ดขาด โดยในเนื้อหาระบุว่า ด้วยจังหวัดราชบุรีได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ตามข้อมูลรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศประเทศไทยจากกรมควบคุมมลพิษ ส่งเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ดังนั้นเพื่อให้คุณภาพอากาศในจังหวัดราชบุรี ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน จึงขอความร่วมมืองานหน่วยงานและประชาชน ให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกหน่วยงานเป็นตัวอย่างที่ดีโดยงดเผาทุกชนิดในพื้นที่รับผิดชอบ และขอให้ประชาชนงดกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ฝุ่นละออง สิ่งมีพิษ เขม่า เถ้า หากมีการฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามพระราชบัญญัติสาธารณสุขมีโทษปรับไม่เกิน 2,000บาท

นอกจากนี้ยังรถเผาเศษวัสดุในครัวเรือน เศษวัชพืชในที่รกร้าง การเผาหญ้าในเขตไหล่ทางในพื้นที่เขตเมือง และงดเผาพื้นที่ทางการเกษตรโดยเด็ดขาด ให้ใช้ปุ๋ยหมักในการกำจัดวัชพืชทดแทน รวมถึงห้ามเผาในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติโดยเด็ดขาด ซึ่งการเผาให้เกิดไฟไหม้ป่าถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา มีโทษทั้งจำและปรับ

เปิดใจไอ้ก้อยไหน่ ลูกศิษย์ ผู้ดูแลหลวงพ่อคูณอย่างใกล้ชิดจนลมหายใจสุดท้าย

เปิดใจผู้ดูแลหลวงพ่อคูณอย่างใกล้ชิดจนลมหายใจสุดท้าย

นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ของพระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทธิโธ ผู้คอยดูแลปรนนิบัติตลอดเวลามากว่า 10 ปี ได้เปิดใจว่า ตนได้คอยดูแลปรนนิบัติหลวงพ่อ พร้อมกับลูกศิษย์คนอื่นๆ มากว่า 10 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้ปรนนิบัติท่าน นั้น นายสมบูรณ์ หรือ ไก่น้อย กล่าวว่า ถือเป็นบุญ และวาสนา ที่ได้มีโอกาสได้รับใช้ท่านในภาคที่เป็นมนุษย์ ซึ่งช่วงที่ท่านได้พักจากการต้อนรับลูกศิษย์ แล้ว ท่านจะคอยสั่งสอนอยู่ตลอดเวลาว่า ให้เป็นคนดี อย่าเนรคุณผู้มีพระคุณ

ช่วงที่หลวงพ่อยังแข็งแรงท่านจะให้ลูกศิษย์เข้ากราบไหว้ หลังที่หลวงพ่อฉันเช้า และหลังฉันเพล วันละ 2 รอบ ซึ่งทุกครั้งจะมีลูกศิษย์เข้ามาเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อจะบอกอยู่เสมอว่า “ทุกคนที่เข้ามาหากู นั้น เป็นผู้มีพระคุณทั้งหมด” ซึ่งทุกคนที่เข้ามาก็จะมาขอให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์บ้าง เหยียบโฉนดบ้าง เป่ากระหม่อมบ้าง เพราะความเลื่อมใสศรัทธา ลูกศิษย์ลูกหามานิมนต์ท่านไม่ว่าจะเป็นงานใดถึงท่านป่วยถ้าท่านพอไปได้ ท่านก็ต้องไป ท่านเป็นพระที่ง่ายๆ ท่านปล่อยวางไว้หมดแล้ว อันไหนที่ท่านหาเงินมาได้ ท่านมีแต่ให้ พระผู้มีแต่ให้ ไม่มีเรื่องทุกข์ใจ ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น”

นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ได้พูดถึงมุมเล็กๆของหลวงพ่อคูณ ว่า “หลวงพ่อจะมีมุมสนุกสนานกับลูกศิษย์ ที่คอยดูแล และลูกศิษย์ที่มากราบท่าน ในบางครั้ง คือหลวงพ่อจะชอบพูดคำหวน หรือคำผวน เช่นกับตน ทุกคนจะเรียกไก่โต้ง แต่หลวงพ่อจะเรียกสั้นๆว่า ไอ้ไก่ ท่านบอกว่ามึงชื่อไก่ตัวเดียวก็พอ แต่ที่เรียกประจำก็คือใช้คำหวน จะเรียกไอ้ก้อยไหน่ คือไอ้ไก่น้อย ท่านจะเรียกแบบนี้ตลอด

ส่วนเรื่องของขลังท่านไม่มี ท่านมีแต่คำสอน ซึ่งลูกศิษย์ลูกหาที่มาให้เคาะหัว เหยียบโฉนดหรือทุกๆอย่างนั่นคือเป็นความสบายใจ เป็นความศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหา ท่านก็ทำให้ญาติโยมที่มาให้ท่านทำท่านก็ไม่ขัดใจ ท่านก็บอกว่าไปขายก็ต้องไปขายตามใจคนซื้อ ถ้าขายตามใจคนซื้อมันก็ขายง่ายหน่อย ถ้าขายตามใจเรามันก็จะขายยากท่านบอกแบบนี้ สมมุติว่าถ้าเอาโฉนดมาให้ท่านเหยียบท่านก็บอกว่ามึงเอาไปขายเลยเด้อ ขายตามใจคนซื้อถ้ามึงขาย 5 ล้าน เขามาขอมึงซื้อ 3 ล้านห้า มึงก็ขายไป เหมือนเป็นกุศโลบายให้กับ ลูกศิษย์ลูกหา”

นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ ยังได้เปิดใจถึงช่วงชีวิตสุดท้ายของหลวงพ่อคูณ ว่า “ในช่วงที่ท่านอาพาธ อยู่ที่โรงพยาบาลผมก็ได้อยู่กับหลวงพ่อตลอด ช่วงที่หลวงพ่อมีอาการอาพาธหนักๆ ท่านจะไม่แสดงให้เห็น ส่วนใหญ่เราจะเป็นคนสังเกตเอาเอง ถ้าถามว่าพ่อเจ็บไหม เราต้องสังเกตเอง เพราะท่านจะไม่บอกว่าท่านเจ็บไข้ได้ป่วย อาศัยถามว่าพ่อเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าพออยู่ได้ ก็แปลว่าท่านยังอยู่ได้อยู่ แต่ถ้าพอทนได้ นั่นคือท่านเริ่มมีอาการแล้ว ก็ต้องพาไปหาหมอท่านจะบอกแค่นี้ คือ “พออยู่ได้ และพอทนได้” ถ้าพอทนได้นี่คือป่วยแน่นอนแล้ว แม้กระทั่งตอนที่อยู่โรงพยาบาล หลวงพ่อจะไม่เคยมีบ่น หรือแสดงอาการเจ็บปวดให้เราได้เห็น

เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่ยังไม่ได้ป่วย ไม่ได้อาพาธ จะพูดย้ำแต่เรื่องตาย “ถ้าพ่อตายก็อย่าไปร้อง ไปโวยวาย เกิดมาทุกคนต้องตาย” การที่ได้มาอยู่กับท่าน ดูแลท่านถือว่าเป็นมงคลชีวิต ได้ปฏิบัติท่านในภาคที่เป็นมนุษย์ เพราะว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์และได้ปรนนิบัติพระ หลวงพ่อเปรียบเหมือนพระเวสสันดร หลวงพ่อท่านมีแต่ให้ นี่ก็ถึงเวลาของท่านแล้ว ท่านบอกตลอดเวลาว่า “ทุกชีวิตต้องมีเวลากำกับ มีเวลาจำกัด กูก็ตาย มึงก็ตาย” มาครั้งนี้ ตนจะอยู่จนกระทั่งถึงพิธีลอยอังคารที่จังหวัดหนองคาย อยากทำให้พ่อครั้งสุดท้ายให้ดีที่สุดโดยยึดหลักคำสอนของหลวงพ่อ คือ ให้ปล่อยวาง ท่านบอกตลอดตายแน่ๆ สักวันกูต้องตายกลายเป็นผีแน่ๆ ถ้าท่านตายท่านบอกไม่ให้ร้องไห้ ไม่ต้องร้อง ถึงจะร้องยังไงกูก็ตาย เรามีตัวแทนของหลวงพ่อ คือมีคำสอนของหลวงพ่อ ที่อยู่กับผมตลอดเวลา” นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ ไอ้ก้อยไหน่ หรือไอ้ไก่น้อย ลูกศิษย์ที่ดูแลหลวงพ่อคูณจนลมหายใจสุดท้าย” กล่าว

ขอบคุณที่มา สวท.ขอนแก่น

เปิดคลิประทึก!! โจ๋สุดห้าวแข่งรถบนทางด่วน หวิดชนกับรถคนอื่น

กล้องหน้ารถจับภาพชัด โจ๋สุดห้าวแข่งรถเล่นกันบนทางด่วน สุดท้ายพลาดท่ารถเสียหลักหมุนกลางถนน หวิดชนกับรถคนอื่น

เมื่อเวลา 13.30น. ของวันที่ 26 มกราคม 2562 กล้องหน้ารถผู้ใช้รถใช้ถนนรายหนึ่ง สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึก ขณะที่มีรถเก๋งแต่งซิ่ง 2 คัน วิ่งแข่งกันมาด้วยความเร็วบนถนนทางด่วน จนมีหนึ่งคันเสียหลักรถหมุนอยู่กลางถนน เกือบทำให้รถคันที่ขับตามหลังมาคันอื่นพุ่งชน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณทางด่วนมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 อยู่บริเวณช่วง ไทวัสดุ ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังเจ้าของคลิปวิดีโอดังกล่าว และสอบถามเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงทราบว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้พบเหตุรถเก๋ง 2 คัน เริ่มแข่งกันมาหลายกิโลเมตร และขับขี่มาด้วยความเร็ว ปาดหน้ารถคันอื่นสุดท้ายก็มาเกิดเหตุอย่างที่เห็น

สำหรับบทลงโทษของการขับรถเร็วเกินกำหนด และการจำกัดความเร็วบนถนนต่างๆ ในส่วนของบทลงโทษ ตาม “พ.ร.บ.จราจรทางบก” นั้น มีมากมายหลายข้อ แต่ถ้าหากเป็นกรณีขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น จะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ประกอบกับ ฉบับที่ 10 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดไว้ว่า บนถนนหรือพื้นที่ต่างๆ อาทิ ในเขตกรุงเทพมหานคร, เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล / รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม หรือรถขนส่งผู้โดยสาร สามารถทำความเร็วได้ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถยนต์หรือจักรยานยนต์ สามารถทำความเร็วได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับทางหลวงชนบท / รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม หรือรถขนส่งผู้โดยสาร สามารถทำความเร็วได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ สามารถทำความเร็วได้ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในส่วนของทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 / ทางสายกรุงเทพฯ-พัทยา / ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนภิเษก) ทางสายถนนวงแหวนรอบนอกฯนั้น สำหรับรถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถรวมบรรทุกเกิน 1,200 กิโลกรัม หรือรถขนส่งผู้โดยสาร ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่รถยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยหากขับรถเร็วเกินกำหนดในกฎกระทรวง จะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เช่นกัน