เตือนเจ้าของหมาระวัง อย่าปล่อยให้เห่า-หอนทั้งคืน เหตุเสี่ยงผิดกฎหมาย

เพจกฎหมายโพสต์ข้อกฎหมาย เต่ือนคนรักสุนัขอย่าปล่อยให้หมาเห่า-หอนทั้งคืนเหตุเสี่ยงผิดกฎหมาย ด้านที่ปรึกษาด้านกฎหมายเพจ WatchdogThailand สวนทันควัน สุนัขเห่าถือเป็นเรื่องธรรมชาติถือว่าไม่ผิดกฎหมาย 

เพจ สายตรงกฎหมาย โดยทนายรัชพล ศิริสาคร ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม  ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความให้ความรู้เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับคนที่รักเลี้ยงสุนัข อย่าปล่อยที่หมาที่เลี้ยงเห่า-หอนตลอดทั้งคืน เพราะเสี่ยงผิดกฎหมายถูกจับปรับได้ หากไม่ดูแลจนเพื่อนบ้านไม่ได้หลับได้นอน ซึ่งมีข้อความระบุว่า

เรื่องสุนัขเห่าตอนดึกๆ หรือเห่าจนน่ารำคาญ เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาพอสมควร โดยสามัญสำนึกแล้ว ใครที่จะเลี้ยงหมาก็ควรต้องรับผิดชอบให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เห่าจนชาวบ้านเขารำคาญนะ
.
ทีนี้มาดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันหน่อย ที่เห็นเป็นกฎหมายโดยตรงเลยคือ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ. 2548 ข้อ 16 (3) มีหลักว่า ในการเลี้ยงสุนัข เจ้าของสุนัขต้องควบคุมดูแลสุนัข มิให้ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ เช่น ก่อให้เกิดเสียงดังติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เป็นต้น เป็นบทบัญญัติที่ชัดเจนมาก อันนี้ใช้เฉพาะ กทม ส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ต้องดูเป็นกรณีไป
.
ส่วนโทษของข้อบัญญัติดังกล่าว มีกำหนดไว้ใน พรบ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 73 วรรคสอง ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดของท้องถิ่น ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางทาปรับไม่เกิน 5,000 บาท
.
กฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกอันนึงคือ มาตรา 397 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่เราคุ้นเคยกัน ระบุว่า ผู้ใดกระทําด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทําให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรําคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ซึ่งในเรื่องของเจตนานั้น อาจอ้างได้ว่า การเอาหมามาเลี้ยงย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า จะต้องเกิดการเห่าหอนเสียงดัง เดือนร้อนรำคาญข้างบ้านได้
.
นอกจากนั้น การที่เลี้ยงสุนัขแล้วเห่าเสียงดัง อาจถือได้ว่าเป็นการสร้างความรำคาญต่อคนจำนวนมาก (ต่อหน้าธารกำนัล) ซี่งมีโทษสูงสุดจำคุก 1 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท
.
สำหรับคนรักสัตว์ ก็คงต้องมีหน้าที่ดูแลสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนแก่คนอื่น เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องรอตำรวจมาจับ แต่ถ้าคุณรู้แล้ว ก็ไม่ควรทำผิดกฎหมายต่อไป
.
ทนายรัชพล ศิริสาคร
ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
เพจ สายตรงกฎหมาย ยึดมั่นความยุติธรรม
โทร 0957563521
.
ขอบคุณเจ้าของภาพ ขอบคุณภาพจาก เรื่องเล่าเช้านี้ ภาพประกอบเท่านั้นไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
#รัชพล #ศิริสาคร #สายตรงกฎหมาย #ยุติธรรม #สนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม #กฎหมายสามัญประจำบ้าน #กฎหมายจราจรฉบับชาวบ้าน #ทนายรัชพล0957563521 #ทนายรัชพล

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเพจ WatchdogThailand Decha Kittivittayanan จะออกแถลงการณ์ตอบโต้ถึงข้อกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า

แถลงการณ์ WatchdogThailand

กรณีมีบุคคลโพสข้อความทาง Facebook ทำนองว่าสุนัขเห่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองสุนัขต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและถูกปรับจำนวน 5,000 บาทนั้น ผมในนามของที่ปรึกษากฎหมายของ Watchdog Thailand ขอเรียนว่า ไม่เป็นความจริง แต่อย่างใด

การที่สุนัขเห่าถือเป็นธรรมชาติของสุนัข ไม่มีความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด ยกเว้นเป็นกรณีเลี้ยงสุนัขจำนวนหลายตัว และส่งเสียงดัง เช่นที่จังหวัดนนทบุรีมีถึง 300 ตัวและศาลได้มีคำพิพากษา ให้จำเลยขนย้ายสุนัขและข้อสุนัขออกไปจาก บริเวณที่ใกล้กับบ้านพักอาศัยเท่านั้น

การนำเสนอข่าวดังกล่าว ที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงทำให้สังคมเกิดความสับสนและรังเกียจ สุนัขและคนเลี้ยงสุนัข

จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

ขอแสดงความนับถือ

นายเดชา กิตติวิทยานันท์

ที่ปรึกษากฎหมาย WatchdogThailand

ตามรวบคุมตัวทำแผน ‘ไอ้ษา’ จอมหื่นบุกรัดคอสาวหวังข่มขืน

ตำรวจตามจับกุม ‘ไอ้ษา’ ได้แล้วซ่อนตัวบ้านแม่ใน จ.ชลบุรี หลังก่อเหตุบุกรัดคอสาวหัวงข่มขืน

จากกรณีหญิงสาวอายุ 36 ปี ใน ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ถูกนายพรรษา เพื่อนบ้านชายอายุ 25 ปี ที่เพิ่งพ้นโทษคดีลักทรัพย์ออกมา บุกเข้ามาปลุกปล้ำใช้เชือกรัดคอหวังข่มขืน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01:00น. ของวันจันทร์ที่ 14 ม.ค.62 ที่ผ่านมา โดยนายพรรษาได้แอบเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในบ้าน จนกระทั่งเธอเองเคลิ้มหลับไปก็ถูกนายพรรษาใช้เชือกรัดที่คอ เธอตกใจจึงดิ้นรนต่อสู้สุดชีวิต สามารถดิ้นหลุดจากการกอดรัดได้แบบฉิวเฉียด ทำให้คนร้ายวิ่งหลบหนีไปโดยทำโทรศัพท์มือถือตกไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับเชือกสีแดงที่พยายามรัดคอเธอจนเกิดบาดแผลให้เห็นอย่างชัดเจนด้วย

ซึ่งเหยื่อได้ไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรหางน้ำสาคร และล่าสุดศาลจังหวัดชัยนาทออกหมายจับ นายพรรษา รามนันท์ ผู้ต้องหาตามคดีแล้ว ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่านายพรรษา ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไปหลบซ่อนตัวอยู่บ้านญาติในพื้นที่ จ.ชลปุรีแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสามารถติดตามจับกุมตัวนายพรรษา ได้ ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังจากได้เบาะแสว่านายพรรษาหลบหนีมาขออาศัยหลบซ่อนตัวอยู่กับแม่ จากนั้นเช้าวันนี้จึงนำตัวมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บ้านหลังเกิดเหตุใน ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ท่ามกลางสายตาของไทยมุงที่มาดูด้วยความสนใจ พร้อมจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ กับเรื่องที่เกิดขึ้น

โดยการทำแผนเริ่มจากนายพรรษา แอบงัดประตูหลังบ้านเข้ามา แล้วล็อกประตูห้องนอนแม่ผู้เสียหายกันไม่ให้ออกมาช่วยได้ จากนั้นก็มุดเข้ามุ้งเพื่อจู่โจมผู้เสียหายโดยใช้มือปิดปาก และใช้เชือกที่เตรียมมารัดคอ แต่เมื่อผุ้เสียหายดิ้นหลุดจึงวิ่งหนีออกทางประตูหน้าบ้าน ในเบื้องต้นนายพรรษายังให้การภาคเสธ ยอมรับเพียงจะเข้าไปขโมยของ แต่ไม่ได้มีเจตนาข่มขืนผู้เสียหาย แต่อย่างไก็ตามพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายพรรษาใน 2 ฐานความผิดคือ 1.บุกรุกยามวิกาลโดยใช้กำลังประทุษร้าย และ 2. ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ

ชาวบ้านหลายรายได้ตะโกนสาปแช่งให้นายพรรษาติดคุกนานๆ เพราะที่ผ่านมานายพรรษามีนิสัยลักขโมย สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกจับจำคุกเพิ่งพ้นโทษออกมาก็ไม่เข็ดหลาบ นายพรรษามาถูกจับในคดีนี้ชาวบ้านเปิดเผยว่ารู้สึกโล่งใจ

​กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ไม่พบฝุ่นในโรงงานเกินค่า PM2.5

กระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงเกิดมลพิษทางอากาศ ยืนยันว่า ไม่พบค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน 2.5 ไมโคกรัม ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมฯ ยืนยันว่า โรงงานอุตสาหกรรในนิคมฯ ปฎิบัติตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้ง EIA และ EHIA

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) จากภาคอุตสาหกรรม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ไม่พบค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากโรงงาานอุตสากรรมได้ปฎิบัติตามกฎหมาย ตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และบางโรงงานได้ทำผลการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง หรือ EHIA จึงมั่นใจได้ว่า โรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ทำให้เกิดฝุ่นละลองหรือสารเคมีเกินค่ามาตรฐาน

ด้านนายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ตรวจโรงงานที่เสี่ยงจะก่อมลพิษทางอากาศทั่วประเทศ 470 โรงงาน ไม่พบโรงงานที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานโดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานขนาดใหญ่ จำนวน 59 โรงงาน 142 ปล่อง พบว่า มีปริมาณฝุ่นค่าเฉลี่ยที่ 0.8 – 50 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานฝุ่นจากปล่องระบายของโรงงานทั่วไป คือ 240 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่องด้วยการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กนอ. ดำเนินการตรวจและเฝ้าระวังโรงงานเพื่อป้องกันการเกิดฝุ่นและมลพิษทางอากาศทั่วประเทศ 7,700 โรงงาน สุ่มตรวจวัดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ที่เสี่ยง 12 จังหวัด คาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และขอความร่วมมือให้โรงงานในพื้นที่เสี่ยงระมัดระวังในการประกอบกิจการไม่ให้เกิดมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการเกิดมลภาวะทางอากาศเพิ่มขึ้น