แบงค์ยันเงินล่องหน8หมื่นมีลายมือเจ้าของบัญชีเบิกถอนจริง

คดีเงินล่องหน 8 หมื่นบาท

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 จากกรณีที่นางบังอร สิงห์โตทอง ชาวบ้านจาก ต.ตะหลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท นำสมุดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสาขาอยู่บนถนนวงษ์โต ในตัวเมืองชัยนาท โดยเป็นชื่อบัญชีนายทองดี อินทร์ยัง สามีของตน มาร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับรายการถอนเงินปริศนาที่เริ่มครั้งแรกเมื่อปี2554 และมีต่อเนื่องมาทุกปี ปีละครั้งบ้าง2-4ครั้งบ้าง รวมๆแล้ว11ครั้ง ทำให้มียอดถอนออกไปรวม85,000บาทเศษ ทั้งๆที่นายทองดีไม่ได้ทำรายการเบิกถอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว แถมเมื่อไปสอบถามทางธนาคารก็ถูกข่มขู่ว่าจะฟ้องกลับอีกด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่มีอำนาจได้ยื่นมือเข้ามาช่วยนั้น

ซึ่งในวันนี้นางบังอร สิงห์โตทอง เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท เพื่อพบกับนางสาวพรเพ็ญ โตประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท เพื่อขอคำปรึกษาและหาข้อยุติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และขอความเป็นธรรมให้กับตน ที่หาเช้ากินค่ำ เงินฝากที่จะเก็บไว้กินตอนแก่ และรักษาสามีที่ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วเมื่อปีก่อน แต่เงินกลับต้องมาสูญหายอย่างไร้ร่องรอย

โดยนางสาวพรเพ็ญ โตประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้เชิญทางธนาคารที่สามีนางบังออร เปิดบัญชีไว้ มาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยทางธนาคารรับปากว่าจะนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจง ภายในวันนี้ พร้อมทั้งได้เชิญอัยการคุ้มครองสิทธิ มาเพื่อให้ความเป็นธรรม และเป็นตัวกลาง ในการเจรจาหาข้อยุติ คลายข้อสงสัยต่อไปนั้น

ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้ทำการชี้แจง พร้อมนำเอกสารการเบิกเงิน ที่มีลายมือชื่อ ของนายทองดี อินทร์ยัง เจ้าของบัญชี เซ็นทุกครั้งที่มีการเบิกไปจำนวน 11 ครั้ง รวมเป็นเงิน 85,000 บาทเศษ ซึ่งลายเซ็นดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับลายเซ็น ที่ทำการเปิดบัญชีไปทางธนาคารยืนยันว่าตัวของเจ้าของบัญชี ได้มาทำการเบิกเงินไปเอง เรื่องการเบิกเงินที่เป็นเศษบาท เศษสตางค์ มาจากดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง ที่จะทำการเบิกต้องตัดยอดออกไป จึงทำให้ไม่เป็นเลข ที่ไม่มีเศษ 

สำหรับเรื่องภาพวงจรปิดย้อนหลัง คงไม่ได้บันทึกไว้ เพราะเหตุการณ์ผ่านไปหลายปีแล้ว กล้องวงจรปิดจะบันทึกไว้แค่ 3 เดือนเท่านั้น โดยทางธนาคารได้ทำการขอโทษ นางบังอร สิงห์โตทอง ถึงกรณีที่มีการพูด สื่อสาร ไม่ดี อาจทำให้เข้าใจผิด แต่เรื่องการตรวจสอบลายมือชื่อ ลายเซ็น ก็พร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง หากเป็นความผิดพลาดของธนาคารก็ยินดีรับผิดชอบ แต่หากเป็นฝ่ายผู้เสียหาย เข้าใจผิดหรือปิดบังกันเอง ก็ไม่เอาความ เพราะอยากให้ทางลูกค้า เชื่อมั่นในธนาคารต่อไป

ด้านนายมนตรี สิงหะ อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับดีจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า เบื้องต้นที่มีการไกล่เกลี่ยกันมีการพูดคุยเพื่อหาข้อยุติกรณีพิพาท ทางธนาคารมีรายการเบิกถอนจากบัญชีมายืนยัน ว่ามีการเซ็นชื่อเบิกเงินของเจ้าของบัญชีผู้ฝากเงิน ทางผู้ร้องทุกข์ ยืนยันว่าลายมือไม่น่าจะใช่ลายลือของสามีตัวเอง ยืนกรานว่าไม่มีการเบิกเงินแน่นอน ขอให้หน่วย

งานของรัฐช่วยดูแลเรื่องการพิสูจน์รายมือชื่อ จึงเชิญทาง เจ้าหน้าที่ของสำนักงานยุติธรรมจังหวัดชัยนาท มาร่วมหาแนวทางในการช่วยเหลือการพิสูจน์ลายมือ ว่าใช่หรือไม่ จากการไกล่เกลี่ยทางธนาคารยินดีให้ตรวจสอบ หากไม่ใช่ลายมือ ลายเซ็น ของเจ้าของบัญชีจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนผู้ร้องก็ยืนยันว่า ผลการตรวจพิสูจน์เป็นลายมือชื่อสามี ก็จะยอมรับ แต่ที่จะทำการพิสูจน์หลักฐานก็เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่าย

ส่วนนายอุเทน ทิพย์สิงห์ นิติกรสำนักงานยุติธรรมจังหวัดชัยนาท เผยว่า วันนี้ได้รับข้อมูลเบื้องต้น เพื่อหาทางช่วยเหลือเรื่องของการตรวจลายมือชื่อ จากกองทุนยุติธรรม จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยการลงพื้นที่พบกับ นายทองดี อินทร์ยัง เจ้าของบัญชี สอบถามข้อมูล สภาพความเป็นอยู่ ฐานะทางบ้าน ตามขั้นตอน ของกองทุนยุติธรรม

คณบดี บัญชี มธ. ชี้ทำตามขั้นตอนกฎระเบียบ กรณีปรับปรุง ‘ตึกตู้ปลา’ ร่วมกับเอกชน

คณบดี บัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงกรณีปรับปรุง ‘ตึกตู้ปลา’ ร่วมกับธนาคารแห่งหนึ่ง หลังตัวแทนคณาจารย์ออกมาคัดค้านและขอดูเอกสารสัญญา ชี้ทำตามขั้นตอนโปร่งใส ประชาคมมีส่วนร่วม ถูกต้องชัดเจนตามระเบียบและกฎหมาย พร้อมให้ตรวจสอบ

จากกรณีกระแสข่าวการปรับปรุง ‘ตึกตู้ปลา’ ของ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่มีตัวแทนคณาจารย์ออกมาคัดค้านการเข้าใช้พื้นที่ เนื่องจากเป็นการดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ ธนาคารไทยพานณิชย์ และ ร้านกาแฟ Too Fast Too Sleep ซึ่งไม่ใช่รูปแบบที่ผ่านความเห็นประชาคม และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่บนที่ดินและอาคารราชพัสดุของหน่วยงานรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเป็นการเฉพาะไม่ใช่เชิงพาณิชย์ จนเกิดเป็นข้อโต้แย้งอยู่ในขณะนี้ ตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (18 ก.พ. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ได้แถลงถึงกรณีดังกล่าวว่า การปรับปรุง ‘ตึกตู้ปลา’ ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาพื้นที่ทำงานร่วมกันนอกห้องเรียนของนักศึกษาที่มีมายาวนานเท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่จะทำให้เป็นพื้นที่สร้างและต่อยอดไอเดียไปสู่ธุรกิจจริงให้ครบในที่เดียว โดยได้มีการย้ายออฟฟิศชั้นล่างออกไป เพื่อคืนพื้นที่ให้นักศึกษาด้วยการสร้าง iLab และ iSpace ประมาณ 1,120 ตารางเมตร มีทั้ง coworking Space ห้องประชุมเล็กใหญ่ เวที Pitch กับนักลงทุน รวมไปถึงพื้นที่อเนกประสงค์ที่ใช้ในการจัดสัมมนาและ event ในรูปแบบต่างๆได้

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องขออนุมัติการปรับปรุงจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทุกชุดทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัย เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงประชุมกับประชาคมยาวนานข้ามปี

ส่วนกรณีที่มีการบอกว่า ประชาคมไม่รับทราบนั้น รศ.ดร.พิภพ ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง เรื่องปรับปรุงตึกตู้ปลาเข้าประชุมคณาจารย์มากกว่า 8 ครั้ง รับฟังความคิดเห็น มีแจ้งการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ประชาคมไม่ต้องการ ซึ่งเราก็ยกเลิกปรับแบบกันหลายครั้ง มีตัวแทนจากทุกฝ่ายเข้าร่วมหารือ สุดท้ายเมื่อกลางปีที่แล้วได้ขอให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาทำ workshop ระดมสมองร่วมกัน 4 ฝ่าย คือ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ พัฒนาแบบต่อเนื่องอยู่หลายเดือนจนลงตัวที่ Version 8 จากนั้นจึงได้เอาเรื่องเข้าคณะกรรมการประจำคณะที่เป็นบอร์ดสูงสุดของคณะเพื่อขออนุมัติ ก่อนส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ตั้งคณะกรรมการกำกับการปรับปรุงพื้นที่เข้ามาดูแล ดังนั้นยืนยันได้ในเรื่องของความโปร่งใสและความถูกต้องในทุกขั้นตอน”

นอกจากนี้ กรณีเรื่องของการเอาที่ราชพัสดุมายกให้เอกชน รศ.ดร.พิภพ กล่าวว่า ไม่มีมูลทั้งสิ้น ทั้งนี้เป็นเรื่องของการจัดพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 14 (10) ของพรบ. ซึ่งมีข้อบังคับกำหนดวิธีดำเนินการชัดเจน และมีคณะกรรมการที่ราชพัสดุรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ดังนั้น เรื่องนี้ไม่มีประเด็นผิดกฎหมายใดๆโดยเด็ดขาด

“สำหรับ โครงการนี้ เป็นการมองคนละมุมในขณะที่คณาจารย์ที่เรียกร้องมองเรื่องตึก เรื่องทรัพย์สิน เป็นสำคัญ แต่ผู้บริหารเน้นที่การสร้าง platform เพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษใหม่มากกว่า ซึ่งอาจทำให้ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันได้ แต่ทีมบริหารก็จะเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาต่อไป” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะทำการแถลง รศ.ดร.เอกจิตต์ จึงเจริญ หนึ่งในตัวแทนกลุ่มคณาจารย์ที่คัดค้านโครงการดังกล่าว ได้เข้าร่วมฟังและซักถามถึงการเปิดเผยสัญญาการจัดจ้าง ซึ่งไม่เคยได้เห็นรายละเอียดเลย พร้อมขอให้เปิดเผยชี้แจง

“เราไม่ได้ขัดขว้าง เราคิดว่าเป็นประโยชน์สาธารณะ ถ้าอันไหนไม่ชัดเจน กฎระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกฎหมายต่าง ควรทำให้เคลียร์ สุดท้ายแล้วเมื่อทุกอย่างเคลียร์ก็มาเริ่มต้นกันใหม่  มาทำให้มันถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและเจ้าหน้าที่”

ขณะที่ ผศ.สมชาย ศุภธาดา ได้ฝากให้สื่อมวลชนช่วยตรวจสอบ กรณีการจัดตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เหตุใดถึงเพิ่งตั้งขึ้นมาในวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา และประกอบด้วยใครบ้าง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจริงหรือไม่ ซึ่งหากเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ทางตนไม่มีการแถลงข่าว เรื่องก็จะเงียบและช้าไปตลอด ตนยึดนักศึกษาและเจ้าหน้าที่เป็นหลัก คณาจารย์แทบไม่มีผลกระทบ ซึ่งหากทำตามขบวนการถูกต้องมันควรจะเสร็จนานแล้ว

ด้าน ตัวแทนนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 เผยว่า ส่วนตัวรู้สึกดีที่จะมีพื้นที่การทำงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการเรียนเน้นการปฏิบัติจริง ต้องมีการระดมความคิด ฝึกการพรีเซนต์ แต่บางครั้งกลับไม่มีสถานที่อำนวยความสะดวกให้นักศึกษา เช่น ช่วงสอบ คนจะใช้เยอะ พอโต๊ะไม่พอก็ต้องออกไปหาที่อื่น ซึ่งตนอยากให้ปัญหานี้จบลงเร็วๆ เพราะคนที่เสียผลประโยชน์จริงๆ คือ ตัวนักศึกษา

กองพลทหารม้ากำหนดเส้นทางเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จากลพบุรีไปสระบุรี

กองพลทหารม้ากำหนดเส้นทางเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จากลพบุรีไปสระบุรี

เพจเฟซบุ๊ก ‘ข่าวทหาร’ แจ้งกำหนดการณ์ กรณีที่กองพลทหารม้าที่ 2  รักษาพระองค์ จะทำการเคลื่อนย้ายุทโธปกรณ์ จากพื้นที่ฝึก บ้านดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กลับที่ตั้งปกติ อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี หลังจากจบภารกิจการฝึกภาคสนาม (FTX) 

ทั้งนี้ในการเคลื่อนย้ายดังกล่าว จะประกอบไปด้วยยุทโธปกรณ์ ต่าง ๆ อาทิ รถสายพานลำเลียงพล แบบ 30 (T85) จำนวน 36 คัน, รถถังเอ็ม 60 เอ 3 จำนวน 10 คัน, รถยนต์บรรทุก 4*4 แบบ 50 จำนวน 10 คัน, รถยนต์บรรทุก 1 1/4 ตันจำนวน 1 คัน และ รถยนต์บรรทุก 2 1/2 ตัน จำนวน 1 คัน 

โดยจะมีกำหนดทำการเคลื่อนย้ายกลับในห้วง 20-21 กุมภาพันธ์ 2562 โดยใช้เส้นทางการเคลื่อนย้าย จากพื้นที่ฝึก บ้านดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี – สี่แยกมะนาวหวาน – สี่แยกพัฒนานิคม – สี่แยกพระบาท – เขาขาด – แยกพุแค – แยกเฉลิมพระเกียรติ – แยกห้วยบง – แยกแพะโคก – แยกเสาไห้ – บายพาสสระบุรี – สนามยิงปืนใหญ่รถถัง – ที่ตั้งปกติ อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี