เตือน! คนไทยในปากีสถาน เลี่ยงเดินทางไปเมือง Azad Jammu and Kashmir หลังเกิดเหตุโจมตี

เฟซบุ๊ก Thai Embassy Islamabad ได้โพสต์ประกาศแจ้งเตือนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เรื่อง เตือนชุมชนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเมือง Azad Jammu and Kashmir และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีรายละเอียดดังนี้…

ตามที่ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ ในปากีสถานรายงานข่าวเหตุการณ์การโจมตีบริเวณเส้นแบ่งเขตหยุดยิง (Line of Control – LOC) ในแคว้น Azad Jammu and Kashmir และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ขอให้แจ้งเตือนคนไทยที่อยู่อาศัยอยู่ในปากีสถานและนักท่องเที่ยวที่มีกำหนดเดินทางมาท่องเที่ยวปากีสถานหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมือง Azad Jammu and Kashmir และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น Mansehra Balakot Naran-Kaghan Rawoakot และบริเวณพื้นที่ใกล้เส้นแบ่งเขตการหยุดยิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงได้

ทั้งนี้ สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทางหมายเลข +92 315 900 9949 ตลอด 24 ชั่วโมง และทางเฟซบุ๊กของสถานทูตฯ

เลือกตั้ง62 : เปิดขั้นตอนง่ายๆ ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

เผยโฉมเว็บไซต์ bora.dopa.go.th ไว้ใช้ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง 2562

วันนี้ (27 ก.พ. 2562) ผู้คนในโลกออนไลน์ได้พากันส่งต่อเว็บไซต์  www.bora.dopa.go.th เพื่อบอกกล่าวให้เพื่อนพ้องน้องพี่ เอาไว้ใช้ตรวจสอบสิทธิการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่จะถึงนี้

โดยการใช้งานเว็บไซต์ดังกล่าว สามารถทำได้ง่ายๆ แค่ กรอกเลขที่บัตรประชาชนของตัวเองลงไป จากนั้นจะปรากฏหน้าจอที่บอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัว และหน่วยเลือกตั้งที่ต้องไปใช้สิทธิ์  ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุล ผู้มีสิทธิ์ ที่อยู่ของผู้มีสิทธิ์ ว่าอยู่จังหวัดไหน มีสิทธิิเลือกตั้งในเขตใด

นอกจากนี้ยังมีการแจ้งหน่วยเลือกตั้งที่ต้องไปใช้สิทธิ์ และบอกรายละเอียด ว่า ผู้มีสิทธิต้องไปใช้สิทธิที่จังหวัด อำเภอ ตำบลไหน เขตเลือกตั้งที่เท่าไหร่ หน่วยเลือกตั้งอะไร สถานที่ตั้งของหน่วยเลือกตั้งที่ต้องไปใช้สิทธิว่าอยู่ที่ไหน และลำดับที่ในบัญชีสำหรับการเลือกตั้ง เป็นต้น

สำหรับประชาชนท่านใดอยากตรวจสอบสิทธิการเลือกตั้งของตัวเองก็สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลตามเว็บไซต์ข้างล่างได้เลย  www.bora.dopa.go.th/Election/cervote/

องค์การเภสัชฯ ปลูก ‘กัญชา’ ทางการแพทย์ถูกกฎหมายแห่งแรกของอาเซียน

องค์การเภสัชกรรมเริ่มปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายแห่งแรกของอาเซียน เพื่อใช้ผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ คาดเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา ล็อตแรก จำนวน 2,500 ขวด ใช้ทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 27 ก.พ. 62 ที่องค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม ระยะที่ 1” โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารองค์การ เภสัชกรรม ร่วมในพิธี

ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะส กล สกลสัตยาทรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ได้อนุญาตให้องค์การเภสัชกรรมทำการปลูกกัญชาทางการแพทย์ พร้อมทั้งได้ลงนามในหนังสืออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้องค์การฯได้ดำเนินการปลูกกัญชาทางแพทย์สำหรับเป็นวัตถุดิบนำมาสกัดเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิด น้ำมันหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) สำหรับนำไปใช้ในการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย

โดยในวันนี้เป็นการปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายต้นแรกในอาเซียน ซึ่งเมล็ดพันธุ์กัญชาที่ใช้ปลูกครั้งนี้เป็นเมล็ดจากสายพันธุ์ลูกผสม ที่มีคุณภาพเมล็ดพันธุ์สูง ปลูกในอาคาร (Indoor) ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade บนพื้นที่ 100 ตารางเมตร ขององค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งจะทำให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชา ที่มีคุณภาพสูง มีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญที่ใช้ในการออกฤทธิ์ คือ THC และ CBD เป็นไปตามความต้องการใช้ของแพทย์ในแต่ละโรคที่จะทำการศึกษาวิจัย

ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้องค์การฯได้นำกัญชาของกลาง มาทำการสกัดเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาในเบื้องต้น แต่เมื่อตรวจคุณภาพกัญชาของกลางพบว่ามีปริมาณสารปนเปื้อนสูงกว่ามาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้ องค์การฯ จึงมีความจำเป็นต้องเร่งปลูกกัญชาสายพันธุ์ลูกผสม บนพื้นที่แห่งนี้

โดยการปลูกกัญชาทางการแพทย์ครั้งนี้ เป็นการปลูกเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาวิจัย พัฒนา ด้านต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาวิจัยการปลูก พัฒนาสายพันธุ์ ด้านเทคโนยีการสกัดเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ด้านการนำไปใช้ในการวิจัยทดลองทางคลินิกของคณะแพทย์ผู้วิจัยในสาขาโรคต่างๆ ซึ่งการปลูกในครั้งนี้องค์การฯ จะใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 3-4 เดือน โดยประมาณเดือนกรฎาคม 2562 จะสามารถนำมาสกัดเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิดน้ำมัน หยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) ได้ประมาณ 2,500 ขวด ขวดละ 5 มิลลิลิตร หรือประมาณ 10,000 ขวดต่อปี

ด้านนายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การฯดำเนินการการวิจัย พัฒนาสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ตามแนวทางของหลักเกณฑ์มาตรฐานสากลในการปฏิบัติที่ดีในด้านต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำคือการเพาะปลูก จนถึงปลายน้ำคือผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้ป่วย ซึ่งผู้ผลิตกัญชาทางแพทย์ชั้นนำของโลก ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ประกอบไปด้วย 7 G ดังนี้

GAP : Good Agricultural Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการเพาะปลูกที่ดี

GLP : Good Laboratory Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านห้องปฏิบัติการที่ดี

GMP: Good Manufacturing Practice หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาที่ดี

GCP : Good Clinical Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการวิจัยทางคลินิกที่ดี

GDP : Good Distribution Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านการจัดส่งยาที่ดี

GSP : Good Security Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ดี

GIP : Good Information Practices หลักเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติข้อมูลสารสนเทศที่ดี

สำหรับการปลูกเพื่อให้ได้กัญชาในระดับเกรดสำหรับใช้ทางการแพทย์นั้นต้องมีการควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ เทคโนโลยีการปลูก การเก็บเกี่ยวเป็นวัตถุดิบกัญชาแห้ง การรักษาความปลอดภัย ซึ่งการปลูกสามารถปลูกได้หลายวิธีแต่ต้องมีการความคุมทุกขั้นตอน ในเบื้องต้นนี้องค์การฯใช้การปลูกในอาคาร (Indoor) ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์หรือ Medical Grade

การปลูกด้วยระบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมสารอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานและได้ปริมาณสารสำคัญตามสัดส่วนและปริมาณ THC และ CBD ที่เหมาะสมสำหรับมาใช้ทางการแพทย์ และที่สำคัญจะไม่มีการปนเปื้อน โลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งหากปลูกกัญชาบนดินทั่วๆไปแล้วธรรมชาติของกัญชาจะมีคุณสมบัติพิเศษที่ดูดซึมสารพิษเหล่านั้นได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น

จึงเชื่อมั่นได้ว่าการปลูกด้วยระบบนี้จะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้บริโภค ตลอดจนมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

สำหรับประโยชน์ของสารสกัดจากกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์นั้น THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท แก้ปวด ต้านอาเจียน และลดการอักเสบ CBD ระงับอาการวิตกกังวลและมีฤทธิ์ต้านการชัก โดยนำมาใช้ทางการแพทย์และการวิจัย ในกลุ่มที่ใช้เพื่อการรักษาโรค ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักรักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่างๆไม่ได้ผล กลุ่มที่น่าจะใช้เพื่อควบคุมอาการ ได้แก่ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

“องค์การเภสัชกรรมยังได้มีโครงการการปลูกกัญชาทางการแพทย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Phase) ระยะที่ 2 ใช้งบประมาณ 164.04 ล้านบาท ที่อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี บนพื้นที่ 1000 ตารางเมตร มีทั้งปลูกในอาคาร indoor และโรงเรือนปลูกพืช (greenhouse) เพื่อวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์ ที่ให้สารสำคัญสูง และทนต่อโรคต่างๆ และสามารถปลูกในโรงเรือนปลูกพืช ที่ลดต้นทุนลงมาได้ต่อไป การผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ ระยะที่ 3 การผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ในระดับอุตสาหกรรม (Industrial Phase) โดยเริ่มการปลูกและผลิตสารสกัดระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรภายในเดือนมกราคม 2564 ที่พื้นที่อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี” ผู้อำนวยการ กล่าว