ให้ออกจากราชการ! สิบเวรสารภาพ ขโมยอาวุธปืนออกไปขาย 11 กระบอก

ให้ออกจากราชการ! สิบเวรสารภาพ ขโมยอาวุธปืนออกไปขาย 11 กระบอก อ้างมีปัญหาเรื่องเงิน

จากกรณี เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สน.วังทองหลางได้จับกุมตัวนายอาทิตย์ หาญพานิชกิจ อายุ 25 ปี พร้อมอาวุธปืนจำนวน 2 กระบอกเป็นอาวุธปืนขนาด.38 ยี่ห้อ เทารัสจำนวน 1 กระบอกพร้อมกระสุนจำนวน 6 นัดและอาวุธปืน SIG SAUER P320 ขนาด.9 มม.ตราโล่ห์ พร้อมกระสุนปืนจำนวน 12 นัด จากการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนประจำหน่วยของ กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า รับจำนำมาจากวัยรุ่น ใน จ.สุพรรณบุรี จึงได้มีการประสานตรวจสอบที่มาของอาวุธปืนจนทราบว่าอาวุธปืน SIG SAUER P320 ขนาด.9 มม.ตราโล่ห์ได้สูญหายไปจำนวน 11 กระบอก จากห้องคลังพัสดุของ กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งพบว่าการล็อคอย่างแน่นหนา ไม่มีร่องรอยการถูกงัดแงะ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถือกุญแจ 3 นาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 27 ก.พ. พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ภูวดิท ชนะคชภัทร์ รองผบก. พ.ต.อ.ธีรศรัณยานนท์ รองผบก. พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร่วมประชุมเพื่อติดตามความหน้ากรณีอาวุธที่หายไป ใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้มาติดตามความคืบหน้าคดีซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก และสามารถติดตามอาวุธปืนคืนมาได้แล้ว 3 กระบอก ส่วนที่เหลือจะเร่งติดตามคืนมา เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขโมยเอาอาวุธปืนไป คือ ส.ต.ท.สันติ จับเทียน ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งทำหน้าที่สิบเวร พบเห็นว่า กุญแจวางเอาไว้ที่โต๊ะ จึงได้เอากุญแจไปไขห้องขโมยเอาอาวุธปืนจำนวน 11 กระบอก แล้วทยอยเอาออกไปขายและจำนำ

จากการสอบถามในเบื้องต้น ทราบว่ามีปัญหาเรื่องเงิน จึงได้เอาปืนทั้งหมดที่ขโมยไปขายและจำนำ ทางผู้บังคับการได้ลงคำสั่ง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนการสอบสวนขณะนี้พบมีบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องด้วย 2-3 คน อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อออกหมายจับ ติดตามตัวมาดำเนินคดี ในขณะนี้พบมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องเพียงนายเดียว ต้องดำเนินคดีทั้งอาญา และวินัย ส่วนอาวุธปืนที่เหลือต้องเร่งติดตามาให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอาทิตย์ หาญพานิชกิจ อายุ 25 ปี ได้ถูกจับกุมตัว ที่มีการขอศาลออกหมายจับในข้อหารับซื้อของโจร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินดดี

ชุดสืบสวนอีกชุดได้ลงพื้นที่ใน จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามหาตัวนายกลอฟ ซึ่งนำอาวุธปืนมาจำนำกับนายอาทิตย์ หาญพานิชกิจ นอกจากนี้ชุดสืบสวนได้ติดตามตัว ผู้ต้องสงสัย รายหนึ่ง ใน ต. ลุมพลี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา มาทำการสอบสวนขยายผล เพราะ ส.ต.ท.สันติ ได้นำอาวุธปืนไปจำนำ ในราคากระบอกละ 20,000 บาท ล่าสุดสามารถติดตามอาวุธปืนคืนมาได้แล้วจำนวน 3 กระบอก

ม.บูรพา วอนบัณฑิตใหม่ อย่านำชุดครุย ไปถ่ายรูปไม่เหมาะสม

ภาพว่อนเน็ต ข้อความวอนขอบัณฑิตใหม่ ม.บูรพา อย่า!! ถ่ายภาพร่วมกับชุดครุยชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เหตุผิดกฎ ไม่ให้เกียรติมหาวิทยาลัย แนะหากอยากเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ควรรใส่ให้ครบชุด

วันนี้ (27 ก.พ. 2562) เพจ Logistics and Cross-Border Trade Management ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความขอความร่วมมือบัณฑิตใหม่ คณะวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว อย่านำชุดครุย หรือเครื่องประกอบชุดครุยไปประกอบการถ่ายภาพก่อนและหลังวันรับปริญญา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎระเบียบ และถือเป็นการไม่ให้เกียรติมหาวิทยาลัย แต่ถ้าหากอยากจะถ่ายรูปคู่กับชุดครุย ก็ควรสวมใส่ให้เรียบร้อยครบชุดน่าจะเหมาะสมที่สุด

โดยเพจดังกล่าวได้มีข้อความระบุว่า  ขอความร่วมมือ พี่ ๆ ปี 4 และว่าที่พี่บัณฑิตทุกคนนะคะ 🙏🙏

 ไม่ถ่ายภาพและนำไปเผยแพร่การสวมชุดครุยชิ้นใดชิ้นหนึ่ง (ตามภาพ)ทั้งในและนอกพิธี เนื่องด้วยเป็นการผิดกฎและไม่ให้เกียรติกับทางมหาวิทยาลัย จึงขอความร่วมมือจากพี่ ๆ ปี 4 และว่าที่บัณฑิตทุกคนค่ะ 
…..⚠️⚠️หากต้องการถ่ายภาพต้องใส่ชุดให้ครบทุกชิ้น ได้แก่ เสื้อคลุมยาวสีดำ (Gown) และ ผ้าคล้องคอ (Hood)

(ภาพนี้เป็นเพียงภาพตัวอย่างว่าไม่เหมาะสมเท่านั้น)

**กฎระเบียบการแต่งกาย และข้อห้าม อยู่ในภาพค่ะ

แอดมินขอชี้แจงนะคะ บุคคลในภาพเป็นเพียงตัวละครที่สมมติสถานการณ์ขึ้นมา ว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการเตือนว่าไม่ควรทำ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้มหาวิทยาลัยหรือคณะเสื่อมเสียแต่อย่างใด

คิม ไทยแลนด์ ถูกตำรวจเวียดนามรวบ หลังเดินรอบสถานที่จัดซัมมิต ทรัมป์-คิม จอง อึน (ชมคลิป)

นาที คิม ไทยแลนด์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายรักษาความปลอดภัยล็อคตัว หลังไปเดินรอบสถานที่จัดประชุมฮานอย ซัมมิต นะหว่าง โดนัล ทรัมป์ กับ คิม จอง อึน ที่เวียดนาม

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.เวลา 08.30 น. ที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม นายอุเทน เหลืองแสงทอง อายุ 41 ปี นักธุรกิจป้ายโฆษณา ผู้ประสบความสำเร็จมีทรัพย์สินร้อยล้านด้วยวัยแค่ 40 ปี ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวกรุงฮานอย ระหว่างวันที่ 25-27 ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับผู้นำ 2 ประเทศ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มาประชุมซัมมิต

นายอุเทน หรือ คิม ไทยแลนด์ ได้ใช้เวลาตอนเช้าของวันที่ 3 ออกไปเดินชมบรรยากาศทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม หรือ ทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงใจกลางกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจิตใจจะได้สงบ

ก่อนกลับโรงแรมที่พัก นายอุเทน ได้เดินผ่านไปยังบริเวณที่มีการจัดรายงานผลการประชุมที่อยู่ใกล้ทะเลสาบ เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกว่า ตนเองได้มาท่องเที่ยวเวียดนามในช่วงเวลาที่ผู้นำสองประเทศเดินทางมาเจรจากันแต่ปรากฎว่ามีประชาชนเวียดนามที่มาออกกำลังกายและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพบเห็นพากันมาขอถ่ายรูปเหมือน 2 วันแรกมาเดินทางมาถึงเวียดนามจะต้องมาขอถ่ายรูปกับเขาทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ฝ่ายรักษาความปลอดภัยในการประชุมซัมมิต เข้ามาขอตรวจสอบทั้งที่นายอุเทน หรือ คิม ไทยแลนด์ ได้กระโดดขึ้นรถแท็กซี่เพื่อพากลับโรมแรมที่พัก

โดยเจ้าหน้าที่ ได้ขอดูพลาสปอร์ตก่อนจะเชิญตัวลงจากรถแท็กซี่ พาเดินเท้าไปยังกองบัญชาการตำรวจฮานอย ทำให้สื่อมวลชน จำนวนมาก และช่างภาพสำนักข่าวต่าง ๆ เห็นเข้าพยายามถ่ายรูปนายอุเทน โดยตำรวจเวียดนามที่คุมตัวมาปิดกั้นไม่ให้บันทึกภาพเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลและวัตถุประสงค์ของการมาปรากฎกายของเขาบริเวณใกล้เคียงสถานที่จัดประชุมในช่วงเย็นวันนี้

นายอุเทน ถูกซักถามนานร่วม 2 ชั่วโมงจนเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงทำการบันทึกปากคำเป็นภาษาเวียดนามแปลให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเจ้าตัวเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายจึงยอมลงนามเซ็นชื่อในบันทึกดังกล่าวก่อนจะย้ายตัวส่งต่อไปยังสถานีตำรวจที่ตั้งของโรงแรมอัลลัว โฮเต็ล ที่นายอุเทนพักอยู่ เพื่อเก็บกระเป๋าเดินทางและเขิญตัวเขาให้เดินทางกลับประเทศไทยตามกำหนดเวลาที่จองตั๋วเครื่องบินสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ เที่ยวบิน VN 613 ในเวลา 15.30 น. 27 ก.พ.62 เวลาถึง กทม.ประมาณ 17.35 น. วันเดียวกัน

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเวียดนามได้เชิญตัวนายอุเทน และ นักท่องเที่ยวชาวอียิปต์ อีกรายหนึ่งขึ้นรถไปส่งมอบต่อ ตม.เวียดนาม และควบคุมตัวไว้จนกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่องถึงจะคืนหนังสือเดินทางให้เขาอีกที