‘เอกชัย’ รับทราบข้อหาคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ – ค้านยุบพรรค ทษช.

เอกชัย ยื่นหนังสือค้านยุบพรรค ทษช. ก่อนขึ้นไปรับทราบข้อหาที่ ปอท. หลังถูก คสช.แจ้งดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

วันที่ 13 ก.พ.62 ที่ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) นายเอกชัย หงส์กังวาน เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยกล่าวว่า จากกรณี กระเเส “มิบังควร” มีการไม่เห็นด้วยของคนบางกลุ่มฯ ที่พรรคไทยรักษาชาติเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ เป็นแคนดีเดทนายกรัฐมนตรี

โดยมีการเสนอให้ กกต.ยุบพรรค อ้างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) ที่ระบุว่า การกระทำอันเป็นปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งตนมองว่าการกระทำของพรรคไม่ได้เข้าข่ายความผิดดังกล่าว จึงให้ กกต. พิจารณาอย่างเป็นธรรมเเละจำหน่ายคดี เนื่องจากไม่มีมูลความผิดเเละขอคัดค้านการยุบพรรคไทยรักษาชาติ

หลังจากนั้น เวลา 10.30 น. เอกชัย พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หญิง พัชรี วงษ์บุญ รอง สว.สอบสวน กก.3 บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แจ้งความดำเนินคดีฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตามมาตรา 14(2) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ “สงครามสมรภูมิร่มเกล้า”

นายเอกชัย ยังระบุว่า คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่ 7 แล้ว ซึ่งมีคนพยายามที่จะกลั่นแกล้งตนเองเรื่อยมา รวมถึงการลอบทำร้ายตนถึงจำนวน 5 ครั้ง และเผารถอีก 1 ครั้ง ทั้งนี้ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ขณะที่ภายหลังพบพนักงานสอบสวนแล้ว นายเอกชัย เผยว่าทาง บก.ปอท.ได้แจ้งข้อกล่าวหาซึ่งตนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวที่ทาง คสช.กล่าวหาตนว่าดูถูกประเทศชาติ เป็นภัยต่อความมั่นคง โดยตนขอยืนยันว่าพูดเรื่องจริงตามประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนได้นัดมาให้การเพิ่มเติมอีกครั้ง ในวันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 10.00 น.

ครม. เพิ่มงบ ‘บัตรทอง’ จัดเต็มด้านบริการ-สิทธิประโยชน์ให้ประชาชน

ครม. เพิ่มงบประมาณปี 63 สำหรับ ‘บัตรทอง’ พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์และการบริการสาธารณสุขให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 62 ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่จำนวน 1.91 ล้านบาท โดยเป็นเงินเข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1.41 แสนล้านบาท เป็นเม็ดเงินที่เข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มจากปี 2562 จำนวน 6,500 ล้านบาท

โดยมีงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว จำนวน 1.74 แสนล้านบาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหน่วยบริการในส่วนเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากรและค่าบริการสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) จำนวน 48.26 ล้านคน คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว 3,600 บาทต่อประชากร บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 เป็นจำนวน 173 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ์

นอกจากนี้ ยังเพิ่มงบประมาณบริการสาธารณสุขแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง งบบริการบริการควบคุมป้องกันความรุนแรงโรงเรื้อรัง งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ งบค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในชุมชน และงบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว ด้วย

จากงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2563 โดยเฉพาะในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัวจะนำมาสู่การพัฒนาระบบ เพิ่มการเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีสิทธิประโยชน์ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การรักษาผู้ป่วยนอก การรักษาผู้ป่วยใน ซึ่งในปีนี้ได้มีสิทธิประโยชน์ที่ผ่านการพิจารณาและเตรียมเดินหน้าในปีงบประมาณ 2563

ได้แก่ การตรวจคัดกรองยีน HLA-B*1520 ก่อนเริ่มยา Carbamazepine เพื่อป้องกันการแพ้ยาชนิดรุนแรง, ปรับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประชากร อายุ 50-70 ปี ให้มีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับอีก 12 รายการ เพิ่มการผ่าตัดผ่านกล้องและอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อให้กลับบ้านได้เร็วขึ้น

เพิ่มยารักษาโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งไทรอยด์ โรคที่เกิดจากการทำลายเส้นประสาท และเพิ่มสูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ดื้อยา เพิ่มเครื่องตรวจติดตามค่าน้ำตาลในเลือดให้ผู้ป่วยเบาหวานเด็ก เพิ่มวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงในเด็ก และขยายสิทธิประโยชน์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในกลุ่มผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ

ทั้งนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญในการดูแลปัญหาสุขภาพของประชาชน และปรารถนาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุม มีคุณภาพและมาตรฐาน ให้การบริการทันต่อพัฒนาการของโรคร้ายต่างๆ ในปัจจุบันอีกด้วย

แห่แชร์คลิป ! โชเฟอร์รถตู้เล่นมือถือขณะขับรถ

ผู้ใช้บริการรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพ-ประจวบคีรีขันธ์ อัดคลิปคนขับรถตู้เล่นโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ จี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ

เรื่องการให้บริการของรถโดยสารธารณะ ยังคงเป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนในออนไลน์อยู่ต่อเนื่อง ล่าสุดมีใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า @ เฮีย ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอขณะใช้บริการรถตู้โดยสารคันหนึ่ง โดยผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหน้าคู่กับคนขับเป็นผู้ถ่ายเอาไว้ จากการสังเกตเห็นพฤติกรรมของคนขับรถตู้นั้น มือหนึ่งจับพวงมาลัยอยู่ ส่วนอีกมือหนึ่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย โดยไม่สนใจว่าการกระทำดังกล่าวจะมีความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ

ซึ่งคลิปดังกล่าวมีความยาว 2 นาที 36 วินาที โดยผู้โพสต์คลิประบุสั้นๆ ว่า “กรุงเทพ-ระยอง # ตู้สายแชท # ว่างๆเช็คเฟซบุ๊กแก้ง่วง # บ้านฉางมาบตาพุด”

ทั้งนี้คลิปนี้ถูกแชร์ในสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นที่วิจารณ์ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนขับอย่างเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่แนะนำให้ส่งภาพดังกล่าวให้ทางกรมขนส่งทางบกพิจารณายกเลิกใบขับขี่ หรือดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย รวมถึงแสดงความห่วงใยผู้โดยสารในรถคันดังกล่าวด้วย

ล่าสุด กองตรวจการขนส่งทางบก ได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการติดตามเรียกพนักงานขับรถคันดังกล่าวมาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งกรณีพนักงานขับรถมีพฤติกรรมใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ และขับรถในลักษณะหวาดเสียวอันอาจก่อให้เกิดอันตรายเช่นเดียวกันกับในคลิป

ทางกองตรวจการขนส่งทางบก จะดำเนินการเปรียบเทียบปรับ กรณีที่ 1. ผู้ประกอบการขนส่งมีความผิด มาตรา 36 ประกอบมาตรา 131 ฐานไม่ปฏิบัติตามกฏกระทรวง ว่าด้วยความปลอดภัยของผู้โดยสาร โทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และ 2. กรณีผู้ขับรถ มาตรา 102 (4) ประกอบมาตรา 127 ฐานใช้โทรศัพท์ขณะปฏิบัติหน้าที่ขับรถ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท