กลับมาอีกแล้ว! เตือนพบแมงกะพรุนพิษ บริเวณชายหาดชลาทัศน์สงขลา

สองพ่อลูกลงเล่นน้ำทะเลบริเวณชายหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา ถูกแมงกะพรุนพิษตามร่างกายได้รับบาดเจ็บ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเลี่ยวลงเล่นน้ำทะเลในระยะนี้เพื่อความปลอดภัย

วันนี้(10 ก.พ.) นายพุฒิพงศ์ วรรณโร และลูกสาววัย 7 ขวบ ด.ญ.สุพรรษาวรรณโร หรือน้องหงส์ ถูกแมงกะพรุนพิษตามร่างกายได้รับบาดเจ็บ ขณะลงเล่นน้ำทะเลบริเวณชายหาดแหลมสมิหลา อ.เมืองสงขลา

โดยนายพุฒิพงศ์ ถูกแมงกะพรุนพิษเข้าที่มือและแผ่นหลัง ส่วนลูกสาวโดนเข้าที่บริเวณเท้าและมือ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมใจกู้ภัยเมืองสงขลาต้องรีบนำตัวสองพ่อลูกไปส่งโรงพยาบาลสงขลาเป็นการด่วนเพื่อให้แพทย์รักษา

หลังจากที่ครอบครัวนี้ ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่บริเวณชายหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา พากันไปลงเล่นน้ำ แต่สองพ่อลูกไปโดนเข้ากับแมงกะพรุนที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาปวดแสบปวดร้อน

โดยเฉพาะน้องหงส์ ซึ่งคลื่นซัดแมงกะพรุนพิษขึ้นมาโดนที่เท้าและใช้มือจับขว้างลงไปในทะเลเพราะไม่รู้ว่าเป็นแมงกะพรุนพิษ ถึงกับร้องดังขึ้นมาทันทีด้วยความเจ็บปวด ผู้เป็นพ่อต้องรีบอุ้มไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจบริเวณป้อมและประสานหน่วยกู้ภัยมารับตัวส่งโรงพยาบาสงขลาทันที

สำหรับบริเวณชายหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา เคยพบแมงกะพรุนพิษในทะเล มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจากแมงกะพรุนพิษ จำนวน 23 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีรอยแผลปวดบวมแดงบริเวณจุดที่สัมผัส  หลังเกิดเหตุได้มีการแจ้งเตือนประชาชน และนักท่องเที่ยวเลี่ยงลงเล่นน้ำบริเวณชายหาดชลาทัศน์ในช่วงนี้เพื่อความปลอดภัย พร้อมกับขึ้นป้ายเตือน และวิธีการรักษาหากโดนแมงกะพรุนพิษไว้บริเวณชายหาด

สำหรับชนิดของแมงกะพรุนพิษดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับแมงกะพรุนหัวขวด ( Blue Bottle Jellyfish ) ส่วนวิธีช่วยเหลือผู้ที่โดนพิษแมงกะพรุนให้ราดด้วยน้ำส้มสายชู บริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วอย่างน้อย 30 วินาที ห้ามใช้น้ำจืดล้างโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะกระตุ้นกระเปาะพิษให้เพิ่มมากขึ้นและห้ามถู หรือ ขยี้ เพราะจะยิ่งทำให้พิษกระจาย เลี่ยงการใช้เทคนิคพันรัดแน่นด้วยผ้ายืดหากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

สู้คดียึดทรัพย์! ศิษย์วัดพระธรรมกาย เตรียมยื่นอนุโมทนาบัตร 3 ล้านใบ

ศิษย์วัดพระธรรมกาย เตรียมยื่นอนุโมทนาบัตร 3 ล้านใบ ยืนยันผู้บริจาคจำนวนมากคือประชาชนผู้บริสุทธิ์

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ประชาชนจำนวนมากนำอนุโมทนาบัตรที่ทำบุญกับวัดพระธรรมกาย จำนวน 3 ล้านใบ มาประกอบพิธีอธิษฐานจิตต่อหน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์โดยพร้อมเพรียงกัน

ซึ่งการรวบรวมอนุโมทนาบัตรครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนาอันบริสุทธิ์ของประชาชน ผู้บริจาคทรัพย์เพื่อสร้างศาสนสถาน เช่นอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มหารัตนวิหารคด อาคารบุญรักษา และทุกอาคารในบริเวณพื้นที่ 2,000 ไร่และพื้นที่อื่นๆ ของวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับอนุโมทนาบัตร 3 ล้านใบ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากคือผู้บริจาคตัวจริง ไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ผู้แทนคณะศิษย์จะนำใบอนุโมทนาบัตรทั้งหมดที่ผ่านพิธีอธิษฐานจิตแล้วไปมอบเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีที่ศาลแพ่งรัชดา ทั้งนี้ การรวบรวมใบอนุโมทนาบัตร มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการบริจาค และการมีส่วนร่วมสร้างศาสนสถานในพื้นที่ 2,000 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ ของประชาชนเป็นจำนวนมากเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองดังที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด

นางวิรงรอง รัตนฉายา อายุ 71 ปี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนเองได้บริจาคมาอย่างเสมอต้นเสมอปลายมา 39 ปีแล้ว เมื่อถามว่ามีใบอนุโมทนาบัตรกี่ใบคงต้องเอารถกระบะไปขนถึงจะหมด ซึ่งต้องทำความเข้าใจกันก่อน

โดยในส่วนของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นวัดราษฎร์ ไม่ใช้วัดหลวง ซึ่งวัดราษฎร์นั้นตามประเพณีที่ผ่านมา คือวัดที่เกิดขึ้นจากชาวบ้านที่บริจาคเงินเพื่อที่จะสร้างวัด และเพื่อจะสร้างชุมชนเล็กๆ ที่จะสามารถมาฝึกอบรมและขัดเกลาจิตใจ

ยายเผาตอซังข้าวในที่นา ไฟเกิดลุกลาม ลุยดับไฟเองสุดท้ายถูกไฟคลอก

ยายวัย 68 ปี ออกไปทำการจุดไฟเผาตอซังข้าวในที่นาตนเอง ไฟเกิดลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะลมแรง ทำให้ลามไปไหม้ไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อยของเพื่อนบ้านข้างเคียง เกรงมีความผิดลุยดับไฟเองทำให้ถูกไฟที่ไหม้ป่าอ้อยเผาร่าง

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านโคกล่าม ต.ห้วยยาง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น มีผู้เสียชีวิตจากการเผาไร่อ้อย จึงได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อย อยู่ติดกับถนนสาย อ.กระนวน – ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ บริเวณบ้านโคกล่าม ต.ห้วยยาง อ.กระนวน จ.ขอนแก่น

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบร่องรอยของไฟไหม้ไร่อ้อยเป็นบริเวณกว้าง และจุดที่ผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่กลางไร่อ้อย โดยต้นเพลิงมาจากที่นาของผู้ตายเอง และมีร่องรอยของไฟลามทุ่งไหม้เป็นทางยาวมาจนถึงไร่อ้อยที่อยู่ข้างเคียงกัน ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต เป็นหญิง 1 ราย

จากการสอบถามนายสัมฤทธิ์ พรมขอนยาง อายุ 61 ปี ชาวบ้านโคกล่าม ต.ห้วยยาง บอกว่าได้เห็นไฟไหม้ป่าอ้อยลุกลามมีเปลวไฟสูง และเห็นควันสีดำพุ่งกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะการเผาไร่อ้อยถือเป็นเรื่องปกติของชาวไร่อ้อยแถบนี้ แต่ไม่นานก็ได้ยินชาวบ้านร้องว่า มีคนถูกไฟไหม้ตายอยู่กลางป่าอ้อย ตนจึงวิ่งออกไปดู เห็นเพียงลูกสาวของผู้ตายยืนร้องไห้อยู่

ซึ่งจากการสอบถามลูกสาวของผู้ตายทราบว่าผู้ตายชื่อนาง เลี่ยน ศรีสวัสดิ์ อายุ 68 ปี และจากการสอบถามลูกสาวของผู้ตายทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. นางเลี่ยน ซึ่งเป็นแม่ของตนเองได้ชวนตนออกมาจุดไฟเผาตอซังข้าวในที่นาของตนเอง

จากนั้นไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าไปไหม้ไร่มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นที่ของตนเองเหมือนกัน แต่เปลวไฟยิ่งลุกแรงขึ้น เพราะลมแรงมาก และได้ลุกลามเข้าไปในไร่อ้อยของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน

นางเลี่ยนจึงใช้กิ่งไม้เข้าไปตีบริเวณเกิดไฟไหม้ เพราะเกรงว่าตนเองจะมีความผิดเนื่องจากเป็นไร่อ้อยของคนอื่น สันนิษฐานว่านางเลี่ยนจะสูดดมควันเข้าไปมาก ประกอบกับอายุก็มากแล้ว จึงทำให้หมดสติล้มลงในสภาพนอนหงาย และถูกไฟที่ไหม้ป่าอ้อยเผาร่างตายคาที่ดำเป็นตอตะโกอยู่ในไร่อ้อย

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยแพทย์เวร และหน่วยกู้ภัย ได้ออกไปทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมนำศพผู้ตายมอบให้กับญาตินำไปตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดบ้านห้วยยาง

อย่างไรก็ตาม สาเหตุการตายนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะได้ทำการสอบสวนผู้ที่เห็นเหตุการณ์ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงต่อไป ถึงแม้ว่าทางญาติ ๆ ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยถึงสาเหตุการตายของนางเลี่ยน