กลาโหม ชวนคนไทย ร่วมจัดงานประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน

กระทรวงกลาโหม เชิญชวนคนไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ครั้งที่ 13 ชูประเด็นความมั่นคงแบบ 3S เข้าสู่เวทีเจรจา เพื่อพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชนอาเซียนให้เท่าเทียมกัน

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มุ่งสานต่อนโยบายรัฐบาลในการดูแลและเตรียมความพร้อมทุกด้านในการเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defence Ministers’ Meeting) หรือ ADMM ครั้งที่ 13

และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus) หรือ ADMM-Plus ครั้งที่ 6 ในวาระที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ครั้งที่ 38 ในปีนี้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ซึ่งการเตรียมความพร้อม พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงกลาโหมเร่งให้ความรู้ความเข้าใจ ทั้งแก่กำลังพลของกระทรวงฯ และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความสำคัญของการประชุม ADMM และ ADMM-Plus

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค ผ่านกลไกการหารือและความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระดับสูงของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และนอกภูมิภาคอย่างโปร่งใส และเปิดเผย

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้กล่าวถึง “ประเด็นสำคัญที่จะผลักดันเป็นวาระการประชุมในทั้งสองเวที โดยกระทรวงกลาโหมได้กำหนดประเด็นด้านความมั่นคงในรูปแบบของ-3S-คือ
1. Sustainable-Security – เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ยั่งยืน-
2. Strengthening-Consolidating and-Optimising-Defence-Cooperation – เสริมสร้างความเข้มแข็ง บูรณาการขับเคลื่อน และเพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือด้านความมั่นคงไปข้างหน้าร่วมกัน
และ 3.Supporting-Cross-Pillar Activities – สนับสนุนกิจกรรมคาบเกี่ยวระหว่าง 2 เสาความร่วมมือ- และส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ในการพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชนอาเซียนให้เท่าเทียมกัน

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีต้องการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต โดยมีความสมดุลในทั้ง 3 เสาความร่วมมือ ภายใต้แนวคิด ‘ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน’-(Advancing-Partnership-for-Sustainability)”

สันติภาพและความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนก็เป็นพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดน ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางทะเล ฝ่ายการทหารของอาเซียนมีบทบาทในการสนับสนุน การบริหารจัดการชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งในปีนี้จะมีการเพิ่มประเด็นการแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเตรียมการดำเนินการเกี่ยวกับกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ ศูนย์แพทย์อาเซียน การฝึกร่วมทางฝ่ายอำนวยการด้านการรักษาสันติภาพ และการต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ ด้านความมั่นคงอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนร่วมกัน

ในปีนี้ การประชุม ADMM -และ-ADMM-Plus จะมีการประชุมรวม 4 ช่วงเวลา เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตั้งแต่ระดับคณะทำงาน ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับปลัดกระทรวง และระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะมีกำหนดการเริ่มจาก
1.การประชุม ADSOM WG และ ADSOM–Plus WG จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2562 ณ จังหวัดภูเก็ต
2.การประชุม ADSOM และ ADSOM–Plus จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 5 เมษายน 2562  ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
3 การประชุม ADMM ครั้งที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2562 ณ กรุงเทพฯ
และสุดท้าย 4. การประชุม ADMM Retreat และ ADMM-Plus ครั้งที่ 6 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 19 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงเทพฯ

กระทรวงกลาโหมจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อต้อนรับตัวแทนประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศคู่เจรจา ตลอดปี 2562

‘อภิสิทธิ์’ นำทีม ปชป.ยื่นบัญชี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 รายชื่อ

‘อภิสิทธิ์’ นำทีม ปชป.ยื่นบัญชี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 รายชื่อ

วันนี้(7 ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยกรรมการบริหารและแกนนำพรรค เดินทางไปที่สำนักงานคณะฝฝงกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นรายชื่อผู้บขสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ในนามของพรรค รวมทั้งหมด 150 คน 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้นำทีมพรรคมายื่นรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ 150 คน การเลือกตั้งครั้งนี้ประเมินยากว่าลำดับบัญชีรายชื่อเท่าไหร่ของพรรคจึงจะปลอดภัย เพราะระบบไม่เหมือนเดิม ขึ้นอยู่กับว่าได้ส.ส.เขตเท่าเดิม หากประเมินจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถ้าคะแนนเท่าเดิม ได้ส.ส.เขตประมาณ 100 คน จะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อประมาณ 40 คน 

ส่วนที่มีข่าวว่านายโกวิท ธารนา อดีตส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคลาออกไปเพราะน้อยใจนั้น ทราบว่าได้มีการพูดคุยกับเลขาธิการพรรค จากนั้นได้ยื่นใบลาออกไป แต่ตนยังไม่ได้คุยกับนายโกวิทโดยตรง เพราะติดต่อไม่ได้ จึงไม่ได้จัดชื่อนายโกวิทอยู่ในบัญชีรายชื่อด้วย

โดยในรายชื่อ 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2.นายชวน หลีกภัย 3.นายบัญญัติ บรรทัดฐาน 4.นายเทิดพงษ์ ไชยนันทน์ 5.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 6.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ 7.นายกรณ์ จาติกวณิช 8.นายจุติ ไกรฤกษ์ 9.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ 10.นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

มติ กนง. 4 ต่อ 2 คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75 % ต่อปี

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมกนง. ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 

คณะกรรมการฯ มีมติ4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.75 ต่อปี โดย 2 เสียงเห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.75 เป็นร้อยละ 2.00 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ท่านลาประชุม

ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงและมีความเสี่ยงด้านต่่าเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทยอยปรับสูงขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคตที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

คณะกรรมการฯ เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่า เศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่ใกล้เคียงกับศักยภาพ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้น
อีกร้อยละ 0.25 ภาวะการเงินโดยรวมจะยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และสะสมขีดความสามารถในการด่าเนินนโยบายการเงิน (policy space) ส่าหรับอนาคต

เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงศักยภาพ แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่่าเพิ่มขึ้นตามการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งผลจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มดีขึ้นโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด แรงส่งของอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ส่าหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่าที่ประเมินไว้ตามการเบิกจ่ายจริงและกรอบวงเงินงบประมาณทั้งรายจ่ายประจ่าและรายจ่ายลงทุน รวมถึงความล่าช้าในโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศทั้งจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนรวมทั้งความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ส่าคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป