ตำรวจบุกตรวจ!! ร้านนวดทำสาวท้องช็อกแท้งลูก ยันไม่ล่าช้า

ตำรวจบุกตรวจร้านนวดทำสาวท้อง 6 เดือนช็อกแท้งลูก ยืนยันไม่ล่าช้า หากพบกระทำโดยประมาทจะดำเนินคดีทันที

วันนี้ ( 6 ก.พ.62 ) พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบร้านนวดชมรมนวดแผนไทยผู้สูงอายุอำเภอดอยสะเก็ด ภายในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเชียงใหม่ หลังจากที่นางสาว วิราวรรณ เกษเกษี อายุ 26 ปี ซึ่งตั้งครรภ์ 6 เดือน เข้าไปใช้บริการนวดเท้าและเกิดอาการช็อกและชักคาเตียงนวดจนหมดสติ จนแท้งลูกและอาการโคม่า เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา แต่คดีไม่คืบหน้า

โดยพบว่าร้านนวดดังกล่าวเป็นของชมรมผู้สูงอายุ มีใบอนุญาตประกอบกิจการนวดแผนไทยและแผนโบราณ รวมทั้งใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ จากสำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงใหม่

ขณะเดียวกันพบว่าบริเวณเคาน์เตอร์ของร้าน มีป้ายแจ้งผู้มารับบริการนวด ต้องแจ้งปัญหาสุขภาพก่อนรับบริการ โดยโรคที่มีความสุ่มเสี่ยงอาจมีผลกระทบหากรับบริการนวด คือ โรคเบาหวาน ความดันสูงหรือต่ำ เส้นเลือดขอด โรคหัวใจ กระดูกพรุน ตั้งครรภ์ และได้รับการผ่าตัดภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา จากนั้นผู้รับบริการนวดจะต้องกรอกประวัติสุขภาพและแจ้งโรคประจำตัวในใบรับบริการเพิ่มเติมด้วย

ส่วนบรรยากาศภายในร้านพบว่า มีเพียงพนักงานเตรียมและทำความสะอาดอยู่เท่านั้น ส่วนหมอนวดยังไม่เดินทางมาถึง เนื่องจากศูนย์การค้ายังไม่เปิดให้บริการ โดยพนักงานในร้านปฏิเสธจะให้ข้อมูล ขณะที่หมอนวดที่เป็นคนนวดให้นางสาววิราวรรณ ก็ยังเดินทางมาไม่ถึง ซึ่งหลังเกิดเหตุหมอนวดรายนี้ก็ยังมาทำงานที่ร้านตามปกติ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลลานนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมและสอบถามอาการของนางสาววิราวรรณ ซึ่งยังนอนรักษาตัวอยู่ภายในห้องไอซียู เบื้องต้นแพทย์แจ้งว่าอาการยังโคม่า ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา และล่าสุดพบว่ามีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย แพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

จากนั้น พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ได้เดินทางไปยัง สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีกับ พ.ต.ท.อมรชัย ตรังวัชรกุล พนักงานสอบสวนฯ เบื้องต้นทราบว่า ได้มีการสอบปากคำหมอนวดหญิง ที่นวดให้นางสาววิราวรรณในวันเกิดเหตุแล้ว

โดยหมอหญิงรายนี้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ว่า นางสาววิราวรรณได้มาใช้บริการนวด โดยแจ้งว่าอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ และยืนยันว่าจะขอนวดตัว แต่หมอนวดระบุว่าไม่สามารถนวดตัวได้ จึงเปลี่ยนมานวดเท้าแทน หลังใช้บริการนวดเท้าผ่านไป 1 ชั่วโมง จึงขอนวดบ่าหลังไหล่ต่อ หมอนวดจึงให้นางสาววิราวรรณไปนอนรอที่เตียงด้านในและไปล้างมือ แต่หลังกลับมาก็พบว่านางสาววิราวรรณ เกิดอาการชักเกร็งและหมดสติไป โชคดีมีพยาบาลที่นวดอยู่เตียงข้างๆเข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจให้ ก่อนแจ้งรถกู้ภัยนำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ กล่าวว่า หลังญาติไปแจ้งความพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันและรับเป็นคดีไว้แล้ว และ ได้มีการสอบปากคำหมอนวดและญาติไปแล้ว จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบร้านนวดดังกล่าว เพื่อดูว่าได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ รวมทั้งสอบปากคำสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ทั้งแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อดูว่าหญิงตั้งครรภ์สามารถนวดได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่นางวิราวรรณช็อกหมดสติหลังการนวดเท้าจนแท้งลูกและอาการโคม่า

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้ทำงานล่าช้าเพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวนให้รัดกุม หากพบว่ามีผู้กระทำที่ผิดกฏหมายใด หรือกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย หรือ เสียชีวิต ก็จะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันที ส่วนคดีความทางแพ่งก็เป็นเรื่องของญาติผู้เสียหายจะแจ้งความเพิ่มเติมอีกครั้ง

พาณิชย์เดินหน้าขยายการค้ากับอินเดีย กางแผนเจาะตลาดปี 2562

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยดำเนินธุรกิจในเอเชียใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอินเดียว่าเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมาก

โดยเฉพาะกลุ่มประชากรวัยทำงาน และกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลางที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของสังคมเมืองส่งผลให้มีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ จึงเหมาะที่จะเป็นฐานการผลิตและแหล่งกระจายสินค้าไทย ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปี 2561 มีมูลค่ารวม 12,463.75 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอินเดียคิดเป็นมูลค่า 7,600.32 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอินเดียเป็นมูลค่า 4,863.43 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

แผนการเจาะตลาดในปี 2562 ของกระทรวงพาณิชย์เน้นผลักดัน SMEs และนักลงทุนขนาดกลางของไทยเข้าดำเนินธุรกิจในตลาดอินเดีย ผ่านการสร้างแบรนด์มุ่งเจาะรัฐที่มีศักยภาพ ใช้ประโยชน์จากหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ FTA/RCEP ผ่านกลยุทธ์ Demand Driven เน้นกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ น้ำมันรำข้าว น้ำนมข้าว อาหารมังสวิรัติ (Vegan) โดยใช้ยุทธศาสตร์เจาะตลาดเมืองหลักเมืองรองที่มีศักยภาพ การแสวงหาช่องทางเข้าสู่ตลาดผ่านช่องทางสมัยใหม่ เช่น Modern Trade และ Platform Online การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยง Connectivity ตอบสนองนโยบาย Look East ของรัฐบาลอินเดีย เป็นต้น

โดยจากการประชุมประเมินสถานการณ์การส่งออกไปตลาดอินเดีย เมื่อปลายปี 2561 กระทรวงพาณิชย์กำหนดเป้าหมายการขยายตัวการส่งออกในตลาดอินเดียที่ร้อยละ 8 ในปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 8,208.35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการค้าดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กำหนดดำเนินการแผนเจาะตลาดอินเดีย ซึ่งในปี 2562 จะเน้นขยายตลาดการค้าออนไลน์ให้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการจัดกิจกรรม Sourcing Forum ที่ได้เชิญผู้แทนห้างค้าปลีกรายใหญ่จากอินเดีย อาทิ Reliance, Future Group และ PayTM ซึ่งเป็น On-line Platform รายสำคัญของอินเดียมาเจรจาเลือกซื้อสินค้าไทยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อนำไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยตามสาขาของห้างฯ ทั่วอินเดีย รวมถึงบน On-line Platform

จากนั้นจะมีการจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands จำนวน 3 งาน คือ เมืองกัลกาตา (13-17 มี.ค. 62) เมืองมุมไบ (27-29 มิ.ย. 62) และเมืองเจนไน (2-4 ส.ค. 62) นอกจากนี้ ยังมีโครงการเจาะตลาดเจ็ดสาวน้อย เส้นทางกัลกาตา-สิริกุรี-นิวเดลี (12-18 พ.ค. 62) ซึ่งเป็นการนำคณะผู้ประกอบการไทยไปเจรจาการค้าและสำรวจลู่ทางในการขยายสินค้า/บริการไทยสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

นอกจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวด้วยว่าโอกาสการขยายธุรกิจของไทยไปในอินเดียยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะในสาขาธุรกิจก่อสร้าง บริการระบบสาธารณูปโภค บริการโรงแรมและสปา เทคโนโลยีการผลิตอาหารแปรรูปและบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากรัฐบาลอินเดียกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค เพื่อรองรับนโยบาย Make in India และ Smart Cities เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และให้อินเดียกลายเป็นฐานการผลิตหลักของโลก ปัจจุบันมีบริษัทไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียแล้ว อาทิ ซีพี, อิตาเลียนไทย, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, ไทยซัมมิท, เดลต้า, เอสซีจี เทรดดิ้ง, ดัชมิลล์, แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์, วีรับเบอร์ และ ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป เป็นต้น

โดยล่าสุดบริษัทไทยที่เข้าลงทุนในอินเดีย คือ Universal Bio Pack เน้นการขยายธุรกิจแฟรนไชส์และนวัตกรรม การสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีและ R&D ที่บริษัทมีอยู่รวมกับวัตถุดิบเหลือใช้ในพื้นที่เพื่อนำมาผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มนักธุรกิจอินเดีย เนื่องจากรัฐบาลอินเดียได้ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายรัฐได้ออกประกาศให้งดใช้ถุงพลาสติก ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้บริษัทอินเดียเข้ามาลงทุนในไทย สำหรับธุรกิจที่อินเดียต้องการลงทุนในไทย และเป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจของไทย ได้แก่ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ IT เคมี เครื่องมือแพทย์ รวมถึงบริการด้านการศึกษา ปัจจุบันบริษัทอินเดียที่เข้าลงทุนในไทย ได้แก่ Indo Rama, Aditya Birla, GP, Polyplex และ Tata

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มุ่งเน้นการผลักดันความร่วมมือในลักษณะความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ระหว่างไทย-อินเดีย มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันจะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการเปิดโอกาสทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการติดตามผลความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนช่วยเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การผลักดันและส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน

เปิดภาพป้ายหาเสียง สไตล์ญี่ปุ่น-ไต้หวัน หวังรณรงค์ไม่วางป้ายหาเสียงขวางทางเท้า

ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพป้ายหาเสียง ส.ส.ของญี่ปุ่น และไต้หวัน หวังรณรงค์ไม่วางป้ายหาเสียงเลือกตั้งขวางทางเดินในไทย

วันนี้ (5 ก.พ. 2562) เพจ ยักษ์คิ้วท์ – Yakcute ได้มีการเผยแพร่ภาพป้ายหาเสียงในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวอย่างให้พรรคการเมืองในไทยนำไปเป็นต้นแบบ ใช้ในการหาเสียง และรณรงค์ให้เลิกนำป้ายไปติดตามเสาไฟฟ้า และบนทางเท้า จะไม่เบียดเบียนสิทธิ์ของประชาชนในการใช้เส้นทางสัญจร  รวมถึงสะท้อนความ ‘ใส่ใจ’ ของผู้แทนที่มีต่อประชาชนคนเลือกตั้ง

โดยภาพได้เผยให้เห็นว่า พรรคการเมืองของญี่ปุ่น เลือกที่จะใช้ป้ายขนาดใหญ่เพียงป้ายเดียวในการแนะนำตัวผู้สมัครของพรรค เพื่อให้ประชาชนเห็นหน้าตาและหมายเลข ก่อนนำไปติดตั้งบริเวณริมทางในพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ ไม่ใช่การนำไปตั้งวางบนทางเท้าเหมือนกับประเทศไทย

ทั้งนี้นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ที่ไต้หวันก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่แทนที่จะเป็นวางที่ริมทางเขากลับเลือกใช้ป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่บนอาคารแทน ขณะที่เพจดังกล่าวได้มีข้อความระบุว่า  #หาเสียงแบบไม่ขวางทางใคร

แอดชอบป้ายหาเสียงของญี่ปุ่นจัง
ไม่ตั้งป้ายขวางทางเดินเลย
แล้วเขาก็ใช้ป้ายเดียว แปะป้ายหาเสียงของทุกคนไปเลย
ดูง่าย ประหยัดพื้นที่ ไม่เปลืองวัสดุ เป็นระเบียบ
เป็นวิธีง่ายๆ แต่สะท้อนความ ‘ใส่ใจ’ ที่มีต่อประชาชนคนเลือกตั้งอย่างเราได้ดีทีเดียว
อยากให้บ้านเราทำมั่งจัง
#เห็นด้วยมั้ย