ดุสิตโพล เผยปชช. 54.06% เลือกส.ส. ประวัติดี ซื่อสัตย์ ไม่เอาคนทุจริต ซื้อเสียง

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,244 คน เรื่อง ประชาชนจะเลือกผู้สมัครส.ส. และพรรคการเมืองแบบใด หลังจากที่ กกต. ออกมาประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ วันที่ 24 มีนาคม 2562 โดยได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2562 พบว่า…

สำหรับผู้สมัคร ส.ส. แบบไหน ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกเป็น ส.ส. พบว่า ร้อยละ 54.60 ต้องเป็นคนดี ประวัติดี ซื่อสัตย์ มีความรู้ ขณะที่ร้อยละ 45.56 เก่ง ทำงานดี มีผลงาน ช่วยเหลือประชาชน และ ร้อยละ 27.14 ต้องพูดจริงทำจริง รักษาสัญญา ทำตามที่พูด

ส่วน ผู้สมัคร ส.ส. แบบไหน ที่ประชาชนจะไม่เลือกเป็น ส.ส. พบว่า ร้อยละ 48.29 ประวัติไม่ดี พฤติกรรมไม่ดี ทุจริต ซื้อเสียง ขณะที่ร้อยละ 30.97 คุยโม้ โอ้อวด พูดเกินจริง และร้อยละ 22.65 ไม่ช่วยเหลือชาวบ้าน เห็นแก่ตัว เอาเปรียบ

ขณะที่ พรรคการเมือง แบบไหน ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกนั้น พบว่า ร้อยละ 31.59 นโยบายดี พัฒนาเศรษฐกิจ ทำเพื่อประชาชน ขณะที่ร้อยละ 36.12 มีหัวหน้าพรรคเก่ง เป็นผู้นำที่ดี และร้อยละ 19.83 เข้มแข็ง มีจุดยืน มีอุดมการณ์

นอกจากนี้ พรรคการเมือง แบบไหน ที่ประชาชนจะไม่เลือก พบว่า ร้อยละ 39.02 เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มของตนเอง เห็นแก่พวกพ้อง ขณะที่ร้อยละ 28.81 นโยบายไม่ชัดเจน ขายฝัน พูดเกินจริง และ ร้อยละ 25.34 พรรคที่ซื้อเสียง ทุจริต คอรัปชั่น

ซูเปอร์โพลชี้ ประชาชน 44.8% ตั้งใจไปเลือกตั้ง อีกกว่า 76% ยังไร้พรรคในใจ

ซูเปอร์โพล เผย ปชช. 44.8% ตั้งใจไปเลือกตั้ง 76% ยังไม่มีพรรคในใจ พร้อมขอนายกรัฐมนตรีวางตัวเป็นกลาง

วันนี้(3 ก.พ.) สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เผยผลสำรวจ เรื่อง พรรคการเมืองในใจคนไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,097 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 26 ม.ค. – 2 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนจำนวนมากเกินกว่า 1 ใน 3 หรือ ร้อยละ 38.7 ยังไม่ทราบวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 มีนาคม อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 61.3 ทราบแล้วว่าเป็นวันที่ 24 มีนาคม ส่วนความตั้งใจจะไปเลือกตั้ง พบว่าร้อยละ 44.8 จะไป ร้อยละ 44.0 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 11.2 ไม่ไป

นอกจากนี้ ร้อยละ 76.0 ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจที่จะเลือก ในขณะที่ร้อยละ 24.0 ระบุมีพรรคการเมืองในใจแล้ว และเมื่อจำแนกตามจุดยืนการเมืองพบว่า ทุกกลุ่มจุดยืนการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจที่จะเลือก โดยกลุ่มพลังเงียบยังไม่มีพรรคการเมืองในใจที่จะเลือกมากที่สุด คือร้อยละ 82.9 รองลงมาคือ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลและ คสช. ร้อยละ 76.9 และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลและ คสช. ร้อยละ 63.2 ยังไม่มีพรรคการเมืองในใจที่จะเลือก

สำหรับการตัดสินใจของ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ควรรับเทียบเชิญของนักการเมือง หรือ วางตัวเป็นกลาง ทำงานต่อ รอผลหลังเลือกตั้ง จำแนกตามจุดยืนการเมืองของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่ในทุกกลุ่มจุดยืนการเมืองได้แก่ กลุ่มพลังเงียบร้อยละ 86.3 กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลและ คสช. ร้อยละ 81.8 และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล และ คสช. ร้อยละ 74.9 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรวางตัวเป็นกลาง ทำงานต่อ รอผลหลังเลือกตั้ง ในขณะที่ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลและคสช. ร้อยละ 25.1 กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล และ คสช. ร้อยละ 18.2 และกลุ่มพลังเงียบร้อยละ 13.7 เท่านั้นที่ระบุ นายกรัฐมนตรีควรรับเทียบเชิญนักการเมือง

ชาวเน็ตถาม ควรหรือไม่? ให้เด็กนักเรียนปีนระเบียงเช็ดกระจก หวั่นเกิดอันตราย

วันนี้ (3 ก.พ. 62) มีรายงานว่า โลกออนไลน์ต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Suwat Vanichayopakorn ได้โพสต์ภาพของเด็กนักเรียนชาย 2 คน ที่ออกมายืนบนโต๊ะริมระเบียงอาคารเรียน เพื่อเช็ดทำความสะอาดกระจก ซึ่งอาจเกิดอันตราย พร้อมระบุข้อความว่า…

ณ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง ควรไหมที่ให้เด็กออกมาทำแบบนี้ ฝากให้ ผอ. โรงเรียน พิจารณาทีครับ #ถ้าเป็นลูกคุณคุณจะยังไง

ทั้งนี้ หลังจากภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่มองว่า อันตรายเกินไป ไม่ควรให้เด็กออกมาทำอะไรที่เสี่ยงขนาดนี้ และขอให้ ผอ. โรงเรียน ช่วยดูแล เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ย่อมมีแต่ความสูญเสีย

นอกจากนี้ ได้มีเฟซบุ๊กของเด็กหญิงคนหนึ่ง เข้ามาชี้แจงว่า คุณครูได้ถามความสมัครใจแล้ว ซึ่งน้องทั้ง 2 คน สมัครใจที่จะลงไปทำความสะอาด แต่ก็มีคนแย้งว่า ไม่ใช่เรื่องที่ควรถามความสมัครใจ งานที่มีความเสี่ยง ไม่ควรให้เด็กเป็นคนทำ