4 ก.พ.นี้ รฟม. เปิดใช้สะพานรถยนต์ข้ามแยกรัชโยธิน

รฟม. เปิดใช้สะพานรถยนต์ ข้ามแยกรัชโยธิน อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชน 4 ก.พ. 2562

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 4 ก.พ. 2562 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. จะเปิดให้ประชาชนใช้บริการสะพานรถยนต์ข้ามแยกรัชโยธินได้แล้ว ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกด้านจราจรบนถนนเส้นดังกล่าว ภายหลังการก่อสร้างสะพานคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 99.78

เหลือเพียงการติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง ป้ายจราจรและการตีเส้นจราจร  โดยรถที่สัญจรบนถนนพหลโยธิน สามารถใช้สะพานยกระดับนี้ข้ามแยกรัชโยธินได้โดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟที่บริเวณแยกรัชโยธิน  จึงช่วยลดเวลาในการเดินทางและลดความหนาแน่นของการจราจร ถือเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรที่ติดขัด และยังช่วยลดมลพิษจากควันรถอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน

องค์กรผู้บริโภค ลงมติเดินหน้า กม.จัดตั้งสภาองค์กร ย้ำ สนช. ต้องทำให้มีสภาเดียว

องค์กรผู้บริโภค 222 องค์กรและเครือข่ายผู้บริโภค 30 องค์กรลงมติ 248 จาก 270 เสียงรับร่าง กม.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคยืนยันต้องมีสภาเดียว เพื่อพลังผู้บริโภค

วันนี้ 1 ก.พ. 2562 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ร่วมกับ สมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.) จัดงานประชุม “สมัชชาสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ วาระพิเศษ ร่วมกำหนดกฎหมายสภาองค์กรผู้บริโภค” เพื่อกำหนดทิศทางการมีสภาองค์กรผู้บริโภคร่วมกัน ณ โรงแรมทีเคพาเลซ

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ มพบ. กล่าวถึงความสำคัญในการเดินหน้ากฎหมาย การจัดตั้งสภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติว่า ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีบางมาตราที่ต้องปรับเพื่อสภาที่จะเกิดขึ้นเป็นตัวแทนของผู้บริโภคมีศักยภาพการดำเนินการในเชิงการป้องกันปัญหาผู้บริโภค และต้องมีสภาเดียว การมีหลายสภาย่อมไม่ทำให้เกิดตัวแทนของผู้บริโภคอย่างแท้จริง รวมถึงให้มีการจัดตั้งสภาผู้บริโภคระดับจังหวัดทุกจังหวัด และให้สภาผู้บริโภคทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน รับจดทะเบียนองค์กรในพื้นที่ และสภาผู้บริโภคต้องทำงานบนฐานวิชาการ การจัดการความรู้ของผู้บริโภค การทำวิจัยเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจาก 222 องค์กรขณะนี้ และมีการใช้ข้อมูลจากผู้บริโภคที่ร้องเรียน

“การดำเนินการตามกฎหมายจะต้องทำให้การตรวจสอบการขึ้นทะเบียนองค์กรผู้บริโภคได้จริง สนับสนุนผู้บริโภคดำเนินคดี การฟ้องกลุ่ม และในยุคดิจิตอล 4.0 จะเป็นทิศทางผู้บริโภค 4.0 เกิดความเข้มแข็ง และจะร่วมกันติดตามกฎหมายนี้ต่อไปให้ การมีสภาองค์กรเพื่อเป็นตัวแทนผู้บริโภคที่มีศักยภาพตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย” น.ส. สารีกล่าว

น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวถึงผลการลงมติขององค์กรผู้บริโภคว่าเห็นด้วยในการรับร่างการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค 248 เสียงจาก 270 เสียง ซึ่งต่อจากนี้ต้องจับตากม.นี้ และทำงานร่วมกับเครือข่ายประชาชนอื่นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์สร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน

“การให้มีสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างนอกจากการมีสภาเดียวแล้ว เพราะจะทำให้มีสภาฯมีความเข้มแข็ง มีการสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอจากภาครัฐ ต่อจากนี้ต้องจับตา กฎหมายนี้ และทำงานร่วมกับเครือข่ายประชาชนอื่นๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์สร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน” ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์กล่าว

นางสุภาพร ถิ่นวัฒนากูล ประธาน คอบช. เน้นย้ำเรื่องการผลักดันกฎหมายว่า ต้องมีส่วนร่วมของทุกองค์กร และจะติดตามตัวกฎหมายนี้ทั้งระดับภูมิภาคและในส่วนกลาง

“เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องสื่อสารให้คนในพื้นที่เตรียมตัวและสร้างความพร้อมและมีปฏิบัติการสื่อสารถึง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ในการแสดงผู้บริโภค” นางสุภาพรกล่าว

ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการ คอบช. ด้านพลังงาน ให้ความเห็นว่าขณะนี้อำนาจรัฐได้รวมกับอำนาจทุน ซึ่งสิทธิผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งต่างจากประเทศอื่นมาก

“ขณะนี้เครื่องมือของประชาชนคือความรู้ที่เราใช้อยู่มือถืออยู่ในมือ สามารถช่วยกันตรวจสอบ จึงเป็นอำนาจพลังของประชาชนในสังคมแบบใหม่ เราต้องเคารพเสียงส่วนน้อย และเดินตามมติเสียงส่วนใหญ่ มีความเป็นเอกภาพกันต่อไปเพื่อร่วมกันตรวจสอบและแสดงพลัง” ผศ.ประสาทกล่าว

น.ส.จุฑา สังขชาติ เลขาธิการสมาคมผู้บริโภคสงขลา กล่าวถึงสิ่งที่เราต้องดำเนินการต่อไปก็คือกลับไปเตรียมความเข้มแข็งขององค์กรผู้บริโภค เพื่อรองรับกฎหมายที่กำลังจะออกมา แสวงหาความร่วมมือกับองค์การเครือข่ายติดตามกฎหมายที่กระทบกับผู้บริโภค และสร้างพลังในกระบวนการทำงานร่วมกันเป็นขบวนเดียว

นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ นายกสมาคมผู้บริโภคขอนแก่น กล่าวถึงแผนการที่ต้องดำเนินการต่อในพื้นที่ก็คือเตรียมขึ้นทะเบียนองค์กรและ ติดตามการขึ้นทะเบียนองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของกฎหมายจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค

นางสาวบุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมผู้บริโภคภาคตะวันตก กล่าวถึงสภาผู้บริโภคที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าองค์กรผู้บริโภคต้องเดินหน้าขึ้นทะเบียนองค์กรผู้บริโภคทันที เพื่อสร้างพลังองค์กรผู้บริโภค ต้องเฝ้าดูและเฝ้าระวังในการผลักดันให้เกิดสภาองค์กรผู้บริโภค เพื่อให้เกิดตัวแทนผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“ยืนยันเรื่องการผลักดันกฎหมายให้เป็นไปตามทิศทางการเสริมความเข้มแข็งผู้บริโภคและเชิญชวนให้พวกเราเตรียมตัวขึ้นทะเบียนได้ทันทีและเดินไปด้วยกัน” นายกสมาคมผู้บริโภคภาคตะวันตกกล่าว

สสส. เตือน! เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เลี่ยงของหวาน-มัน-เค็ม ก่อนจะป่วย

“61.6 ล้าน” ไม่ใช่ตัวเลขที่แสดงถึงทรัพย์สินแต่อย่างใด แต่คือจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชน ในปี 2560 ทั้งๆ ที่จำนวนประชากรในประเทศไทย ที่ประกาศจากสำนักทะเบียนกลาง ในปลายปี 2560 มีจำนวน “66.19 ล้านคน”         

อัตราการเจ็บป่วยที่ดูสูงมากแบบนี้ แสดงถึงสุขภาพของคนไทยที่เราต้องหันกลับมาสร้างมายาคติว่า “ป้องกันก่อนรักษา” เพราะการป้องกัน และดูแลตัวเองให้ดีแล้วนั้น นอกจากจะลดค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังลดการแย่งเตียงคนไข้ และพื้นที่หอผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ดูจะไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนักวิชาการโภชนาการ ที่ปรึกษากรมอนามัย ให้ข้อมูลสำคัญว่า “คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังชั่วโมงละ 37 คน และสาเหตุของการเสียงชีวิตที่ไม่น้อยกว่า 36 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี ก็เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)”

สิ่งที่จะลดอัตราการป่วยและเข้าโรงพยาบาลได้ คือการสำรวจพฤติกรรมการกินของตนเอง ว่าเรากินหวาน มัน เค็ม ขนาดไหน อ.สง่า แนะนำหลักในการสำรวจการกินในแต่ละวัน 6:6:1 คือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งจะทำให้เราห่างไกลโรค NCDs  

“เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก่อนที่เราจะป่วย เคยหยุดคิดไหมว่า กาแฟแก้วนั้นที่คุณกำลังดื่มอยู่มีน้ำตาลอยู่เท่าไหร่ และทั้งหมดกี่แคลอรี่ ดังนั้นเราควรจะรับรู้ข้อมูลอาหารด้วย เช่น กาแฟ ให้พลังงานเท่ากับข้าว 6-7 ทัพพี ไข่เจียวให้พลังงาน 240 แคลอรี่ หรืออาหารทอดมีไขมันเลวเท่าไหร่ รวมไปถึงการกินเค็มมากๆ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตและโรคไต”

หวาน – มัน -เค็ม ตัวการสู่โรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs)

หวาน – คือน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ ซึ่งผู้ใหญ่กินน้ำตาลได้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (หรือ 24 กรัม) ส่วนเด็กไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน (หรือ 16 กรัม) เมื่อกินเกินกว่านี้ร่างกายรับได้ในแต่ละวัน จะเกิดการสะสมพลังงานและเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินมาเป็นไขมันสะสม ทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน

มัน – ไขมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งอยู่ในอาหาร ขนมขบเคี้ยว อาหารทอด อาหารแปรรูป ของหวาน ฯลฯ โดยในแต่ละวันควรบริโภคไขมันไม่เกิน 65 กรัมต่อวัน หรือใช้น้ำมันประกอบอาหารไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ถ้าบริโภคไขมันสูงเกินไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและความดันโลหิตสูง

เค็ม – โซเดียม ที่อยู่ในเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง ฯลฯ นับเป็นภัยที่อันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเราควรบริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชาต่อวัน (หรือ 2,000 มิลลิกรัม) ซึ่งหากเราบริโภคเค็มมาเกินไปทำให้เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงและโรคไต

โดยหากเรากินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะทำให้ห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งทางองค์กรอนามัยโลก (WHO) ก็ออกมายืนยันด้วยว่า นอกจากจะได้รับใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีจากผักและผลไม้แล้ว ยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs อีกด้วย

ทั้งนี้ สสส.และภาคีที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายให้คนไทยหันมากินผักผลไม้เพิ่มขึ้นจากเดิม 25.9% เป็น 50% ภายในปี 2564 การกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม เป็นการสร้างนิสัยใหม่ๆ ให้คนไทย ที่จะกลายเป็นเกราะป้องกันทางสุขภาพของประชาชนทุกเพศทุกวัย

แน่นอนว่าการกินผักผลไม้วันละ 3 มื้อ ให้ได้ 400 กรัม นั้นอาจจะดูยากไป ยิ่งสำหรับมือใหม่หัดกินผักด้วยแล้วนั้น นับว่ายากมากในการฝืนตัวเองให้กินผักแต่ละคำ ซึ่งทาง “โครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม” ได้แนะนำวิธีการเริ่มต้นกินผักผลไม้ให้อร่อยและมีความสุข  ดังนี้

1. พกผลไม้วันละ 1-2 ผล เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง แทนคุกกี้หรือขนมกรุบกรอบ หากทำอย่างสม่ำเสมอจะได้ปริมาณอาหารในกลุ่มนี้ครั้งละ 100 – 150 กรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม (ผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน)

2. มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น ติดบ้าน/ที่ทำงาน จะช่วยให้เรากินผักผลไม้ได้มากขึ้น

3. ลองทำกับข้าวกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน เลือกผักที่ชอบ หรือทดลองผักใหม่ ๆ ล้างเอง ปรุงเอง นอกจากได้ความมั่นใจว่าอาหารปลอดภัยแล้ว ยังเกิดความภูมิใจในฝีมือตัวเองด้วย

4. เตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงาน ลองทำอาหารง่าย ๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่าย ๆ

5. เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลัก หรือลวกผักพกมาเติมในก๋วยเตี๋ยว วิธีนี้สามารถเพิ่มปริมาณผักในแต่ละมื้อได้ตามต้องการ

6. ทำน้ำผักผลไม้ปั่น โดยผสมน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อช่วยลดกลิ่นผัก และเพิ่มรสอร่อยมากขึ้น แต่ปั่นแล้วต้องดื่มทันที เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของเอนไซม์

การกินผักไม่ยากอย่างที่คิด ยิ่งเราทำอะไรซ้ำๆ 21 วัน หรือ ทฤษฎี 21 วัน จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นนิสัย ลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวคุณเองดูนะคะ เพราะสุขภาพดีไม่มีทางลัด ไม่มีใครทำแทนได้ มีแค่ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะกำหนดสุขภาพของตัวเอง และโรงพยาบาลก็จะไม่ถูกอัดแน่นไปด้วยผู้ป่วยอย่างเช่นทุกวันนี้