เลือกตั้ง 62 : เปิด 3 ประเด็น ทษช. ยื่นแก้ข้อกล่าวหายุบพรรค

เปิด 3 ประเด็น ทษช. ยื่นแก้ข้อกล่าวหายุบพรรค ย้ำเสนอชื่อแคนดิเนตนายกฯ ตามความประสงค์และยินยอมของผู้ได้รับเสนอชื่อ

วันที่ 20 ก.พ. 62 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายสุรชัย ชินชัย ทนายความพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เข้ายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดียุบพรรคตามกำหนดเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ยื่นคำชี้แจงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 14 ก.พ. โดยเปิดเผยว่า ประเด็นหลักที่กำหนดยื่นแก้ข้อกล่าวหามี 3 ประเด็น

ประเด็นแรก เรายืนยันเจตนาบริสุทธิ์ และไม่มีเจตนาพิเศษใดๆ ที่มุ่งหวังให้เป็นอย่างอื่น โดยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯเป็นไปด้วยบริสุทธิ์ใจ พร้อมทั้งความประสงค์และความยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อ

ประเด็นที่ 2 การเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยแก้ข้อกล่าวหาว่า ความหมายของคำว่าปฏิปักษ์ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่าเป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้าม น่าจะหมายถึงการนำระบอบคอมมิวนิสต์ มาใช้ปกครองในประเทศไทย หรือการเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ทั้งนี้คำร้องยุบพรรคทษช.ยังขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครของกรรมการบริหารพรรค เราก็ถือว่าคำร้องยุบพรรคเป็นคำร้องประเภทเดียวกับคดีอาญาการเพิกถอนสิทธิสมัครตลอดชีวิตไม่ต่างจากการประหารชีวิตในทางการเมือง

ประเด็นที่ 3 ที่กกต.มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อนโดยกกต.มีมติส่งศาลจึงเป็นการข้ามขั้นตอนการเสนอคำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้พรรคได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค 14 คนและพยานคนกลางซึ่งเป็นบุคคลภายนอก 5 ปาก

ทั้งนี้ มีรายงานว่า พยานบุคคลภายนอก 5 ปากที่พรรคนำเสนอไม่มีรายชื่อของบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเนตนายกก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ในข้อต่อสู้ 3 ประเด็นหลักของพรรคยังได้แยกย่อยออกเป็น 8 ประเด็น ดังนี้

1. การดำเนินกิจการของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ นโยบายในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2. พรรคฯ ทำตามประสงค์และความยินยอมของทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประกาศพระบรมราชโองการ พ.ศ. 2515 และข้อบังคับพรรค ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี

3. พรรคฯ เข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88, 89 และ พรป. เลือกตั้งส.ส. มาตรา 13 และ 14 ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

4. เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 ก.พ.2562 เวลา 23.00 น. ภายหลังที่พรรคได้แจ้งรายชื่อบัญชีนายกฯ ไปแล้วเมื่อเวลา 9.00 น. พรรคฯจึงได้แถลงโดยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เป็นการแสดงเจตนารมณ์โดยชัดเจนว่าพรรคฯไม่ติดใจในการเสนอชื่อนายกฯ

5. การกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88 และมาตรา 89 ประกอบมาตรา 87 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 13 และ มาตรา 14 ให้ถือว่าการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น จึงไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 92 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องในทางใดๆ ต่อศาลได้

6. พรรคฯ เห็นว่าคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง ได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นความประสงค์ของทูลกระหม่อมฯ ที่อาสา และยินยอมให้ผู้ถูกร้องเสนอชื่อ มิใช่เป็นการแอบอ้างโดยพละการ

7. กกต. ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคฯว่ากระทำผิดตามมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560คำขอให้พิจารณาวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น เป็นการขยายความของพระราชโองการที่เป็นโทษ เป็นเรื่องที่มิบังควร และไม่ถูกต้องอย่างยิ่งอันเป็นการนำพระราชโองการมาแอบอ้างใช้อย่างมีเจตนาไม่สุจริตเป็นการกล่าวหาโดยสร้างฐานความผิดใหม่ซึ่งไม่มีฐานกฎหมายใดๆบัญญัติไว้

8. มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2562 ของกกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามมาตรา 41 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และมีพฤติกรรมไม่สุจริต ซึ่งพรรคฯ มีหลักฐานนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญและพรรคฯจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการที่พรรคฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

โอด! ยางนาอายุกว่าร้อยปี ถนนเชียงใหม่-ลำพูน ถูกตัดเหลือแต่ตอ ยืนต้นตายอนาถ 2 ต้น

ชาวเน็ตโพสต์โอด ยางนาอายุร้อยปี ถนนเชียงใหม่-ลำพูน ถูกตัดเหลือแต่ตอ ยืนต้นตายอนาถ 2 ต้น

วันที่ 21 ก.พ. 62 โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก Pharadon Phonamnuai ซึ่งได้โพสต์ภาพต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกตัดเหลือแต่ตอสูง บริเวณข้างถนนแห่งหนึ่ง พร้อมข้อความบอกเล่า ระบุว่า

‘มาดูให้เห็นกับตา’ สัปดาห์ที่แล้วมันยังมีชีวิตอยู่ วันนี้ต้นยางคู่สูงกว่า 12 เมตร อายุร่วม 100 ปี บริเวณสี่แยกกองทราย โดนตัดสะบั้นเหลือตอแค่ 4 เมตร ยืนต้นตายน่าอนาถ มันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมของเรา (การออกแบบถนนของภาครัฐที่ไม่เคย แคร์ ต้นไม้ดั้งเดิมแต่อย่างใด) ท่ามกลางหมอกควันพิษที่ปกคลุมทั่วเมือง

ท่ามกลางปัญหาแม่นำ้ลำคลองเน่าเสีย ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกมากมายที่กำลังรุมเร้าสังคมไทย และสังคมโลก โดยเฉพาะท่ามกลางความพยายามของภาคประชาชน และคนตัวเล็กตัวน้อยที่ทุ่มเทกำลังกายและใจเพื่อผดุงรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดำรงอยู่กับเราอย่างสุดกำลัง แต่อนิจจา ภาพต้นยางนาคู่(ด้วนกุด)ที่สี่แยกกองทราย เป็นความพยายามที่สูญเปล่าใช่หรือไม่? และท้ายที่สุดก็คงหาความรับผิดชอบจากใครไม่ได้ เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ใช่มั้ย! #ต้นยางคู่นี้จะไม่ตายฟรี

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กเพจ เครือข่ายต้นไม้ในเมือง :: Thailand Urban Tree Network ยังได้แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ระบุว่า “#ทำไมยังโดนแบบนี้ ต้นยางเป็นไม้หวงห้าม ปลูกสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ ประกาศโดยกระทรวงทรัพย์ ตอนขยายถนนไม่สนใจว่าจะกระทบต้นไม้ยังไง ตอนจะตัดก็คิดเอาเองว่ามันตายแล้ว ไม่ได้ถามผู้เชี่ยวชาญ?? #กรมทางหลวง #อบจ. #เชียงใหม่ #เวรกรรมของประเทศ”

หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์  ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่าการตัดต้นยางนาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันมีคอมเมนท์หนึ่งระบุว่า ต้นไม้ตายแล้วถึงตัด เปลือกโคนต้นล่อนออกมาชัดเจน ก่อนหน้ามีการพยายามรักษาแล้ว สองต้นนี้ต้นหนึ่งอาการไม่แตกใบมาสองฝนแล้ว อีกต้นมีแตกใบในปีที่ผ่านมา แต่ไม่มาก อากาศแปรปรวนน่าจะเป็นอีกปัจจัย การกล่าวว่า คนทำงานทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเค้าจะหมดใจนะ อย่าตามกระแสแต่ถามหาข้อมูลย้อนหลัง ก่อนต่อว่าเพียงภาพที่เห็นปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เพจดังกล่าวยืนยันว่าตรวจสอบแล้วว่าต้นไม้ 2 ต้นนี้ตายเพราะการก่อสร้าง ขยายถนนที่ไม่ใส่ใจต้นไม้

ที่มา เครือข่ายต้นไม้ในเมือง :: Thailand Urban Tree Network 

เจ้าของรถหรู โร่ขอโทษสาวคนพิการ หลังย้ายรถผู้พิการเอาตัวเองเข้าจอดแทน

เจ้าของรถหรู โร่ขอโทษสาวคนพิการ หลังย้ายรถผู้พิการไปจอดกลางถนนเอาตัวเองเข้าจอดแทนที่จอดคนพิการ

จากกรณีเป็นกระแสในโลกโซเซียลเน็ตเวิล์คท มีสมาชิกเฟสบุ๊ก ชื่อ “แบม ป่วงคัก” โพสต์ลงใน #จอดรถอยู่ดีๆก็โดนดึงออก หนูเป็นคนพิการ มาเที่ยวกับเพื่อน จอดรถไว้ที่คนพิการ แล้วก็ไปกินข้าว ที่นั่งกินข้าวก็จะเห็นรถของหนูจอดพอดี พอดีข้าวเสร็จกำลังจะไปทำธุระต่อ หันไปที่จอดรถก็เห็นว่า รถของหนูถูกดึงออกมา จอดกลางถนน แล้วมีรถราคาแพงมาจอดแทนคนที่ลงมาจากรถเป็นคนปกติ # คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ #อยากพิการเหมือนหนูหรือคะ สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้กับผู้พิการทั้งสอง ที่ผู้พิการยังถูกเบียดเบียนและอยากให้เข้าใจหัวอกของคนพิการว่า “คนพิการก็มีชีวิตมีหัวใจเหมือนกัน ”

ล่าสุด เจ้าของรถหรูพร้อมรถคันที่เป็นคลิปเดินทางเข้ามาขอโทษและยอมรับผิดในสิ่งที่กระทำไป วอนขอให้สังคมเห็นใจ และให้อภัยด้วย ก่อนจะคุยตกลงกันและได้มอบกระเช้าผลไม้ให้กับน้องคนพิการ แทนคำขอโทษ

ด้านนายจิรายุส อภัยพัฒน์ อายุ 32 ปี รปภ.เป็นคนเอารถ จยย.ออกมาจอดข้างนอกและโบกรถหรูเข้าไปจอดตนรับว่าทำผิด ช่วงจังหวะนั้นมีรถเข้ามาจอดอีกตนก็วิ่งไปรับรถอีกคันแล้วค่อยมาเข็มรถ ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าเป็นรถของผู้พิการ อย่างไรก็แล้วแต่ตนเองยอมรับผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอโทษกับการ กระทำที่ผิดพลาดในครั้งนี้ด้วย

ส่วนเจ้าของรถหรูทราบชื่อเพียงชื่อเล่นคือ นางนิ่ง (เจ้าตัวไม่ขอให้ชื่อจริง) เล่าด้วยว่าตนเองก็รู้สึกผิดเป็นอย่างมากถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรับยอมว่ามักง่ายเอง พอ รปภ.โบกให้เข้าไปจอดตนก็เข้าไปจอดโดยที่ไม่ได้นึกถึงปัญหาที่ตามหลัง วันนี้จึงเข้ามาขอโทษและทำความเข้าใจกับนางสาวกมลวรรณ กระราชแพชร นักศึกษาพิการทางขาต้องนั่งรถวินแชร์ และได้พูดคุยกันและยอมจบเรื่องแต่โดยดีส่วนตัวคนพิการเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรและก็ไม่คิดว่าสิ่งที่โพสต์ลงไปจะกระจายไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรตนอยากให้เรื่องนี้จบลงแค่นี้