ราชกิจจาฯ ประกาศ โทษคุกไม่เกิน 10 ปี ให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ ไม่ต้องมีประกัน

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา คดีที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี ให้ศาลใช้ดุลพินิจปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีประกันได้ แต่หากมีประกันต้องไม่เกิน 2 แสนบาท

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2562 ที่ผ่านมา  เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกันหรือหลักประกัน ในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562

โดยสาระสำคัญของข้อบังคับฉบับนี้ คือ คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี ให้ศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องมีประกัน หากมีเหตุจำเป็นต้องมีประกัน ให้กำหนดวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท เว้นแต่ มีเหตุสมควรที่จะสั่งเป็นอย่างอื่น ก็ให้ระบุเหตุนั้นไว้โดยชัดแจ้ง

ขณะที่ คดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๑๐ ปีขึ้นไป การอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ต้องมีประกัน และจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ได้ แต่วงเงินประกันต้องไม่สูงเกินควรแก่กรณี

ส่วนกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นชาวต่างประเทศขอปล่อยชั่วคราว ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวต่อเมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยยินยอมส่งมอบหนังสือเดินทางไว้ต่อศาลด้วย และให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ต้องหาหรือจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ศาลเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น

ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยยินยอมส่งมอบหนังสือเดินทางตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมอบสำเนาหนังสือเดินทางให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยดังกล่าวไว้แทน เมื่อศาลมีคำสั่งห้ามผู้ต้องหาหรือจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ให้ศาลมีหนังสือ แจ้งคำสั่งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อระงับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยให้ส่งสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ต้องหาหรือจำเลยแนบไปพร้อมด้วย

และเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเก็บรักษาหนังสือเดินทางของผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ ให้คืนหนังสือเดินทางแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย พร้อมทั้งแจ้งยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยเร็ว

ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

อ่านต่อฉบับเต็มได้ที่นี่ >> ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกันหรือหลักประกัน ในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒

เลือกตั้ง 62 : ‘อภิสิทธิ์’ ช่วยลูกพรรค รณรงค์หาเสียง ต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่หลักสี่

‘อภิสิทธิ์’ ช่วยลูกพรรค รณรงค์หาเสียง ต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ตามสโลแกน “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต”

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่ 9 (หลักสี่ จตุจักร) เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแคมเปญรณรงค์หาเสียงในวันนี้ (22 มี.ค.) เกิดขึ้นเนื่องจาก ในเขตเลือกตั้งที่ 9 มีพรรคการเมืองบางพรรค ใช้วิธีส่อไปในทางทุจริต มีการแจกของ ข้าวสาร อาหารแห้ง หลายครั้ง ในช่วงเวลาการหาเสียงในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เริ่มมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงหัวละ 1,000 บาท และมีการจดชื่อ เก็บบัตรประชาชน ที่สำคัญที่สุด มีการใช้อำนาจรัฐข่มขู่พี่น้องประชาชนให้เลือกผู้สมัครบางพรรค
เราจึงมาร่วมรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงพฤติกรรม ซึ่งถือว่าเป็นวงจรอุบาทว์ และจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต หากเลือกผู้สมัครที่มีพฤติกรรมเหล่านี้

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนว่า ไม่มีของแจก ไม่มีเงินจะให้ มีแต่ความมุ่งมั่นตั้งใจจะดูแลและรับใช้พี่น้องประชาชน

‘ศรีสุวรรณ’ เตรียมร้อง กกต.สอบ ‘สุเทพ-เบญญา’ โพสต์ขู่มีสิทธิเลือกตั้ง เสนอศาล รธน.ยุบพรรค

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นางเบญญา นันทขว้าง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า “ถ้าฝ่าย ปชต.กงเต๊กชนะเลือกตั้ง ที่สุดก็จะปฏิวัติอีกรอบ” นั้น ซึ่งการใช้คำว่า “ปฎิวัติ” เป็นถ้อยคำที่แสลงที่สุดในระบอบประชาธิปไตยฯ เป็นการใช้ถ้อยคำที่ต้องการที่จะสื่อให้กับสาธารณะหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หวาดกลัวต่อการออกไปใช้สิทธิในวันที่ 24 มีนาคม 62 นี้ ว่าหากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่เลือกฝ่ายตน หรือพรรคการเมืองฝ่ายตน แล้วไปเลือกแต่ฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตย (ปชต.) ก็อาจนำไปสู่การปฏิวัติอีกได้

รวมทั้งกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยปราศรัยที่ จ.ปัตตานี โดยขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า “ถ้าเลือกพรรคเพื่อ…เจอกันราชดำเนิน” นั้น คำปราศรัยดังกล่าวที่อาจถือได้ว่าเป็นการข่มขู่ประชาชนหรือไม่ การพูดเช่นนี้คือการไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนหรือเปล่า การเอาเงื่อนไขที่จะไปที่ราชดำเนินคือการสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจอีกรอบใช่หรือไม่

ซึ่งการกระทำดังกล่าวของสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทยทั้งสองอาจเข้าข่ายความผิดตาม ม.93(5) ของ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 ซึ่งมีโทษตาม ม.159 ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี นอกจากนั้น ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม ม.92(2) ของ พรป.พรรคการเมือง 2560 อีกด้วย ซึ่งมีโทษถึงขั้น “ยุบพรรค รปช.” ต่อไปได้

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นต่อ กกต. เพื่อพิจารณาไต่สวน วินิจฉัย และดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งยุบพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ต่อไป โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันนี้ (22 มีนาคม 62) เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน กกต.