FAQ : ‘คดีฆ่าเสือดำ’ กับข้อสงสัยในหลายๆประเด็น…!?

1 ปีที่ผ่านมากับข่าว ‘คดีฆ่าเสือดำ‘ ถูกถกเถียงเป็นวงกว้างในสังคมไทย ไม่เว้นแต่สื่อนอกที่พูดถึงกระแสข่าวนี้ ซึ่งมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยตั้งคำถามว่าสรุปแล้วคดีนี้จะจบลงอย่างไร…?

อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนายเปรมชัย กรรณสูตร จำเลยที่ 1 รวม 16 เดือน แบ่งเป็นข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาติ จำคุก 6 เดือน ข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 8 เดือน ข้อหาร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน ต่อมาทางศาลให้ประกันตัว นายเปรมชัย กรรณสูต โดยมีหลักทรัพย์ประกัน 4 แสนบาท พร้อมสั่งห้ามออกนอกประเทศ

ส่วนจำเลยที่ 2 นางยงต์ โดดเครือ 13 เดือน ไม่รอลงอาญา ,จำเลยที่ 3 นางนที เรียมแสน จำคุก 4 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท รอลงอาญา ,จำเลยที่ 4 นายธานี ทุมมาช จำคุก 17 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยจำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 2 ล้านบาท

ทั้งนี้ภายหลังคำตัดสินของศาล ทำให้สังคมตั้งคำถามต่างๆนานา ถึงคดีดังกล่าว อาทิ ทำไมนายเปรมชัย ถึงหลุดจากข้อหาฆ่าเสือดำ ทำไมบทลงโทษถึงน้อย และสิ่งที่คนในสังคมพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งคือ “คนรวย = ไม่ติดคุก จริงหรือไม่?” วันนี้ MThaiNews ได้รวบรวมคำถามจากในทวิตเตอร์ MThai พร้อมกับคำตอบที่จะทำให้ผู้อ่านได้รู้ถึงสาเหตุสำคัญของคดีดังกล่าวโดยอ้างอิงตามข้อกฎหมาย

คดีฆ่าเสือดำ

FAQ : ‘คดีฆ่าเสือดำ’

Q : ทำไมเปรมชัยไม่โดนเรื่องเสือดำ?
A : เนื่องจาก ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานชี้ชัดในคดีนี้ว่า นายเปรมชัยเป็นผู้ครอบครอง ซึ่งอาจจะมีจำเลยที่ 2,3 รับว่าเป็นเจ้าของซากเสือดำในครั้งนี้ ตามคำตัดสินของศาล

จากการตรวจสอบในการขึ้นให้การต่อศาลคดีเสือดำ พบว่า นายธานี ทุมมาศ ไม่ได้ขึ้นสืบพยาน ในวันสุดท้าย โดยให้เหตุผลว่า เป็นโรคความดันโลหิตสูงและเวียนหัว จึงไม่สามารถมาให้การได้

นายเปรมชัย กรรณสูต

Q : การยกฟ้องนายเปรมชัย กรณีครอบครองซากเสือดํา
A : ไม่มีพยานหลักฐานใดชี้ชัดว่า นายเปรมชัยเป็นผู้ยิง หรือครอบครองซากเสือดำ ในขณะเดียวกัน คาดว่า จำเลยที่ 2-3 อาจจะรับว่า ซากเสือเป็นของตน และนายเปรมชัยปฎิเสธไม่รู้เห็นด้วย จึงขาดหลักฐานมัดตัว

Q : รวย = ไม่ติดคุก
A : สิทธิประกันตัวใช้ได้ทุกคน หลักทรัพย์ประกันตัวมากน้อยแตกต่างกันไปตามอัตราโทษ

ผิดมาก = โทษสูง = หลักทรัพย์มาก
ผิดน้อย = โทษน้อย = หลักทรัพย์น้อย

ดังนั้นความผิดเล็กน้อย ผู้ใหญ่บ้านไปประกันตัวมาได้และไม่ต้องใช้เงินในการประกันตัว

Q : รวย จ้างทนายเก่ง = รอด
A : เคสนี้ จะเรียกว่ารอดคงไม่ได้เนาะ แต่ได้รับโทษน้อยลงตามส่วน แต่จริงๆ แล้ว คดีในศาลนั้น ยังมีอีกหลายคดีที่ ทนายขอแรง (ทนายที่ศาลตั้งให้จำเลยที่ไม่มีเงิน) ก็ช่วยจำเลยหลุด เพียงแค่คดีเหล่านั้นไม่ได้เป็นข่าวเท่านั้นเอง

Q : ทำไมโทษมันน้อยจัง?
A : เนื่องจากคดีเรื่องทรัพยากรฯ เป็นกฎหมายที่มีเกิดมานานแล้ว (เก่านั่นเอง) ปัจจุบันมีการปรับปรุงกฎหมายกันอยู่ อย่าเช่น พ.ร.บ.อุทยานฯ ฉบับใหม่ เป็นต้น ดังนั้นอัตราโทษจึงยังน้อย เพราะกฎหมายที่ร่างสมัยข้าวจานละ 10 บาท คงไม่เท่าปัจจุบัน

Q : คดีหมีขอ ทำไมคุกแล้ว ทำไม #เสือดำ ไม่ติด
A : คดีหมีขอ จำเลยส่วนหนึ่ง รับสารภาพ (ไม่สู้คดี) ศาลสั่งจำคุกได้เลยตามความผิด แต่อีกส่วนหนึ่งสู้คดีต่อ ยังไม่จบนะครับ

ดังนั้น ในบริบทของคดีหมีขอ ต้องเทียบกับในมุมของคนที่ยังสู้คดีต่อนะครับ

ประเด็น ‘ล่าหมีขอ’

Q : ประกันตัวออกมา รอดแล้ว
A : อยากให้มองในว่า ในทางกฎหมาย รอด = ยกฟ้อง = ไม่มีความผิด แต่การให้ประกันตัวเคสนี้ คือศาลตัดสินแล้ว มีความผิด แต่ผู้ต้องหาสู้คดีต่อ ใช้สิทธิประกันตัว

ความคืบหน้า ‘คดีล่าหมีขอ’

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2562 ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการจังหวัดกาญจนบุรีได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัชรชัย สมีรักษ์ หรือ ปลัดแมน ปลัดฝ่ายป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พร้อมพวกรวม 13 คน ในข้อหา ล่าหมีขอที่บริเวณป่าเขาพลู หมู่ 8 ต.วังกระแจะ อ.ไทรโยค

คดีล่าหมีขอ

จากการพิจารณาจากพยานและหลักฐานแล้ว ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้พิพากษาจำคุกนายตาต้า จำเลยที่ 13 เป็นเวลา 7 ปี 2 เดือน แต่นายตาต้า ชาวกะเหรี่ยง ให้การยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงลดโทษจำคุกเหลือ 3 ปี 7 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา

สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 12 อันได้แก่ นางสาวศรีวิจิตร ดิษฐ์แช่ม ,นายทัศดนัย ขอกระโชก ,นายจิรชัย ตันติวัฒน, นายประสาน เต็มธนัน และนายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

ส่วนจำเลย ที่ 3.นายฉัตรชัย เกาะลอย, จำเลยที่ 5.ว่าที่ ร.ต. สุนทร มาเจริญรุ่งเรือง, จำเลยที่ 6.นายสกานต์ แก่งหลวง, จำเลยที่ 7.นายอนุสรณ์ เรือนงาม, จำเลยที่ 10.นายถาวร เซี่ยงหลิว และจำเลยที่ 11.นายวัชรชัย สมีรักษ์ หรือปลัดแมน ศาลได้เลื่อนนัดตรวจพยานออกไปเป็นวันที่ 22 เม.ย.2562 นี้ หลังทั้งหมดให้การปฏิเสธ

การยื่นคำร้องขอประกันตัว

การติดต่อขอประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ผู้ขอประกันจะต้องยื่นคำร้องขอประกันตัว พร้อมด้วยเอกสารและหลักประกันประกอบคำร้องดังกล่าว โดยนำต้นฉบับเอกสารพร้อมสำเนามายื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเสนอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งต่อไป ซึ่งเอกสารในการประกอบคำร้องขอประกันตัวมีดังนี้

-บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ

-ทะเบียนบ้าน

-กรณีผู้ขอประกันมีคู่สมรสจะต้องแสดงเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่ บัตรประกันตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรรัฐและทะเบียนบ้านของคู่สมรส / ใบสำคัญสมรส / หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรส

-กรณีชื่อเจ้าของหลักทรัพย์ไม่ตรงกับที่ปรากฎในหลักทรัพย์จะต้องแสดงเอกสารเพิ่มเติมได้แก่ หนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลเดียวกัน หรือ หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล / ใบสำคัญการสมรส

-กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นชาวต่างประเทศ หากมีหนังสือเดินทาง (Passport) ต้องนำมาแสดงด้วย

หากเอกสารที่ต้องนำมาในวันยื่นคำร้องขอประกันตัวไม่ครบถ้วน ผู้ขอประกันอาจขอผัดผ่อนต่อศาลเพื่อพิจารณาอนุญาตให้นำมาส่งในภายหลังได้

หลักประกันที่สามารถใช้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย

-เงินสด

-หลักทรัพย์อื่น เช่น โฉนดที่ดิน พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน บัตรหรือสลากออมทรัพย์ทวีสินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและธนาคารผู้จ่ายได้รับรองตลอดไปแล้ว ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว หรือเช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่าย (แคชเชียร์เช็ค) หรือเช็คที่ธนาคารรับรองแล้ว

-สมุดเงินฝากประจำหรือใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร

-หนังสือค้ำประกันหรือหนังสือรับรองของธนาคาร

-หนังสือรับรองของบริษัทประกันภัย

-ในบางกรณีอาจใช้หลักประกันต่อไปนี้ได้ อาทิ ทะเบียนรถยนต์หรือทะเบียนรถจักรยานยนต์ / ภ.บ.ท.5 ส.ค.1 น.ส.2 หรือ สปก. / บ้านพักอาศัย / หลักทรัพย์ที่ติดจำนองหรือมีภาระติดพัน

-บุคคลเป็นหลักประกันโดยแสดงหลักทรัพย์

-ส่วนราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการช่วยเหลือข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการที่ต้องหาคดีอาญา

-เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมืองหรือนายความ (ใช้ตำแหน่งเป็นหลักประกัน เฉพาะตนเองหรือญาติใกล้ชิด) โดยสามรรถทำสัญญาประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 10 เท่าของอัตราเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน

-ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ เภสัชกร พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ผู้สอบบัญชี ครู ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนฯ เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย อาจใช้ตนเองเป็นหลักประกันได้ สำหรับกรณีความผิดที่ถูกกล่าวหาเกิดจาการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติงานในการประกอบวิชาชีพ โดยสามารถทำสัญญาประกันได้ในวงเงินไม่เกิน 15 เท่าของอัตราเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน

การยื่นอุทธรณ์

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ถ้าเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือต้องห้ามฎีกา โจทก์จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือฎีกาได้ โดยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลชั้นต้น ภายในกำหนด 1 เดือน นับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยการยื่นอุทธรณ์อาจทำได้ 2 กรณีคือ การขอยกฟ้อง หรือการขอลดโทษ เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นอุทธรณ์ก็จะมีการนัดสืบพยานโจทก์ จำเลย เมื่อเสร็จสิ้นก็จะมีคำพิพากษา หากจำเลยประสงค์ที่จะต่อสู้คดีก็จะเข้าสู่ในชั้นฎีกาต่อไปตามขั้นต่อกระบวนการของศาล

มาตรา 198 การยื่นอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง ให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน

ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้น ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว

ว่าด้วยเรื่องของ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งได้มีการแก้ไขมาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2557

โดยเฉพาะอัตราโทษสูงสุดของการล่าสัตว์ป่าสงวน, สัตว์ป่าคุ้มครอง ตลอดจนมีสัตว์ป่าสงวน, สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือมีซากไว้ในครอบครอง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีล่าสัตว์ป่าใดๆ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งปัจจุบันมีหลายองค์กร พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อการคุ้มครองสัตว์ป่า เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าบทลงโทษใน พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นั้นน้อยเกินไป เนื่องด้วย พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีการบังคับใช้มีเป็นเวลานานแล้ว บทลงโทษจึงไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงที่ผ่านมา มักจะมีข่าวการจับกุมผู้กระทำผิดที่สัตว์ล่าป่า อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยมีชื่อปรากฏทั้งบุกคนมีชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐเองที่เป็นผู้กระทำผิด จนมีการผลักดันให้มีการแก้กฎหมายและปรับอัตราโทษให้หนักขึ้น

5 พรรคเล็กแถลงการณ์ร่วม ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ คสช.

5 พรรคเล็กแถลงการณ์ร่วม ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ คสช. ปฎิเสธการใช้ ส.ว. 250 คน

วันนี้ (21 มี.ค .62) ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว พรรคการเมืองขนาดเล็กได้ร่วมกันแถลงจุดยืนเพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล คสช. ปฎิเสธรัฐธรรมนูญที่มาโดยมิชอบ และการใช้ ส.ว. 250 คน ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขัดหลักการประชาธิปไตย

พรรคการเมืองขนาดเล็ก 5 พรรค ที่มารวมกัน ณ ทีนี้ ได้แก่ พรรคเกียน พรรคกลาง พรรคคนธรรมดา พรรคกรีน และพรรคสามัญชน ขอประกาศจุดยืนว่าเราจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะไม่เข้าร่วมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะเป็นที่ปรากฎชัดว่า รัฐบาลคสช. ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ทำลายสิทธิมนุษยชน และหลักการประชาธิปไตยมาโดยตลอดนับตั้งแต่การยึดอำนาจ

เรายังขอยืนยันในหลักการพื้นฐานที่ว่า การแต่งตั้งหัวหน้ารัฐบาลจะต้องมาจากเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยคณะรัฐบาลทหารไม่ควรมีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น

และหลังจากแต่งตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาชนได้แล้ว เราจะขอเรียกร้องและผลักดันให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาโดยทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ถูกใช้อยู่ในปัจจุบันขาดความชอบธรรมทั้งที่มาและเนื้อหา ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตจามพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค แม้จะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก แต่เขอเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่โดยปราศจากการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ เพื่อนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

จากอาร์เจนตินา กรีซ ถึง เวเนซุเอลา โมเดลประชานิยมบ่มเพาะ ‘หายนะ’ !!

3 โมเดลประเทศพินาศจาก ประชานิยม

ขณะนี้โลกกำลังตื่นตัวกับกระแสการปกครองประเทศ โดยใช้หลัก ‘ประชานิยม’ เนื่องจากมีตัวอย่างจากประเทศที่บอบช้ำ และได้รับความเสียหายอย่างไม่มีชิ้นดี ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ 3 ประเทศ ที่กลายเป็นโมเดลของประเทศที่ได้รับหายนะจากนโยบายประเภทนี้ นับตั้งแต่อาร์เจนตินามาถึงกรีซ ก่อนจะส่งไม้ต่อไปให้เวเนซุเอลา ที่ล่าสุดระบบเศรษฐกิจในประเทศได้ล่มสลายลงเป็นที่เรียบร้อย

รู้จักประชานิยม (Populism)

‘ประชานิยม’ เป็นรูปแบบ การดำเนินนโยบายรูปแบบหนึ่งที่ นักการเมือง หรือ ผู้บริหารประเทศจัดทำขึ้น โดยมุ่งหมายให้ตนเองได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน ซึ่งนักการเมือง หรือผู้ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารประเทศ นำเอานโยบายเหล่านี้ ที่ตรงกับความต้องการ และเอาใจประชาชน มาสนับสนุนการดำรงอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองของตนเองต่อไปให้นานที่สุด บ้างก็นำนโยบายหรือโครงการประชานิยมมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐในการทำให้เกิดความชอบธรรมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

พ่อและลูกสาวนั่งพักอยู่บนถนนหลังต้องตื่นแต่ก่อนฟ้าสางเพื่อมาต่อแถวซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากในประเทศเวเนซุเอลากำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารเข้าขั้นวิกฤต

กรีซ : ประชานิยมสุดโต่ง เปย์สุดขั้ว เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้ง

แต่เดิม กรีซมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคซึ่งแข่งขันกันใช้นโยบายประชานิยมแบบเต็มสูบเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง ครั้งหนึ่งรัฐบาลมีการสัญญาว่ากรีซเข้าไปเป็นสมาชิกสหภาพการเงินยุโรปให้ได้ ซึ่งรัฐบาลกรีซสามารถลดอัตราเงินเฟ้อจาก 15 เหลือเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกหลายตัวดีขึ้นจนเข้าเกณฑ์ของกลุ่มประเทศในยูโรโซนและเข้าไปเป็นสมาชิกสหภาพการเงินยุโรปและใช้เงินสกุลยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศ

การเลือกตั้งในประเทศกรีซ

รัฐบาลประโคมการลด แลก แจก แถมแบบจัดหนัก ประกาศขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานเพิ่มปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ทุกปี ไม่มีการขึ้นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และสาธารณูปโภคอื่นๆ ลดภาษี ยกเว้นภาษีทั้งหมดสำหรับการซื้อรถยนต์คันใหม่ รวมถึงตั้งโครงการ “อินเทอร์เน็ตแห่งชาติ” ที่ใช้งบสูงมหาศาล เพื่อเอาใจประชาชนชาวกรีซแบบสุดโต่ง แม้เบื้องหน้าอาจจะดูสวยงาม แต่เบื้องหลังรัฐบาลกรีซ แต่งตัวเลขในเอกสารเพื่อให้เข้าเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ทั้งที่ความเป็นจริง กรีซยังคงมีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ดังเดิม

สัญญาณแห่งความพินาศ เกิดขึ้นเมื่อกรีซได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิค ซึ่งกรีซต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย เกินงบที่ตั้งไว้ถึง 2 เท่า ทำให้กรีซเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล เมื่อรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณและประกาศไม่ขึ้นเงินเดือนและไม่มีการรับข้าราชการ ประชาชนที่เสพติดการขึ้นค่าจ้างแรงงานพากันรุมต่อต้านมาตรการนี้ ท้ายที่สุดรัฐบาลชุดนั้นแพ้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคฝ่ายค้านที่ให้คำสัญญาว่าจะมีการขึ้นค่าแรงต่อไป และไม่มีการลดค่าแรงชนะการเลือกตั้งและได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

หายนะมาถึงในปี 2553 ที่รัฐบาลรู้ตัวว่าไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าพันธบัตรของกรีซที่ครบอายุได้ จึงขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป และไอเอ็มเอฟ โดยทั้งสองฝ่ายจะให้เงินกู้แก่กรีซเป็นจำนวนเงิน 110,000 ล้านยูโร ซึ่งกรีซต้องแลกกับการลดการขาดดุลงบประมาณครั้งใหญ่ และต้องออกมาตรการในการรัดเข็มขัดอย่างเข้มข้น ชาวกรีซโกรธแค้นอย่างมาก คนนับหมื่นนับแสนหยุดงานและออกมาประท้วงอย่างหนัก

เหตุประท้วงในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ หลังจากการทำข้อตกลงหนี้ยูโรโซน

กรีซกู้เงินมหาศาลเพื่อนำมากู้วิกฤตที่มาจากการ ‘เปย์จัดเต็ม’  แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์จากการกู้เงินมหาศาล ข้าราชการทุกตำแหน่งถูกตัดเงิน ค่าแรงมีมูลค่าลดลงจากเดิม ประชาชนนับล้านคน ว่างงานเพิ่มขึ้น ธุรกิจ อุตสาหกรรม SME ต้องปิดไปประมาณ 62,000 แห่ง กิจการบริการทั้งทางด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการของประเทศเสียหาย กิจการขนส่งสาธารณะในบางภูมิภาค จะต้องลดการบริการลงกว่า 40% ทั้งที่เก็บอัตราค่าโดยสารแพงขึ้นมาก ค่าไฟฟ้าและประปาเพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการศึกษาทุกระดับเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทั้งหมด เป็นผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจของประเทศตามสัญญาเงินกู้ฉบับแรกของรัฐบาลกรีซ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งยังทำลายเศรษฐกิจของประเทศให้ย่อยยับลงไป

จนถึงทุกวันนี้ กรีซอยู่ในขั้นฟื้นฟูประเทศ โดยไม่ต้องกู้เงินจากสหภาพยุโรปอีก แต่หลังจากนี้กรีซจะยังคงดำเนินมาตรการตัดลดรายจ่ายซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการกู้เงิน เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจต่อไปทำให้ประชาชนในประเทศต้องเจอกับ ‘ยาขม’ ของจริง

อาร์เจนตินา แสนสาหัส !!

อาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศในแถบลาตินอเมริกาเช่นเดียวกันเวเนซุเอลา ที่เคยร่ำรวยมากจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรชั้นนำของโลก รวมถึงมีเงินสำรองมากมาย แต่เนื่องด้วยการดำเนินนโยบายเลวร้าย และการระดมกู้เงินจากต่างประเทศ จึงนำไปสู่การล้มละลาย ทำให้ได้มาซึ่งรัฐบาลทหารที่เข่นฆ่าประชาชน

แม้ครั้งหนึ่งอาร์เจนตินาจะมีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง และทันสมัยที่สุด เห็นได้จากการที่ประชาชนชายทุกคนมีสิทธิเลือกตั้ง จากสาเหตุที่เป็นประเทศร่ำรวยและเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าไม่ขาดสาย จึงเป็นช่องว่างให้คนรวยกลุ่มหนึ่งเข้ามาครอบงำประเทศจนเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมาก

ในปี 1916 ฮิโปลิโต อิริโกเยน นักการเมืองคนหนึ่งได้ชูนโยบายประชานิยมขึ้นมาเพื่อโค่นล้มกลุ่มเศรษฐี จนได้รับเลือกให้เป็นผู้นำประเทศ หลังจากนั้นเขาผู้นี้เป็นประธานาธิบดี ‘สายเปย์’ ที่อัดฉีดทุกอย่างให้ประชาชน จนผู้คนพากันเสพติด ‘ของฟรี’ ทำให้ไม่นานเงินสำรองของประเทศได้หมดลง จนต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ

เมื่อไม่มีใครให้กู้อีกต่อไป จึงเริ่มพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ตามใจชอบ ในที่สุดอาร์เจนตินาก็ประสบภาวะเงินเฟ้อจนนำไปสู่การล้มละลายในช่วง 40 ปี หลังเริ่มใช้นโยบายประชานิยม

เศรษฐกิจอาร์เจนตินาย่ำแย่หนัก ในช่วงระหว่างปี 2517-2533และเกิดอภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ (Great Depression) ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจในอาร์เจนตินานับว่ารุนแรงที่สุดในโลก จนเศรษฐกิจล่มสลาย อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 3,000% และมีปัญหาลากยาวมาถึงปี 2545 ระหว่างนั้นรัฐบาลก็เริ่มกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มากระตุ้นเศรษฐกิจ

ทว่าผลร้ายจากประชานิยมทำให้ชาวอาร์เจนตินากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 18 ล้านคน ล้วนเป็นผู้มีฐานะยากจน มีชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน การหดตัวของธุรกิจขนานใหญ่ได้ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น ปริมาณการผลิตที่ลดลงส่งผลให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น คนอาร์เจนตินาจำนวนไม่น้อย มักจะออกไปนอนตามสวนสาธารณะในเวลากลางวัน เนื่องจากไม่มีงานทำและเมื่อถึงเวลากินก็จะไปเข้าคิวแจกอาหารซึ่งเหลือทิ้งจากร้านอาหารและภัตตาคารเพื่อประทังชีวิต นอกจากนี้ยังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากความยากจนที่ประชาชน กล่าวโทษว่ามาจากการบริหารประเทศของรัฐบาล

เวเนซุเอลา อดีตเศรษฐีน้ำมัน

กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก กรณีที่ประชาชนในเวเนซุเอลา กำลังขาดแคลนอาหาร และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างเช่นน้ำดื่มและไฟฟ้า แม้แต่น้ำที่ใช้ดื่ม ใช้กิน ชาวบ้านยังต้องไปรองมาจากท่อระบายน้ำมาประทังชีวิต มีคำถามมากมายว่าเพราะเหตุใด อดีตเศรษฐีน้ำมันที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ทั้งยังเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา แต่ต้องเผชิญภาวะระบบเศรษฐกิจล่มสลายเช่นนี้ ?

ย้อนกลับไปช่วงยุคเรืองรองของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล ช่วงก่อนนั้นน้ำมันเป็นตัวสร้างรายได้มากมายให้เวเนซุเอลา ยิ่งราคาน้ำมันดิบสูงเท่าใด เวเนซุเอลาก็ยิ่งร่ำรวยมากเท่านั้น

คลื่นมหาชนที่ออกมาประท้วงในเวเนซุเอลา

นายฮูโก ชาเวช ชนะการเลือกตั้งในปี 2542 หลังจากชูนโยบายประชานิยมแบบสุดขั้ว เช่น รัฐสนับสนุนการสร้างบ้านให้ประชาชน ให้ประชาชนอยู่สบาย ๆ และหยุดทำการเกษตรโดยเลือกนำเข้าพืชผลมาจากต่างประเทศ ประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาถูกกว่ามูลค่าจริง จากนั้นรัฐบาลได้เข้ามาควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

ในปี 2559 เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ที่ตกต่ำลง และนำมาสู่วิกฤตในเวเนซุเอลา เพราะรัฐบาลไม่อาจสูญเสียคะแนนนิยมไปได้ เมื่อรายได้จากการขายน้ำมันหายไปมาก รัฐบาลแก้ไขด้วยการพิมพ์เงินออกมาใช้เพิ่ม ทำให้เงินยิ่งเฟ้อหนักขึ้นไปอีก แม้ประชาชนมีเงินมากแต่มีค่าลดลง แม้จะมีเงินจำนวนมากแต่กลับไม่สามารถซื้อสินค้าได้เพราะมีราคาแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งรัฐแก้ปัญหานี้โดยเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และพิมพ์เงินมาจ่ายเงินเดือน ทำให้เงินเฟ้อหนักกว่าเดิม

ประชาชนเวเนซุเอลา รอบน้ำจากท่าระบายน้ำไปใช้

เมื่อรัฐบาลไม่มีเงิน ทำให้ไม่สามารถนำเข้าอาหารและสินค้าจำเป็นจากต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันระบบเกษตรกรรมในประเทศได้ล้มเลิกไปตั้งแต่สมัยที่ยังร่ำรวย ทำให้ราคาข้าวของแพงขึ้นมหาศาล ขณะนี้ประชาชนไม่มีแม้แต่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตจึงออกมาลุกฮือเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศพ้นจากวิกฤตครั้งนี้

3 ชาติ วัฏจักรเดียว เมื่อประชาธิปไตย บ่มเพาะ ประชานิยม

จากการหยิบยกกรณีของทั้งอาร์เจนตินา กรีซ และเวเนซุเอลานั้น จุดสังเกตที่ทั้ง 3 ประเทศมีเหมือนกันคือการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ พยายามคัดสรรนโยบายที่ถูกใจประชาชนมากที่สุด แม้แต่ตอนที่ได้มาซึ่งอำนาจแล้ว บุคคลเหล่านั้นยังต้องดำเนินนโยบายเอาใจชาวบ้านเพื่อให้สามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้ ทั้งนี้ประชานิยมซึ่งนำมาสู่ความเสียหายของประเทศดังเช่นที่เกิดขึ้นดังที่เห็นจาก 3 ประเทศ เมื่อประชาชนเกิดทุกข์ยากทำให้นำไปสู่การเคลื่อนไหวลุกฮือเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ประชาชนต้องการในท้ายที่สุด

การประท้วงในอาร์เจนตินาในปี 2554

ประชานิยม บ่มเพาะ ‘ความเกียจคร้าน ‘ นำไปสู่การลุกฮือ

นโยบายประชานิยม มีส่วนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน เมื่อใดที่ประชาชนเสพติดนโยบายประชานิยม มักจะนำไปสู่ความวุ่นวายที่จะตามมา เมื่อเป็นเช่นนั้น รัฐบาลจึงต้องตอบสนองประชาชนด้วยนโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจนานที่สุด หรือเพื่อแย่งชิงอำนาจจากคู่แข่ง ให้มาอยู่ในมือตนเอง เพราะความกระหายในวัตถุนั้นเป็นพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว เมื่อประเทศไปต่อไม่ได้ ประชาชนที่เคยได้รับแต่สิ่งที่หอมหวาน อาจไม่คุ้นชินกับยาขมจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลในการหอบกู้ประเทศ และนำไปสู่การเคลื่อนไหว ลุกฮือ ประท้วงเมื่อการบริหารงานของรัฐบาลไม่เป็นไปตามต้องการของตนเอง.