ศาลฎีกาแก้ คุก ธาริต 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีสั่งย้ายลดตำแหน่งโดยมิชอบ

ศาลฎีกาพิพากษาแก้สั่งจำคุก ธาริต เพ็งดิษฐ์ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งย้าย ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็นธรรม

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (21 มี.ค. 2562) ศาลฎีกาได้มีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่ พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นโจทก์ฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83

จากกรณีที่นายธาริต จำเลยที่ 1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และจำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ดีเอสไอ ให้ลดตำแหน่งไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม – 8 ตุลาคม 2555

ซึ่งจากการพิจารณาจากพยานและหลักฐานแล้ว ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาจำคุกนายธาริต จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากถือว่ามีความผิดผิดตามฟ้องโจทก์จริง ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง

อนึ่งในคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์แล้วเห็นควรให้พิพากษาลงโทษจำคุกนายธาริต จำเลยที่ 1 จำนวน 2 ปี ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี และให้ยกฟ้องนายชาญเชาว์จำเลยที่ 2 โจทก์ยื่นอุทธรณ์

จากนั้นศาลอุทธรณ์ ได้มีการพิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้ง 2 รับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมืองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ฝ่ายโจทก์จึงได้ทำการยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอลงอาญา

เลือกตั้ง62 : กกต.พร้อมให้ 1แสน คนแจ้งเบาะแสทุจริตเลือกตั้ง มั่นใจ 24 มีค.ราบรื่น

กกต. มั่นใจเลือกตั้ง 24 มีนาคม ราบรื่น ไร้ปัญหา วอนประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา ชี้ หากมีหลักฐานนำจับทุจริตการเลือกตั้ง หรือการซื้อเสียง รับเงินนำจับ 1 แสนบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 21 (มี.ค.2562) พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความพร้อมในการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ว่า

การเลือกตั้งในวันดังกล่าวจะราบรื่น ไม่เกิดปัญหาเหมือนกับวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแน่นอน เพราะเป็นบัตรเขตเดียวกันทั้งหมด จึงทำให้เข้าใจง่าย ไม่เกิดความสับสน ขณะเดียวกันทาง กกต. เองได้กำชับทุกหน่วยเลือกตั้งวา ปัญหาเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมาจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

พร้อมกันนี้ทาง กกต. ขอฝากให้ประชาชนช่วยเป้นหูเป็นตาในการเลือกตั้ง หากพบเบาะแสการทุจริตขึ้นและหลักฐานที่แน่ชัดทาง กกต. จะมีรางวลัให้ 100,000 บาท เพราะเป็นเงินสินบนนำจับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ หลังเกิดกรณีคลิปเสียงปลอมธนาธร

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ร่วม หลังเกิดกรณีคลิปเสียงปลอมธนาธร-ทักษิณ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย Thai Journalists Association ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ขอให้สื่อมวลชนต้องใช้ “เสรีภาพบนความรับผิดชอบ” ร่วมสกัดกั้นข่าวปลอม

แถลงการณ์ระบุว่า

จากกรณีที่รายการข่าวข้นคนเนชั่น ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เมื่อคืนวันอังคารที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา นำเสนอคลิปเสียงสนทนาของคนสองคนเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่มีที่มาแน่ชัด จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นคลิปเสียงปลอมที่มีการตัดต่อมาหรือไม่

ต่อมามีการนำประเด็นจากคลิปเสียงดังกล่าวไปสัมภาษณ์นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งบทสัมภาษณ์เป็นไปในทำนองตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน จากนั้นผู้บริหารเนชั่นได้ออกแถลงการณ์ยืนยันในหลักการและมาตรฐานวิชาชีพข่าว และต่อมาผู้ประกาศข่าวที่นำคลิปเสียงมานำเสนอได้ยอมรับในรายการเดิมเมื่อคืนวันที่ 20 มีนาคม พร้อมทั้งขอโทษเพราะไม่ทราบว่าคือคลิปเสียงปลอม

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในฐานะองค์กรวิชาชีพสื่อ เฝ้าติดตามและรับทราบถึงเสียงสะท้อนที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ เห็นว่า สังคมในปัจจุบันที่เป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ดังนั้นสื่อมวลชนต้องใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องพร้อมให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และพร้อมน้อมรับคำแนะนำ การวิพากษ์วิจารณ์ และการถูกตรวจสอบจากสังคมที่มีความเข้มข้นมากขึ้น

นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพที่บัญญัติไว้ในข้อบังคับจริยธรรมของสภาวิชาชีพต่างๆ ทั้งที่มีอยู่เดิม และที่เพิ่มเติมตามสถานการณ์ปัจจุบันโดยสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ กลั่นกรองข้อมูล ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปลอม (Fake news หรือ Disinformation) ก่อนการนำเสนอ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในระดับสากล จนกลายเป็นอีกภารกิจหลักขององค์กรสื่อ และสื่อมวลชนทุกแขนงในการสกัดกั้นข่าวลือ ข่าวลวง ไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และนำเสนอข่าวสารอย่างถูกต้องเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมต่อไป