พบแล้ว!! หญิงวัย 36 ปี หายพร้อมรถเก๋งนาน 4 วัน สุดท้ายพบเป็นศพ

หญิงวัย 36 ปี หายพร้อมรถเก๋งไปนาน 4 วัน ครอบครัวตามหาจนมืดแปดด้าน สุดท้ายพบเป็นศพอยู่ภายในรถเก๋ง

หลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กได้มีการโพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือในการตามหาหญิงสาววัย 36 ปี ที่หายไปพร้อมกับรถยนต์เก๋งยี่ห้อซูซูกิ สวิฟท์ สีเขียว หลังคาดำ หมายเลขทะเบียน กท 4318 จันทบุรี ด้านหน้ากระจังติดเครื่องหมายราชการ โดยผู้ที่หายตัวไปนั้นคือนางสาวจาริณี แจ่มจ้า หรือแอน ซึ่งทำงานในสำนักปลัดขององค์การบริการส่วนตำบลแห่งหนึ่ง ได้หายไปตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา

ซึ่งญาติทราบพิกัดสุดท้ายก่อนหายตัวไปของหญิงสาวรายนี้คือ เขื่อนทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และจากนั้นก็ไม่มีใครสามารถติดต่อหญิงสาวรายนี้ได้อีกเลย ซึ่งหลังจากมีการโพสต์ข้อความไป ก็มีผู้ช่วยแชร์และเข้ามาแสดงความคิดเห็นและห่วงใยกันเป็นจำนวนมาก เพราะเกรงจะเกิดอันตราย
พร้อมทั้งบางรายก็แจ้งเบาะแสภาพจากกล้องวงจรปิดที่รถได้วิ่งผ่าน จนกระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 26 มีนาคม ทางญาติได้แจ้งกับมากับผู้สื่อข่าวว่า พบโทรศัพท์มือถือถูกทิ้งในพื้นที่ของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง แต่ยังไม่พบคนและรถ ทางครอบครัวจึงยิ่งเป็นห่วงมากขึ้น เกรงว่าจะเกิดอันตราย

โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามทางครอบครัวเกี่ยวกับการหายตัวไปทางครอบครัวก็บอกว่า มืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้ว่าลูกสาวหายไปไหน เพราะหากจะไปไหนก็จะโทรบอกที่บ้านตลอด และไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใคร มีแต่เคยบ่นเครียดเรื่องงานและโรคประจำตัวที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่หายไปแบบนี้ทางบ้านเป็นห่วงมาก

ล่าสุดช่วงเวลาประมาณ 19.40 น. วานนี้ (29 มี.ค.62) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ได้แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี เข้าตรวจสอบรถยนต์เก๋งที่เขียวที่จอดไว้ภายในป่ากระถิน ลึกจากถนนเข้าไปประมาณ 100 เมตร เพราะได้รับแจ้งจากคนเก็บเห็ดว่าพบรถคันดังกล่าวจอดอยู่ ไม่มีการเคลื่อนไหวมา 2 วันแล้ว และได้กลิ่นเหม็นโชยออกมา

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้วพบว่าด้านในมีร่างผู้เสียชีวิตอยู่ด้วย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ โดยกั้นที่เกิดเหตุไม่ให้ประชาชนเข้าไปด้านใน

ซึ่งหลังจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วพบว่ารถของผู้ตายไม่มีการล็อกประตู รถจอดอยู่ในเกียร์ P สภาพศพนั่งอยู่บนเบาะคนขับ มีตุ๊กตาตัวโปรดวางอยู่ที่ตัก แต่ที่ศีรษะมีเสื้อแขนยาวคลุมอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำร่างออกมาตรวจสอบ และบันทึกภาพในที่เกิดเหตุทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน และให้ทีมแพทย์ชันสูตรเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำการเคลื่อนย้ายส่งสถาบันนิติเวช กรุงเทพมหานคร เพื่อผ่าชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้สรุปสาเหตุของการเสียชีวิต แต่จากสภาพศพแล้วคาดว่านางสาวจาริณี น่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 4 วัน ตั้งแต่ที่หายไป เพราะว่าจุดที่พบศพห่างจากที่ทำงานไม่ถึง 5 กิโลเมตร ซึ่งถ้ารวมระยะเวลาแล้วตั้งแต่ที่ญาติแจ้งหายไปจนพบศพ ก็เป็นระยะเวลารวม 4 วันพอดี

โดยตำรวจยังมุ่งประเด็นเกี่ยวกับการฆาตรกรรมไว้ด้วย เพราะโทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตที่เจอ อยู่คนละเส้นทางกันกับจุดที่พบศพ ซึ่งแปลกมาก เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้นำหลักฐานทั้งหมดที่พบไปทำกาาตรวจสอบเพิ่มเติม และจะเชิญญาติหรือคนสนิทมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป

‘ธนาธร’ โชว์ความบริสุทธิ์ใจกรณีหุ้น วี ลัค มีเดีย ยันบริษัทปิดตัวก่อนตั้งแต่ พ.ย. 61

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พาสื่อมวลชนขึ้นไปยังชั้น 7 อาคารไทยซัมมิท ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ บ.วี ลัค มีเดีย ที่มีกรณีถูกโยงความเกี่ยวเนื่องการถือหุ้นบริษัทของนายธนาธร ว่าจะผิดคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่

จากสภาพที่บริษัทร้าง ไม่มีคนปฏิบัติงาน คือสิ่งที่นายธนาธร ยืนยันว่า บริษัทได้ปิดตัวลงไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และเมื่อผู้ถือหุ้นมีมติยกเลิกกิจการ เขาจึงทำเรื่องขายหุ้นทั้งของตัวเองและภรรยา ไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนการประกาศรับสมัคร ส.ส.

อีกประเด็นเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ได้ยืนยัน ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าประชุม เพราะได้ไปช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้ จึงยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ส่วนเอกสารตามที่ปรากฎเป็นข่าว ว่าโอนหุ้นก่อนเลือกตั้งเพียง 3 วัน จะเกิดจากกระบวนการใดนั้น อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังยอมรับด้วยว่า ขณะนี้มีความพยายามทำให้เกิดงูเห่าภายในพรรค โดยมีกระบวนการติดต่อ ทาบทาม ว่าที่ ส.ส.ของพรรค ให้สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งข้อมูลต่างๆ มาจาก ว่าที่ส.ส.ที่ได้แจ้งมายังพรรค เพื่อรวบรวมไว้เป็นหลักฐานแล้ว ส่วนตัวมั่นใจว่า ว่าที่ ส.ส.อนาคตใหม่ทุกคน มีอุดมการณ์ และจุดยืนการเมืองที่ชัดเจน เพื่อที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการเมืองรูปแบบใหม่ จึงไม่มีใครอยากย้ายฝั่งไปสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. แน่นอน

ผอ.ท่าอากาศยานตรัง ชี้แจงกรณีบ้านแตกร้าวจากเครื่องบินขึ้นลง

ผอ.ท่าอากาศยานตรัง ชี้แจงกรณีบ้านแตกร้าวจากเครื่องบินขึ้นลง เผยให้ชาวบ้านทำหนังสือ ถ่ายภาพประกอบ ส่งไปทางกรมท่าอากาศยาน เพื่อเป็นส่วนประกอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย

จากกรณีปัญหาการร้องเรียนของชาวบ้านหัวสนามบินตรัง หมู่ 12 ต.โคกหลอ อ.เมือง จ.ตรัง จำนวน 30 ครัวเรือน รวมประมาณ 100 คน รวมทั้งคนแก่ และเด็กจำนวนมาก ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาการขึ้นลงของสนามบินตรัง ทำให้บ้านเรือนแตกร้าวจนได้รับความเสียหายตลอดระยะเวลาประมาณ 5-6 ปี

หลังจากสนามบินตรังมีการเพิ่มเที่ยวบินเป็นวันละประมาณ 10 เที่ยวบิน โดยที่ทางท่าอากาศยานตรังไม่เคยเข้าช่วยเหลือ ประกอบกับทางกรมท่าอากาศยาน เตรียมขยายสนามบินตรังให้ใหญ่ขึ้นรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นเป็นวันละประมาณ 40 เที่ยวบิน ชาวบ้านจึงหวั่นว่าปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรง เพราะขณะนี้ทุกหลังคาเรือนต้องเสียค่าซ่อมแซมมาแล้วจำนวนมาก บางหลังต้องทิ้งไม่มีเงินซ่อมแซม ประกอบกับเกิดปัญหาทางสภาพจิตใจย่ำแย่

ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. 62 พันจ่าเอกเมืองชล วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานตรัง กล่าวกล่าวว่า ทางท่าอากาศยานก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านหัวสนามบินแล้ว รวมประมาณ 30 ครัวเรือน หรือเนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ ว่าได้รับผลกระทบจากการขึ้นลงของเครื่องบิน ตัวบ้านมีรอยแตกร้าว ทางสนามบินเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ ให้ชาวบ้านทำหนังสือ ถ่ายภาพประกอบ ส่งไปทางกรมท่าอากาศยาน เพื่อเป็นส่วนประกอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย

และทางบริษัทศึกษาก็รับเรื่องไปแล้วด้วย เตรียมศึกษาว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาการขึ้นลงของเครื่องบินจริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่ในส่วนของท่าอากาศยาน ซึ่งดูแลสนามบินตรังก็ต้องดูเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านในเรื่องนี้ด้วย

ส่วนที่ชาวบ้านบอกว่าขอให้ทางกรมท่าอากาศยานตรังทำการเวนคืนที่ดินไปด้วย พร้อมจะย้ายออก เพราะหากเยียวยาปัญหาก็ยังมีอยู่ และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการขยายสนามบินตรังสำเร็จ พันจ่าเอกเมืองชล วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานตรัง กล่าวว่า ในการเวนคืนที่ดินจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และต้องอยู่ในกรอบระเบียบของทางราชการ

แต่ปัญหานี้เมื่อชาวบ้านมีความเดือดร้อน ก็ต้องไปศึกษาหลักเกณฑ์ว่า สามารถที่จัดซื้อที่ดิน เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้หรือไม่ ก็ต้องส่งเรื่องให้บริษัทที่ศึกษาผลกระทบนำข้อมูลไปตรวจสอบว่า ทั้งหมดได้รับผลกระทบจากสนามบินจริงๆหรือไม่ ถ้าอยู่นอกเกณฑ์ที่ทางระเบียบราชการจะจัดซื้อได้ ก็ต้องดูว่าจะช่วยบรรเทาหรือว่าเยียวยาได้อย่างไรบ้าง ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะซื้อได้หรือไม่

ส่วนที่เวทีประชุมศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมล่าสุด พื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเหนือพื้นที่ศึกษา พันจ่าเอกเมืองชล วงศ์สุวรรณ ผอ.ท่าอากาศยานตรัง กล่าวว่า ความจริงโดยรอบสนามบินจะต้องศึกษาทั้งหมด แต่เรื่องความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อที่ดิน เพื่อขยายโครงการมีความจำเป็นที่จัดซื้อได้ขนาดไหน และหากตรงนี้ได้รับผลกระทบเชื่อมโยงพื้นที่ก็ต้องนำไปตรวจสอบ

ขณะนี้กรมท่าอากาศยานรับข้อมูลไปแล้ว ต้องรอให้กรมพิจารณา แต่ทราบจากทางบริษัทที่ศึกษาฯว่า พื้นที่ดังกล่าวทางบริษัทไม่ได้เข้าไปวัดไปตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน เพราะอยู่นอกกรอบพื้นที่จะใช้ขยาย แต่ถ้าชัดเจนว่าได้รับผลกระทบจากสนามบินก็ต้องไปดูเพิ่มเติม แต่ยังสรุปไม่ได้ ต้องรอกรมท่าอากาศยาน

ส่วนทางด้านชาวบ้านก็วิงวอนยืนยันอีกครั้งนี้ ขอให้ทางท่าอากาศยานตรังช่วยเวนคืนที่ดินไปด้วย เพราะหากใช้วิธีเยียวยาก็ต้องนำเงินซ่อมแซม ซึ่งก็ซ่อมแซมกันอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คงเดิม และหากขยายสนามบินใหญ่ขึ้น เครื่องบินเยอะขึ้น และลำใหญ่ขึ้น ก็ปัญหาบ้านแตกร้าวก็ยิ่งรุนแรงหนักขึ้น ที่ผ่านมาตั้งแต่มีสนามบินมาชาวบ้านไม่เคยได้รับความช่วยเหลือเลย ยิ่งขยายจะยิ่งรุนแรงชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ทั้งคนแก่และเด็กนอนไม่ได้

ทั้งนี้ สาเหตุของปัญหาที่ชาวบ้านจำเป็นต้องออกเรียกร้องให้มีการเวนคืนที่ดินไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่สำรวจชุดแรกไม่ได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่นี้เลยว่าชาวบ้านเดือดร้อนมานานแล้ว เพราะไม่ได้ลงสำรวจจริง แต่มาคิดเอาเองว่าพื้นที่ทั้ง 19 ไร่ ตรงนี้เป็นที่ราชพัสดุ พอทางชาวบ้านยื่นหนังสือทักท้วงไป เขาก็มาดู แต่ในวันประชุม ปรากฏว่าเขาไม่มีคำตอบให้ชาวบ้านบอก แต่ว่าพื้นที่นี้อยู่นอกเหนือเขตเวนคืน และไม่มีงบประมาณ ไม่มีรองกฎหมายรองรับ

ถือว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัทศึกษาฯผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เข้าสำรวจให้ครอบคลุม ทั้งนี้ ภาพของบริษัทคือทำงานผิดพลาด แต่ชาวบ้านจะต้องมาทนอยู่กับสภาพปัญหาที่แก้ไม่ได้ และยืนยันทางออกเดียว คือ การเวนคืนไป ทั้งนี้ ถ้าไม่มีความชัดเจนใน 1 เดือน จะยื่นหนังสือร้องเรียนในระดับที่สูงขึ้นไป

ทางด้านนางณีวอนน้ำตาคลอว่า ทุกคนไม่อยากย้ายออก เพราะอยู่มานานมากเป็นที่ดินมรดกตกทอดกันมา และหากย้ายออกก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน และต้องแยกย้ายกับญาติพี่น้องที่เคยอยู่รวมกัน แต่ก็ต้องยอมไปถ้ามีการเวนคืน