เลือกตั้ง62 : กกต. แถลงภาพรวม เลือกตั้งล่วงหน้า พบมีคนมาใช้สิทธิ 86.98%

กกต.เผยภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้า ยอมรับในความผิดพลาด พร้อมจะนำมาแก้ไขปรับปรุงไม่ให้เกิดซ้ำในวันที่ 27 มีนาคม ขณะที่ยอดใช้สิทธิล่วงหน้าทั่วประเทศ 86.98 %

วันนี้ (18 มี.ค. 2562) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการ กกต. ได้แถลงถึงภาพรวมการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า แม้จะเกิดปัญหาขึ้นบ้างแต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยไปได้ด้วยดี โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ราว 86.98%  จากผู้ลงทะเบียน 2.6 ล้านคน

ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว อาทิ การแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขตเลือกตั้ง (ซึ่งพบมากที่สุด), แอพพลิเคชั่น “สมาทโหวต” ที่ไม่สามารถใช้งานได้นั้น เรื่องแรกจะแบ่งเป็น 2 กรณีคือ หากพบก่อนการลงคะแนน  เจ้าหน้าที่ได้มีการแก้ไขโดยแจกบัตรเลือกตั้งที่ถูกต้องให้กับผู้ใช้สิทธิ และ 2 หากมีการลงคะแนนไปและนำบัตรใส่ในหีบบัตรเลือกตั้งไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกเหตุการณ์ไว้

ส่วนเรื่องแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโหวต ไม่สามารถใช้งานได้ในระยะ เวลา 08.30 น. และได้ปรับปรุงเซริ์ฟเวอร์เป็นเวลา 15 นาที จนสามารถใช้งานได้ตามปกติ ทั้งนี้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะซักซ้อมเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในวันเลือกตั้งที่ 24 มี.ค.

ขณะที่การทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งนั้น ช่วงเวลาเลือกตั้งล่วงหน้าที่การทำผิด 3 จังหวัดด้วยกัน คือ
จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งทั้งเล่มไปทำเครื่องหมายให้ผู้สมัครพรรคหนึ่ง กกต. ประจำเขต จึงได้เจาะทำลายบัตรทั้งเล่ม พร้อมแจ้งความตำรวจท้องที่แล้ว

จังหวัดอุทัยธานี มีการนำเอาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นไปลงคะแนนเสียง ซึ่ง กกต. ประจำเขตได้แจ้งความแล้ว

และจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำป้ายหาเสียงปลอม อ้างประกาศไม่รับสมัครพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง หลังจากที่มีการตรวจสอบพบว่าป้ายหาเสียงยังมีอยู่ และเป็นเอกสารปลอม


เตือน ! อย่าถ่ายบัตรลงคะแนนเสียง เหตุผิดกฎหมาย

จากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการแจ้งเตือนกับแฟนๆ ไปแล้วว่า การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งนั้นถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย  คราวนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าหากมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งในคูหาแล้วจะมีโทษอย่างไร

การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งในคูหา ที่กากบาทลงในบัตรแล้ว นำมาเผยแพร่หรือส่งต่อ  ถือเป็นการต้องห้ามตาม มาตรา 97  ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว

การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถือเป็นความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 165 ตาม พรป.ส.ส.2561

อย่าทำ!!! เพราะผิดกฎหมาย

อีกเหตุผลหนึ่ง คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนน “โดยตรงและลับ” ตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญฯ2560

ดังนั้น หากมีการแชร์ภาพบัตรเลือกตั้งจริง ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นว่าการเลือกตั้งแบบลับหรือไม่ นับจากนี้ไปไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้งทั่วไปอาจมีคนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งตกเป็นโมฆะหรือไม่ ??

กฎหมายให้สามารถถ่ายภาพได้ โดยต้องถ่ายก่อนเปิดคูหา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ กกต.เขตประจำหน่วยเลือกตั้ง จะปิดประกาศจํานวนบัตรเลือกตั้งไว้ในที่เปิดเผย และเมื่อปิดคูหาแล้ว ก็จะปิดประกาศสรุปจํานวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไป และจำนวนคงเหลือไว้ในที่เปิดเผย ประชาชนถ่ายภาพประกาศนั้นได้

นอกจากนี้รวมถึงการนับคะแนนก็ถ่ายภาพได้ เพื่อเป็นหลักฐานตรวจสอบจำนวนบัตรและการนับคะแนน การขานบัตร และตรวจการทุจริต เพราะเสร็จสิ้นการลงคะแนนแล้ว

#ประชาชนอย่าเผลอไปถ่ายภาพบรรยากาศในคูหาและผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเด็ดขาดเพราะอาจติดคุกได้

ข้อมูลข่าวจาก วิญญัติ ชาติมนตรี

ผู้สมัคร สส.พลังท้องถิ่นไทยแจ้งความถูกชาวเน็ตหมิ่นประมาท

ผู้สมัคร สส.พรรคพลังท้องถิ่นไท แจ้งความ ปอท.โดนแฟนเพจโพสต์โจมตีหัวหน้าพรรค หมิ่นประมาท และหมิ่นเบื้องสูงซ้ำ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 มี.ค.2562 ที่ บก.ปอท. นายณัฐพงษ์ รอบคอบ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการเขตที่ 3 เบอร์ 6 จากพรรคพลังท้องถิ่นไท เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หญิง แก้วกาญจน์ อุ่นพันธ์ รอง สว(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Jakrawuth U-domdee ที่เข้ามาคอมเม้นต์ในแฟนเพจที่ชื่อว่านายณัฐพงษ์ รอบคอบ ซึ่งเป็น Facebook FAN pages ที่นำมาใช้หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้โดยข้อความหมิ่นประมาททั้งนี้โจมตีไปที่หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท และมีการโพสต์กล่าวถึงเบื้องสูง

ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ มองว่าเป็นเรื่องอันมิบังควรเพราะ Facebook FAN pages เปิดเป็นสาธารณะโดยมีผู้ติดตามเกือบ 20,000 คน ซึ่งถือว่าการกระทำดังกล่าวทำให้พรรคเสื่อมเสียชื่อเสียง และข้อความดังกล่าวเป็นข้อความโจมตีที่ไม่มีข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม ด้าน ร.ต.อ.หญิง แก้วกาญจน์ ร้อยเวรสอบสวนได้รับเรื่องได้ทำการตรวจสอบเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


รู้จักความผิดฐานหมิ่นประมาท

ในประมวลกฏหมายอาญา ซึ่งระบุถึงประเด็นเรื่องการหมิ่นประมาทอยู่ด้วยกันคือ มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • มาตรา 328
    ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
  • มาตรา 393
    ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่ง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามมาตรา 326 ได้ระบุไว้ถึงการใส่ความ “ผู้อื่น” ซึ่งในประเด็นนี้จำเป็นที่จะต้องระบุให้รู้ได้ว่า ผู้อื่นที่เอ่ยถึงนั้นเป็นใคร หากไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ก็ไม่เข้าข่ายความผิดในมาตรานี้

และคำว่า “ใส่ความ” นั้นเปิดกว้างไว้ อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องที่เราได้เอ่ยหรือใส่ความใคร ไม่ว่าเรื่องนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม มีความผิดในประเด็นนี้ทั้งสิ้น รวมทั้งกฏหมายมิได้ระบุลักษณะของวิธีการใส่ความอีกด้วย นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเราจะใช้คำพูด เขียน บอกใบ้ต่างๆ ถือเป็นการใส่ความ และมีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ทั้งหมด

หลีกเลี่ยงการหมิ่นประมาทอย่างไร ?

ตามกฏหมายแล้ว เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป สามารถกล่าววิพาก วิจารณ์ได้โดยสุจริตได้ เช่น กรณีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าได้ทำใบปลิวแจกจ่าย มีข้อความกล่าวว่า

“พวกเราชาวแม่ค้าทั้งหลายต้องช่วยกันต่อต้านคนรวยทั้งหลายที่ชอบรับแก คนจนอย่างพวกเราแม่ค้าทั้งหลาย ตอนนี้สมาชิกสภาเทศบาลบางคนที่เป็นคนรวย ทำเรื่องระงับการก่อสร้างหลังคาคลุมแดด ที่ทางเทศบาลทำให้กับพวกเราแต่มีสมาชิกเทศบาล ซึ่งพวกเราได้อุตส่าห์เสียเวลาหยุดขายของไปเลือกมันมาเป็นผู้แทนของเรา พอเวลามันได้เป็นแล้วมันกับมาต่อต้านพวกเรา ซึ่งเป็นแม่ค้าขายของจน ๆ อย่างพวกเรา มันทำเรื่องร้องเรียนไปทางเทศบาลพวกเรารอง อ่านดูว่ามันทำถูกหรือทำผิด”( ที่มาจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4459/2551 )

ซึ่งศาลได้เห็นว่า การกระทำของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแม้ว่าจะมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ แต่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหเหล่านั้น เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

หรืออีกกรณีหนึ่งมีจ้างทำการก่อสร้างสนามของทางราชการ ซึ่งมีผู้พบเห็นว่า งานไม่เรียบร้อย จึงได้นำเสนอว่า “สนามที่สร้างแบบสุกเอาเผากิน ทำไม่กี่วันก็เสร็จ” แม้ว่าจะมีการนำเสนอบทความระบุข้อความดังกล่าว ก็ถือว่า เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม และผู้ทำผิดเชื่อโดยสุจริตใจว่ามีมูลความจริง ถือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยที่จะกระทำได้ ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2537)

โพสต์แค่กลุ่มเพื่อนบนสื่อออนไลน์ ก็ถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท

ในการโพสต์ ทวีต หรือแม้กระทั่ง รีทวีต ข้อความหมิ่นประมาท ก็ถือว่า เป็นการกระทำความผิดที่สำเร็จแล้ว หากผู้ที่ได้รับความเสียหาย พบเห็น ก็สามารถฟ้องร้องในเรื่องเหล่านี้ได้เช่นกันยิ่งหากเป็นการ รีทวีต-แชร์โพสต์ ยิ่งทำให้โอกาสในการที่จะโดนความผิดฐานหมิ่นประมาทมีมากขึ้นหากผู้รีทวีตไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือได้รับผลกระทบโดยตรง

ดังนั้น บนโลกโซเซียลในทุกวันนี้ จึงควรระวังในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เพราะโอกาสที่เราจะกระทำผิดในฐานหมิ่นประมาทนั้น เกิดขึ้นได้ง่ายมาก แพร่กระจายได้เร็วนั่นเอง

นายกรัฐมนตรี เปิดงาน “กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาชน แก้จน ลดเหลื่อมล้ำ”

นายกรัฐมนตรี เปิดงาน “กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาชน แก้จน ลดเหลื่อมล้ำ” ย้ำรัฐบาลสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

วันที่ 18 มีนาคม 2562 ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษและกล่าวเปิดงาน โครงการกองทุนแห่งชาติ เพื่อประชาชน แก้จน ลดเหลื่อมล้ำ โดยมี คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการและที่ปรึกษากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ผู้บริหารสื่อเครือเนชั่น ผู้แทนกองทุนหมู่บ้าน และภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน จำนวนกว่า 8,000 คน เข้าร่วมงาน

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาพบกับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านทุกคนอีกครั้ง พร้อมย้ำไม่ต้องการให้หลายเรื่องที่ได้ดำเนินการไว้แล้วล้มเหลว แต่ต้องสามารถที่จะเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นวันนี้ของกองทุนหมู่บ้านเป็นผลผลิตที่เกิดจากการเพาะเมล็ดมายาวนาน และจะนำไปสู่การขยายผลต่อไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยรัฐบาลปัจจุบันเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งการแก้ปัญหาจำเป็นต้องรู้ถึงที่มาของปัญหาเพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและตรงจุด

นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้ประชาชนทุกคนนำปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นบทเรียนพัฒนาปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้กลับไปสู่ปัญหาเช่นเดิมอีกควบคู่กับการทำสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติ ทั้งการลงทุน การสร้างเศรษฐกิจใหม่ การเพิ่มขีดความสามารถและความเข้มแข็งให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมไปถึงการดำเนินงานกองทุนก็เช่นเดียวกันต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดยทำให้ประชาชนทุกคนมีขีดความสามารถในการที่จะมีรายได้สูงขึ้น การพัฒนาคุณภาพ ความปลอดภัย

โดยเฉพาะการทำหรือผลิตอะไรต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการผลิตให้มีคุณภาพ ไปสู่การรับรองมาตรฐาน GAP สามารถตรวจสอบที่มาได้ อันจะส่งผลให้ผลผลิตและสินค้ามีราคาที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาลมีความพยายามที่จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความเท่าเทียมในโอกาสที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งเรื่องของเส้นทางคมนาคม การขนส่ง ตลอดจนเรื่องของดิจิทัลและออนไลน์ต่าง ๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องรู้จักที่จะศึกษาเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการสร้างอาชีพและรายได้ที่เพิ่ม ตลอดจนต้องปรับตัวให้สอดคล้องและทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการและการขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และการออกจากกับดักความยากจนและรายได้ปานกลาง

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาชน แก้จน ลดเหลื่อมล้ำ ไปสู่ความพอเพียง พร้อมแนะนำให้ประชาชนดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง พอประมาณ มีเหตุมีผล และขอให้ประชาชนใช้จ่ายด้วยความรอบคอบเหมาะสมกับรายได้ของตนเองและครอบครัว

และมีการเรียนรู้พัฒนาตนเองอยู่เสมอให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และนำเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าและผลิตภัณฑ์โดยการนำเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในท้องถิ่นมาเชื่อมโยงสร้าง story ให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันควรเพาะปลูกพืชที่มีความปลอดภัยมีคุณภาพ และผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการขยายไปสู่การจำหน่ายผ่านออนไลน์ รวมทั้ง พัฒนาการดำเนินการอย่างครบวงจรตั้งแต่ กระบวนการปลูก การผลิต แปรรู การตลาดและจำหน่าย ไปจนการขนส่งอย่างเป็นระบบ เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยมีความเชื่อมั่นว่ากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

โดยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้เป็นอย่างดี รัฐบาลจึงได้สนับสนุนงบประมาณให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ทั้ง 7 หมื่นกว่ากองทุน ดำเนินโครงการตามแนวทางประชารัฐ ใน 3 ปีต่อเนื่อง ประกอบด้วย

1) โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ในปี 2559 วงเงิน 35,000 ล้านบาท

2)โครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ในปี 2560 วงเงิน 15,000 ล้านบาท และ

3)โครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืนโดยศาสตร์พระราชา ตามแนวทางประชารัฐ ในปี 2561 วงเงิน 20,000 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบกรอบแนวคิดการจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์ 20 ปี กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จากตัวแทนเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อพัฒนาสู่แผนแม่บทฉบับสมบูรณ์ต่อไป