พบชาวเวียดนามลอบตัดไม้กฤษณา ยิงปืนใส่ จนท. ก่อนมีคนไทยช่วยหลบหนี

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ลาดตระเวนพบชาวเวียดนามลักลอบตัดไม้กฤษณา กลุ่มคนร้ายยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ก่อนหลบหนี พบคนไทยให้การช่วยเหลือ เตรียมขยายผลจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

วันนี้ (18 มี.ค. 62) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ข้อความว่า นายชัชวาล อินทุมาร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว รายงานเข้ามาว่า เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนฯ ออกตรวจสอบพื้นที่การลักลอบเก็บหาไม้กฤษณา ตามที่ได้สืบทราบข่าวว่ามีชาวเวียดนามแอบลักลอบเข้าไปเก็บหาไม้กฤษณาโดยมีกลุ่มคนไทยในพื้นที่คอยอำนวยความสะดวก

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 11.30 น. พบกลุ่มชาวเวียดนามประมาณ 4 คน กำลังช่วยกันถากไม้กฤษณา บริเวณป่าภูคิ้ง ทางด้านทิศตะวันตกบ้านใหม่นาเจริญ ใน ขสป.ภูเขียว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ยังไม่ทันแสดงตัวมีเสียงปืนดัง 1 นัด แล้วกลุ่มชาวเวียดนามพากันหลบหนี เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนฯ ไล่ติดตามพบแคมป์พัดชั่วคราว (ห่างจากจุดเกิดเหตุไปทางด้านทิศตะวันตก/เหนือ ประมาณ 600 เมตร) ภายในแคมป์ที่พัก พบชิ้นไม้กฤษณา จำนวน 30 กก. โทรศัพท์มือถือสีดำโนเกีย ไม่มีซิม พบสิ่งของเครื่องใช้ และบรรจุภัณฑ์ระบุเป็นภาษาเวียดนาม

ตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพิ่มเติมพบไม้กฤษณา ถูกตัดโค่นคาตอ ใหม่ได้ 2 ต้น และถูกถาก/สับ เอาเนื้อไม้กฤษณา ออกจนหมด พบสิ่ว จำนวน 17 เล่ม ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และในวันเดียวกันจัดให้ เจ้าหน้าที่ได้ดักซุ่ม ตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มชาวเวียดนามจะใช้หลบหนี

กระทั่งในวันที่ 17 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดดักซุ่ม บ.หนองแต้ ต.บ้านยาง อ.เกษตรสมบูรณ์ พบเห็นแสงไฟฉายทางด้านทิศตะวันตก/เหนือ ที่ทำการดักซุ่ม ห่างออกไป 1 กม. สักครู่มีรถยนต์วิ่งเข้าไปและวิ่งออกอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ชุดที่ทำการดักซุ่ม ได้ติดตามเข้าตรวจสอบในตอนเช้า พบเป็นรอยเท้า เดินลงจากเขา จำนวน 3 จุด แต่ละจุดห่างกันประมาณ 100-150 เมตร คาดว่ากลุ่มชาวเวียดนามหลบหนีออกไปได้โดยมีคนไทยช่วยเหลือออกไป จึงได้ร่วมกันทำการตรวจยึดของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อสืบสวนติดตามหาตัวผู้กระทำผิดและคนไทยที่ช่วยเหลือพาคนร้ายหลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

เศร้าใจ! ภาพอ้างจังหวัด ขุดหาดทรายทำเป็นคลอง ปล่อยน้ำเสียลงทะเล

งามหน้า!  รถขุดดินขุดหาดทรายทำเป็นคลอง ก่อนปล่อยน้ำเสียลงทะเลอ่างนาง กระบี่ อ้างเป็นโครงการเร่งด่วนของจังหวัด

วันนี้ (18 มี.ค. 2562) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก พนิดา แม่สาย ได้มีการเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสม หลังจากพบว่ามีรถขุดดินคันหนึ่งกำลังขุดทรายเปิดทางให้น้ำเสียไหลลงสู่ทะเล โดยอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดในการแก้ปัญหาน้ำเสียที่สั่งสมมานาน ก่อนที่จะมีการจัดการก่อสร้างฝายกั้นทีหลัง

โดยภาพได้เผยให้เห็นว่า รถคันดังกล่าวขุดหาดทรายบริเวณอ่าวนาง จ.กระบี่ ให้เป็นคลอง เพื่อให้น้ำเสียที่มีลักษณะสีดำไหลลงสู่ทะเล ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า

นักท่องเที่ยวอึ้ง ที่อ่าวนาง กระบี่  มีแม็คโคร มาขุดปล่อยน้ำเสียลงทะเล ไปสอบถาม บอกว่าเป็นโครงการเร่งด่วนของจังหวัด แก้น้ำในคลองเน่ามานาน เลยปล่อยลงทะเลก่อน ค่อยทำฝาย กั้นทีหลัง ฝรั่งเห็นแล้ว งง !!

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมากโดย ส่วนใหญ่ไม่พอใจการ กระทำของจังหวัดที่ใช้วิธีนี้แก้ปัญหา พร้อมเรียกร้องให้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นความมักง่ายในการแก้ปัญหา และทำลายแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของชาติ


ผลเสีย การปล่อยน้ำเสียลงน้ำ

การปล่อยน้ำเสียลงทะเล นอกจากจะมีผลต่อกระทบต่อทัศนียภาพ เพราะความสวยงามของแหล่งน้ำสามารถใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือจัดกิจกรรมทางน้ำเพื่อความบันเทิงได้แล้ว ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เช่น มีกลิ่นเหม็นจากน้ำเน่าเสีย

มีผลกระทบต่อวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ เช่นน้ำเสียที่เกิดจากสารพิษอาจทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตตายทันที ส่วนน้ำเสียที่เกิดจากออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง อาจทำลายพืชและสัตว์น้ำเล็กๆ ที่เป็นอาหารของปลา ทำให้ความอุดมสมบูรณ์หรือแหล่งอาหารของสัตว์น้ำลดลง

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการปล่อยของเสียลงน้ำ และทะเลส่วนใหญ่แล้วล้วนมาจากฝีมือมนุษย์ ดังนั้นการถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก เยาวชน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ให้ตระหนักถึงผลเสียและรับรู้การป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสียอย่างถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำอย่างถูกวิธีและได้ผลอย่างยั่งยืนที่สุด

ย้อนรอยคดีเปรมชัย ฆ่าเสือดำ ก่อนศาลมีนัดตัดสินพรุ่งนี้ 19 มี.ค.

ในวันที่ 19 มีนาคม นี้ ศาลมีนัดตัดสินคดีล่าเสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีประธานบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพวกตกเป็นจำเลย

หากย้อนคดีฆ่าเสือดำ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานานกว่า 1 ปีแล้ว นับเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจจนนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักอนุรักษ์ ตัวแทนของสัตว์ป่าออกมาส่งเสียงเรียกร้องถึงกระบวนการยุติธรรมทางกฏหมาย

ย้อนกลับไปเหตุการณ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 นาย เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 4 คน ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ตรวจสอบพบว่าลักลอบตั้งแคมป์และลักลอบล่าสัตว์ป่า หลังนายเปรมชัยกับพวกได้เข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์

โดยการจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตรวจพบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ ไก่ฟ้าหลังเทา และเก้ง นอกจากนี้ยังตรวจพบอาวุธปืนลูกกรดติดลำกล้อง 1 กระบอก ปืนไรเฟิลติดลำกล้อง 1 กระบอก และปืนลูกซองแฝด 1 กระบอก จึงควบคุมตัวนายเปรมชัย และพวกไปที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก

กระทั่งเจ้าหน้าที่พบซากเสือดำ พร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนมากที่ถูกซุกซ่อนไว้ใกล้กับแคมป์พัก จากการเข้าไปตรวจสอบตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 นายเปรมชัยกับพวกจึงถูกควบคุมตัวดำเนินคดีที่ สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ก่อนที่ในช่วงบ่ายศาลจังหวัดทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี จะอนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมด ด้วยวงเงินประกันคนละ 150,000 บาท

7 กุมภาพันธ์ 2561 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าค้นบ้าน นายเปรมชัย ย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ พบปืนไรเฟิล ปืนยาว และปืนสั้น รวม 43 กระบอก แต่ไม่พบตัวนายเปรมชัย

จากเหตุการณ์นี้ พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนคดีส่งต่ออัยการจังหวัดทองผาภูมิ เพื่อฟ้องนายเปรมชัย จำนวน 10 ข้อหา และพนักงานอัยการสั่งฟ้อง 6 ข้อหา ประกอบด้วย ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต , ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า , ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง , ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง , ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมาย และร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมให้ชดเชยค่าเสียหายให้กรมอุทยานฯ จากการก่อคดีจำนวน 462,000 บาท ซึ่งหนึ่งในข้อหาที่อัยการสั่งฟ้อง มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

ส่วนข้อหาที่ไม่สั่งฟ้องคือ ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง , ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า , ร่วมกันมีเครื่องมือสำหรับการล่าสัตว์ป่า , ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่า และร่วมกันกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร

ล่าสุดศาลจังหวัดทองผาภูมิ ได้สืบพยานฝ่ายโจทก์ จำนวน 32 ปาก และฝ่ายจำเลย จำนวน 17 ปาก เสร็จเรียบร้อย ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูในโซเชียล ว่าอัยการหัวหน้าคณะทำงาน สั่งไม่ฟ้องคดีเสือดำ โดยมีการออกมายืนยันเป็นไปไม่ได้ เพราะกระบวนการใกล้ถึงวันศาลนัดพิพากษา 19 มี.ค. นี้