สถิติการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

จากกรณีที่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่มีจำนวนผู้คนกว่า 3,000 คน มารอเลือกตั้งจนแน่นขนัดเป็นเวลานาน จนมีคนเป็นลม แต่สถานทูตกลับจัดให้ลงคะแนนแค่ 3 คูหา แถมมีภาพแชร์ว่อนโลกออนไลน์ที่ทำคูหาทำจากลังกระดาษ จนเกิดข้อครหาถึงความไม่พร้อมในการเลือกตั้ง

หรือกรณีที่ เมืองหนานจิง ประเทศจีน ซึ่งผู้ใช้ทวิตเตอร์ KOPFER ได้โพสต์ว่า บัตรเลือกตั้งของคนไทยหายไปจำนวน 500 กว่าใบ และยังมีการใส่เบอร์โทรศัพท์ปริศนาลงไปแทน ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชน ทั้งนี้ การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ถือเป็นการเลือกตั้งในรอบ 5 ปี จึงทำให้ประชาชนคนไทยตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์ของตนเองมากขึ้น

MThai จึงได้รวมสถิติการเลือกตั้นอกราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 – พ.ศ.2554

การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร คือการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในช่วงเวลาเดียวกันกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นในประเทศไทย เพียงแต่เป็นการจัดการเลือกตั้งนอกประเทศไทย

โดยมีสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่เป็นผู้จัดการเลือกตั้งให้คนไทยทุกคน ที่มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทย สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ ตามที่สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
1.เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
2.เป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง
3.เป็นผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง

การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
1. ลงทะเบียนก่อนการเลือกตั้งอย่างน้อย 30 วัน
2. ในกรณีที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ ลงทะเบียนได้ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ
ในกรณีที่ยังอยู่ในประเทศไทย (แต่จะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงการเลือกตั้ง) ลงทะเบียนได้ที่สำนักทะเบียนท้องถิ่น หรือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด (กกต. จังหวัด) โดยท่านต้องกรอกแบบคำร้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรตามข้อ ต่อไป

การยื่นคำร้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
ยื่นแบบคำร้องขอใช้สิทธิเลือกตั้งฯ พร้อมเอกสารแสดงตน ได้แก่ หนังสือเดินทาง หรือบัตรประชาชนไทย (ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก) โดยขอลงทะเบียนด้วยตนเอง หรือทางโทรสาร หรือทางไปรษณีย์มายังสถานเอกอัครราชทูตฯ

การลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้งฯ

เอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ จะเป็นผู้กำหนดวิธีการลงคะแนนซึ่งดำเนินการได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
การลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้ง (คูหาลงคะแนน) เป็นการลงคะแนนโดยกำหนดสถานที่เลือกตั้งซึ่งอาจเป็นที่สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ หรือสถานที่อื่นซึ่งเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่เป็นผู้กำหนด โดยจะมีการตั้งคูหาและหีบบัตร

การลงคะแนนทางไปรษณีย์ เมื่อสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ กำหนดให้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ จะจัดส่งบัตรเลือกตั้งและเอกสารคำแนะนำการใช้สิทธิเลือกตั้งให้แก่ผู้มีสิทธิเพื่อทำการลงคะแนนและผู้มีสิทธิจะต้องส่งเอกสารคืนสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ภายในวันรับคืนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ๋ อย่างสหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆ  การจัดหน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่หรือสัญจรไปรับการลงคะแนนเลือกตั้งตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงงานหรือที่พักของแรงงานไทย วัดไทย หรือชุมชนที่มีคนไทยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

สถิติการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

หากย้อนดูสถิติการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 4 ครั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งในแต่ละครั้งได้รับความสนใจจากคนไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักเป็นจำนวนมาก เพราะในแต่ละปีจะมีคนลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ

ปี พ.ศ.2544 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 42,759,001 คน จากจำนวนราษฎร 61,661,701 คน ในจำนวนนี้มี ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 40,670 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 14,521 คน คิดเป็น 35.70%

ขณะที่ ปี พ.ศ.2548 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,572,101 คน จากจำนวนราษฎร 63,079,765 คน ในจำนวนนี้มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 104,136 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 41,882 คน คิดเป็น 40.22% เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2544 

ต่อมาในปี พ.ศ.2550 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,002,593 คน จากจำนวนราษฎร 62,828,706 คน ในจำนวนนี้มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 80,161 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 58,807 คน คิดเป็น 73.36% ซึ่งแม้จำนวนผู้ลงทะเบียนจะน้อยกว่าปี พ.ศ.2548 แต่การออกมาใช้สิทธิเพิ่มขึ้นจากสองครั้งที่ผ่านมา

และในปีล่าสุดที่มีการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน จากจำนวนราษฎร 63,878,267 คน ในจำนวนนี้มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 146,133 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 76,615 คน คิดเป็น 52.43% ทั้งนี้ หากเทียบกับการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา ปีนี้ถือเป็นปีที่มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิและออกมาใช้สิทธิมากที่สุด

การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แม้จะไม่ครอบคลุมครบทุกทวีป แต่นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยที่อยู่ทุกแห่งหนทั่วโลก ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากดูจากจำนวนตัวเลขอาจน้อยนิด แต่ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินผู้นำประเทศคนใหม่ได้

กกต. ยืนยันการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะ ‘บัตรเข่ยง’

นายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ในการทำงานเกี่ยวกับการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งที่ผ่านมา ยอมรับมีความผิดพลาดบ้าง มีข้อบกพร่องบ้าง แต่ก็ได้นำมาปรับปรุงแก้ไข พร้อมยืนยัน การทำงานของ กกต. มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะจำนวนตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ หรือ บัตรเขย่ง และเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด รวมถึงเรื่องร้องเรียน ที่กำลังพิจารณาอยู่ ที่มีมากถึง 186 เรื่อง โดยจะยึดข้อกฎหมายเป็นหลัก

ทั้งนี้ นายกฤช ยืนยัน ไม่ท้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา แต่อยากขอความเป็นธรรมจากสื่อบางสำนัก ที่มีการนำเสนอข่าวที่บิดเบือน โจมตีด้วยข้อความเป็นเท็จ เช่นเรื่องการเตรียมให้ใบแดง ว่าที่ ส.ส. เป็นต้น ว่าควรตรวจสอบก่อนที่จะมีการนำเสนอ เพราะอาจสร้างความสับสนในสังคมได้

ย้อนรอยการเลือกตั้งไทย “บัตรเขย่ง” เคยมีมาก่อนหรือไม่?

หลังจากที่ กกต. ได้ได้แถลงผลคะแนนการเลือกตั้ง 100% อย่างไม่เป็นทางการออกมา ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่า “ทำไมมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับยอดบัตรที่ใช้ จำนวน 9 ใบ” โดยให้คำตอบว่า อาจเกิดจากบัตรเขย่ง ทำให้เกิดกระแสสังคมเป็นที่สงสัยกันว่า บัตรเขย่งคืออะไร, เกิดขึ้นได้อย่างไร, ก่อนหน้านี้เคยมีมาหรือไม่? ฯลฯ

บัตรเขย่ง :

มาจากการนับคะแนนตัวเลขผู้มาใช้สิทธิกับตัวเลขบัตรที่ถูกใช้ไปไม่ตรงกัน โดยอาจจะเกิดจากการที่ผู้ใช้สิทธิมาลงชื่อและเดินทางกลับไปก่อน โดยไม่ทันได้รับบัตรเลือกตั้ง เช่น นาย เอ ไปรายงานตัวเพื่อใช้สิทธิ แต่รอคิวนานเลย “สละสิทธิ” จึงเป็นที่มาที่ทำให้ “ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิกับตัวเลขบัตรที่ถูกใช้ไปไม่ตรงกัน”

ภาพเอกสารเผยแพร่ของ กกต. ที่เมื่อนำจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ ลบด้วยจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ จะมีจำนวนบัตรที่ไม่ได้ถูกใช้ 9 ใบ

โดยปรกติแล้ว หากเกิดกรณีเช่นนี้ ทาง กกต.ประจำหน่วยก็จะให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่หากยังไม่ตรงกัน ก็จะส่งให้ กกต.พิจารณา ซึ่งอาจจจะทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยนั้นๆ โดยบัตรเขย่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2475

ย้อนรอยการเลือกตั้งไทย บัตรเขย่งเคยมีมาก่อนหรือไม่?

หลังจากคำชี้แจงของกกต. จบลง กระแสในโลกออนไลน์ก็วิ่งขึ้นมาทันที ด้วยแฮชแท็ก #บัตรเขย่ง ที่ต่างสร้างความงุนงงและสงสัยกันว่า คืออะไร เป็นอย่างไร และเคยมีมาก่อนหรือไม่ ซึ่งทางทีมงาน MThai News ได้รวบรวมสถิติตัวเลขการเลือกตั้งในประเทศไทยมาให้ดูกันว่า แท้จริงแล้ว “บัตรเขย่ง” ที่ว่านั้น เคยเกิดมาก่อนหรือไม่?

เลือกตั้ง’ 54 บัตรเขย่งเป็น 0

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปครั้งที่ 26 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554สำหรับ การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2554 อยู่ภายใต้การจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ , นายประพันธ์ นัยโกวิท , นางสดศรี สัตยธรรม , นายสมชัย จึงประเสริฐ และ นายสุเมธ อุปนิสากร เป็นประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ชุดที่ 3

สถิติ “บัตรเขย่ง” ในการเลือกตั้งปี 54 ที่มีจำนวนเป็น “ศูนย์” ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ 

โดยในการเลือกตั้ง’ 54 นั้นผลปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย ได้ที่นั่งผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง 265 ที่ นับเป็นครั้งที่สองในรอบทศวรรษที่มีพรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก โดยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎร 159 ที่

เลือกตั้ง’ 50 บัตรเขย่ง 6 ใบ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2550 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550และครั้งแรกภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยกำหนดให้มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 480 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน ทำให้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จะมีจำนวนการเลือก ส.ส. มากกว่า 1 เบอร์ และไม่เท่ากันในแต่ละจังหวัด ทำให้ไม่สามารถคิดคะแนนรวมเพื่อหาจำนวน “บัตรเขย่ง” ที่เกิดขึ้นได้

บัตรเขย่ง ในการเลือกตั้งปี 50 มีจำนวน 6 ใบด้วยกัน

สำหรับ การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2550 อยู่ภายใต้การจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ , นายประพันธ์ นัยโกวิท , นางสดศรี สัตยธรรม , นายสมชัย จึงประเสริฐ และ นายสุเมธ อุปนิสากร เป็นประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ชุดที่ 3

เลือกตั้ง’ 49 บัตรเขย่ง 0 ใบ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549

แต่ก่อนจะถึงการเลือกตั้งใหม่ ได้เกิดการก่อรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลภายใต้การรักษาการนายกรัฐมนตรี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภายหลังการรัฐประหารนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีคำสั่งแถลงการณ์ฉบับที่ 3 จึงทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ถูกยกเลิก

บัตรเขย่ง ในการเลือกตั้งปี 49 กลับมาเป็น 0 ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

สำหรับ การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2549 อยู่ภายใต้การจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ของ พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ และยังคงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

เลือกตั้ง’ 48 บัตรเขย่งรวม 35  ใบ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 สาเหตุมาจาก นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบวาระ 4 ปี และต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคไทยรักไทย ของ นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร คือ 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง แม้ก่อนหน้านี้จะได้รับเสียงเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว

บัตรเขย่ง ในการเลือกตั้งปี 48 เป็นปีที่เกิด “บัตรเขย่ง” มากที่สุด

สำหรับ การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2548 อยู่ภายใต้การจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ของ พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ และยังคงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

สรุปบัตรเขย่ง เกิดได้-ไม่ได้

จากตัวเลขย้อนหลังการเลือกตั้งไทยทำให้เราน่าจะได้ข้อสรุปว่า ปัญหา “บัตรเขย่ง” นั้นเกิดเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ไม่ต่างจากเคสอื่น ๆ ของการเลือกตั้งเช่น “ฉีกบัตร” ที่มักจะมีเกิดขึ้นแทบทุกครั้ง ด้วยความเข้าใจผิดของการสื่อสารนั่นเอง

แม้ว่า ในปีนี้ หลายคูหาจะมีโต๊ะที่ให้ลงชื่อ-รับบัตรตั้งอยู่ติดกัน การเซ็นรับ-กลับก่อน ดูจะเป็นเรื่อง “น่ากังขา” สำหรับหลายคน แต่จากตัวเลขที่พบเห็นนั้นทำให้เห็นได้ว่า ปัญหานี้มีเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ด้วยโลกโซเซียลในปัจจุบัน ทุกอย่างแพร่กระจายไปเร็วมากขึ้น การตรวจสอบของภาคประชาชนเกิดได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ผ่านทางออนไลน์ ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือการที่ภาครัฐเปิดข้อมูลต่าง ๆ ให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึง ร่วมกันตรวจสอบได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ดูน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการร่วมกันสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในสังคม และภาคประชาชนก็จะได้ร่วมกันตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อได้ตัวเลขเหล่านี้มา ย่อมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ-ฝ่ายการเมือง-ประชาชน ได้มากขึ้นนั่นเอง