กกต.เผยเลือกตั้งล่วงหน้า มีผู้ใช้สิทธิกว่า 80% ชี้ 24 มี.ค.ไม่น่ามีปัญหา

รองเลขาฯกกต. เผยเลือกตั้งล่วงหน้ามีผู้ใช้สิทธิไม่ต่ำกว่า 80% ชี้ 24 มี.ค.ไม่น่ามีปัญหา

วันนี้ (17 มี.ค.62) นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงภาพรวมการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายหลังจากการปิดหีบไปเมื่อเวลา 17.00 น. ว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีผู้ใช้สิทธิไม่ต่ำกว่า 80% โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งบางกะปิ อย่างโรงเรียนบ้านบางกะปิ มีผู้มาใช้สิทธิถึง 82% แม้จะมีปัญหาการจ่ายผิดในหน่วยเลือกตั้งบางเขต แต่ผู้อำนวยการเขตก็สามารถแก้ไขโดยการเปลี่ยนบัตรที่ถูกต้องให้

ส่วนขั้นตอนหลังการปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า ได้มีรถขนบัตรจากไปรษณีย์ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปรอขนหีบเลือกตั้งมาไว้ที่ทำการไปรษณีย์ หลักสี่แล้ว ก่อนทยอยขนมาเพื่อคัดแยก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มคัดแยกในเวลา 19:00 – 20:00 น. ยาวไปจนครบกำหนด 48 ชั่วโมง ก่อนรวบรวมส่งไปยังเขตการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดจำนวน 350 เขต ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ภายในห้องขัง ภายในสถานีตำรวจ จนถึงวันที่ 24 มีนาคม หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นก็จะนำมานับคะแนนรวมกัน

ทั้งนี้ นายณัฏฐ์ ยังกล่าวขอบคุณประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อดทนรอลงคะแนน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ตำรวจ อาสา และเชื่อว่า การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม ไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งจะมีมากถึง 93,000 หน่วย ทั่วประเทศ

สำหรับผู้ทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิได้ ก็สามารถรายงานแจ้งเหตุจำเป็น โดยการเขียนจดหมายส่งมาสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นหรืออำเภอนั้น ๆ ได้ ทั้งก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน และหลังการเลือกตั้ง 7 วัน แต่หากไม่แจ้งเหตุ จะถูกจำกัดสิทธิ 2 ปี คือสิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส.,สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น ส.ว. ,สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน , ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และห้ามดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ข้อมูลจาก INN

สลด!! นักเรียนหญิง ชั้นม.4 น้อยใจพ่อแม่เตือนเรื่องติดมือถือ คว้าปืนยิงตัวเองดับ

นักเรียนหญิงชั้น ม.4 น้อยใจพ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนเรื่องติดโทรศัพท์มือถือ ใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิตคาเตียงนอน

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 17 มีนาคม 62 ร.ต.อ .รุจจิโรจน์ กิติกนกกาญจน์ รองสว.สอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งเหตุมีนักเรียนสาวยิงตัวเองเสียชีวิตภายในบ้านพักเป็นอาคารพาณิชย์สูง 2ชั้น เลขที่ 247/9 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ปัญณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 และแพทย์เวรโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ปลูกติดกันจำนวน 13คูหา บริเวณชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นห้องนอน บนเตียงนอนพบผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย คือน.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี อยู่ภายซอยพหลโยธิน 123 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี กำลังเรียนมัธยมศึกษาที่ 4 ใช้อาวุธปืนขนาด.38 ยิงตัวเองที่บริเวณเหนือคิ้ว กระสุนฝังใน 1 นัด

ข้างตัวผู้ตายฝั่งซ้ายพบอาวุธปืนขนาด.38 ตกอยู่จำนวน1 กระบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการตรวจสอบพบว่าก่อนหน้าที่ผู้ตายจะใช้อาวุธปืนยิงตัวเองก็ได้โพสเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีข้อความวว่า ขอโทษที่ทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้ ขอโทษคนที่อยู่หลังจากนี้ ขอโทษ….โดยฉากหลังเป็นสีดำ

พ.ต.อ.ปัญณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้สอบถามทางพ่อกับแม่น้องที่เสียชีวิต คาดว่าสาเหตุที่น้องยิงตัวเองเสียชีวิตนั้นก็เพราะน้อยใจพ่อกับแม่ ที่ว่ากล่าวตักเตือนเพราะผู้ตายชอบอยู่แต่โลกโซเชียลติดโทรศัพท์มือถือ สำหรับบาดแผลพบบริเวณกลางหน้าผากระหว่างคิ้วกระสุนฝังใน ภายในรังเพลิงอาวุธปืนพบปลอกกระสุนปืนอยู่จำนวน 2 ปลอก กระสุนปืนที่ยังไม่ได้ยิงอีกจำนวน 4 นัด และที่บนเพดานห้องก็ยังพบว่ามีรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืนจำนวน 1นัด ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บพยานหลักฐานในการพิสูจน์ ซึ่งอาวุธปืนเป็นของบิดาซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีทะเบียนถูกต้องหรือไม่

ร.ต.อ .รุจจิโรจน์ กิติกนกกาญจน์ รองสว.สอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ และร่วมชันสูตรพลิกศพพร้อมกับแพทย์เวร พร้อมบันทึกภาพในที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ได้เชิญพ่อกับแม่ของผู้เสียชีวิตไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจการก่อเหตุครั้งนี้ ส่วนผู้เสียชีวิตได้ให้อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ้ง นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตร ยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ (ศูนย์รังสิต) เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป


เกร็ดความรู้

โรคซึมเศร้า’ เป็นโรคทางจิตเวช สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งความผิดปกติทางอารมณ์ และเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญของประเทศไทย เป็นคนที่มีอาการเศร้าอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าไม่มีความสุขไม่อยากทำอะไร มีอาการทางกาย เช่น นอนไม่หลับ ทานอาหารไม่ได้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีความคิดไปทางลบ ซึ่งภาวะทางอารมณ์ดังกล่าวหากปล่อยไว้เป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และผู้ป่วยอาจถึงขึ้นหาวิธีเพื่อที่จะฆ่าตัวตาย จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 1.5 ล้านคน

อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร?

1.มีอารมณ์ซึมเศร้า หงุดหงิด โกรธง่าย
2.หมดความสนใจ หรือ ความสุขในการทำกิจกรรมต่างๆ
3.นอนไม่หลับ หรือ นอหลับมากขึ้น
4.รู้สึกอ่อนเพลีย
5.เบื่ออาหาร หรือ ทานอาหารมากขึ้น
6.รู้สึกไร้ค่า ตำหนิตัวเอง
7.ไม่ค่อยมีสมาธิเวลาทำสิ่งต่างๆ
8.พูดช้า ทำอะไรช้าลง
9.มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือ มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง

7 สาวใหญ่ เหยื่อศัลยกรรม เผยตัดสินใจฟ้องศาลเอง เพราะต้องการความยุติธรรม

7 สาวใหญ่เหยื่อศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าให้อ่อนเยาว์ (เฟซ-ออฟ) เผยสาเหตุที่ต้องฟ้องศาลอาญาเอง เพราะโดนแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทก่อนไปปรึกษาตำรวจ ปอท. ไม่เข้าความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ไปพบตำรวจ ปคบ. ก็ยังไม่รับแจ้ง จึงตัดสินใจหาความยุติธรรมด้วยการยื่นฟ้องศาลเอง

วันที่ 17 มี.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากคดีที่ นางกนกวรรณ แสงอรุณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโรงพยาบาลเฉพาะทางขนาดเล็ก ชื่อดังย่านทาวน์อินทาวน์ พร้อมพวก ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341,343 ประกอบมาตรา 83, 90 และ 91 ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา

ก่อนที่จะไปยื่นฟ้องต่อศาล ผู้เสียหายบางคนถูก ดร.สาว เจ้าของโครงการเฟซ-ออฟ ชิงไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เสียหายกับพนักงานสอบสวน สภ.บางศรีทอง ภ.จว.นนทบุรี ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท เมื่อกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดย ดร.สาว ได้ใช้ข้อความที่ผู้เสียหายคุยกันในไลน์กลุ่มไปเป็นหลักฐานในการแจ้งความดำเนินคดี จากการเป็นผู้เสียหายกลับกลายเป็นผู้ต้องหาทันที โดยผู้เสียหายบางรายต้องเดินทางจากอเมริกาบ้าง ยุโรปบ้าง ทยอยกันมารับทราบข้อหาหมิ่นประมาท ดร.สาวคนดัง

ทั้งนี้ ผู้เสียหาย เปิดเผยต่อ เมื่อมาพบกันที่ สภ.บางศรีเมือง จึงได้นัดรวมตัวกันจะไปร้อง สคบ.ในวันศุกร์ที่ 1 มี.ค. แต่ยังไปไม่ถึง ได้รับการติดต่อให้เข้าพบ พ.ต.อ.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผกก. (สอบสวน) บก.ปอท. ได้ให้คำปรึกษาชี้แนะในด้านคดีความที่เป็นประโยชน์ แต่เนื่องจากพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงพาไปพบพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังเรียบร้อยแล้ว

โดยทางพนักงานสอบสวน บก.ปคบ.แจ้งว่าถ้าจะแจ้งความดำเนินคดีกับโครงการเฟซ-ออฟ และโรงพยาบาลที่ทำศัลยกรรม ผู้เสียหายจำต้องอยู่ในประเทศเพื่อส่งสำนวนให้อัยการส่งฟ้องศาลด้วยตัวเอง ไม่สามารถมอบอำนาจได้ ทำให้ผู้เสียหายบางคนที่จะต้องเดินทางกลับก่อน จึงยกเลิกการแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ปคบ.

จากนั้นได้รวมตัวกันไปร้องเรียน สบส. (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข) เพื่อให้ทำการตรวจสอบมาตรฐานการทำงานของโรงพยาบาลแห่งนี้ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ทาง สบส. ได้รับเรื่องไว้แล้ว จากนั้นทางผู้เสียหายได้ทนายความก่อนจะแต่งตั้งทนายให้เป็นตัวแทนยื่นฟ้องคดีเอง โดยไม่ผ่านชั้นพนักงานสอบสวน จนมีสื่อมวลชนให้ความสนใจนำเสนอข่าวนี้ไปเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นางสาวกนกวรรณ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ที่ตนต้องขอใช้สิทธิทางศาล เพราะทนพฤติกรรมของ ดร.ชื่อดังคนนี้ไม่ได้ ทำหน้าเสียโฉม เสียเงินแสน มีแผลเป็น แถมเป็นคดีความอีก ตนจึงต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อขอความเป็นธรรม และอยากให้เคสของตนเป็นอุทาหรณ์ว่าอย่าหลงเชื่อโฆษณาอวดอ้าง แม้จะมีนักร้องชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม