กุศลยิ่งใหญ่! เด็กหนุ่มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ แต่กลับช่วยต่อชีวิตให้อีก 5 คน

เด็กหนุ่มนักศึกษาอาชีวะ วัย 21 ปี ที่ จ.เพชรบูรณ์ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บิดา-มารดา บริจาคอวัยวะให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยชีวิตคนอื่นได้อีก 5 ราย

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า ที่ จ.เพชรบรูณ์ ได้เกิดเรื่องราวดีๆ ที่มาจากการสูญเสีย หลังจากผู้ปกครองของนายอภิรักษ์ ชุมพาลี อายุ 21 ปี ชาวบ้านต.บุ่งน้ำเต้า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ตัดสินใจบริจาคอวัยวะลูกชายให้กับทางโรงพยาบาล เพื่อนำไปต่อชีวิตของผู้ป่วยคนอื่นๆ หลังจากลูกของพวกเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

โดย นางสกุลตลา ชุมพาลี อายุ 42 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันลูกชายกำลังเรียนหนังสืออยู่ระดับ ปวส.ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ และกำลังจะจบการศึกษาในอีกไม่กี่วัน โดยปกติลูกชายเป็นคนชอบบริจาคสิ่งของช่วยเหลือบุคคลอื่น รวมทั้งบริจาคเลือดให้แก่กาชาดมาโดยตลอด

เหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้นในช่วงดึกของคืนวันที่ 11 มี.ค.2562 ขณะที่ลูกชายกำลังขี่รถจักรยานยนต์จากวิทยาลัย เพื่อจะกลับบ้านที่ ต.บุ่งน้ำเต้า ระหว่างทางได้เกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ซึ่งแพทย์ พยาบาลได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อเข้าสู่ภาวะสมองตาย พยาบาลได้มาพูดคุยเพื่อขอรับบริจาคอวัยวะของลูกชาย เพื่อนำไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ตนเห็นว่าหากลูกชายเสียชีวิตแล้ว ร่างกายและอวัยวะก็จะถูกเผาไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงเต็มใจที่จะบริจาคอวัยวะทุกส่วนที่สามารถนำไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ ตามที่ลูกชายเคยบริจาคสิ่งของและบริจาคเลือดเพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว

นางสกุลตลา ชุมพาลี กล่าวต่ออีกว่า หากลูกชายรับรู้ได้ ตนก็อยากจะบอกว่าแม่ภาคภูมิใจในตัวลูกมาก ที่ขณะยังมีชีวิตอยู่ก็มีจิตในการบริจาคสิ่งของและบริจาคเลือด แม้กระทั่งเสียชีวิตแล้วร่างกาย อวัยวะของลูกยังสามารถไปช่วยชีวิตคนอื่นได้อีกหลายคน และเชื่อว่าผลบุญในครั้งนี้จะนำพาให้ลูกชายไปสู่ภพภูมิที่ดีในภายภาคหน้า

ด้าน นายแพทย์ศิริชัย แมงมีนาม แพทย์โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ในกรณีผู้บริจาครายนี้สามารถผ่าตัดนำอวัยวะไปช่วยเหลือผู้อื่นหลายส่วน เช่น ตับ ดวงตา 2 ข้าง ไต 2 ข้าง ซึ่งสามารถนำไปช่วยเหลือผู้อื่นถึง 5 คน
แต่เนื่องจากโรงพยาบาลยังขาดแคลนเครื่องมือในการดูแล เก็บรักษา รวมทั้งการขนส่ง ที่จะต้องรวดเร็ว ทางโรงพยาบาลจึงได้แจ้งไปยังสภากาชาดไทย เพื่อส่งทีมแพทย์มารับบริจาคอวัยวะดังกล่าวไปรักษาผู้ป่วยคนอื่นๆ ต่อไป


การบริจาคอัวยัวะ คือการบริจาคอวัยวะที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด เพื่อนำไปใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ซึ่งแตกต่างจากการบริจาคร่างกายโดยสิ้นเชิง เพราะการบริจาคร่างกายใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่สามารถบริจาคทั้ง 2 อย่างได้

  • การบริจาคอวัยวะ มีข้อกำหนด คือ
  • ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี

    เสียชีวิตจากภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ

  • ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง

    ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับ และไม่ติดสุรา

  • อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี

    ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ

วิธีแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ

กรอกข้อมูลลงในใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ให้ครบถ้วน ชัดเจน
แล้วส่งไปรษณีย์มาที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

(ดาวน์โหลดใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ได้ที่นี่ : >>)

การดูแลตัวเองหลังจากการบริจาคอวัยวะ

เมื่อศูนย์รับบริจาคอวัยะฯ ได้รับข้อความแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะของท่านแล้ว ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ จะส่งบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะให้ตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้ หลังจากที่ท่านได้รับบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ แล้ว อย่าลืมกรอกชื่อ และรายละเอียดการบริจาคลงในบัตร กรุณาเก็บบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้กับตัวท่าน หากสูญหายกรุณาติดต่อกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย

การเตรียมตัวในการบริจาคอวัยวะ

ขั้นตอนการเตรียมตัวบริจาคอวัยวะไม่ยุ่งยาก เนื่องจากการบริจาคอวัยวะเป็นเพียงการแสดงความจำนงไว้ก่อนเท่านั้น อีกทั้งต้องรอจนกว่าผู้บริจาคจะเข้าสู่ภาวะสมองตายแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถตรวจได้ว่าอวัยวะที่ประสงค์จะบริจาคสามารถใช้งานได้หรือไม่ ขั้นตอนในการบริจาคอวัยวะได้แก่

ตรวจสุขภาพ ผู้บริจาคอวัยวะจะต้องมีสุขภาพแข็งแรงและไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคติดเชื้อ ดังนั้น จึงควรตรวจสุขภาพให้แน่ใจก่อนว่าตนเองสามารถบริจาคอวัยวะได้

แจ้งคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด แม้จะยื่นความจำนงแล้วแต่จำเป็นต้องมีสมาชิกในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดช่วยประสานงานในเรื่องบริจาคอวัยวะในกรณีที่ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสมองตาย

ติดต่อหน่วยงานรับบริจาคเพื่อสอบถามข้อมูล ในกรณีที่ผู้บริจาคมีข้อสงสัย สอบถามได้จากหน่วยงานรับบริจาค เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนเข้ารับการบริจาค

สะพานลอยในมุมไบอายุเกือบ 40 ปีถล่ม ทับคน-รถยนต์ด้านล่าง

Cr.Image Credit: PTI

สะพานลอยถล่มในอินเดีย

วันที่ 15 มี.ค.2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน หลังเกิดเหตุสะพานลอยสำหรับคนข้ามเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟกับถนนในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดียพังถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 36 คน

รายงานระบุว่าเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม เวลาประมาณ 21.00 น.ตามเวลาในไทย โดยสะพานลอยดังกล่าวเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟกับถนนด้านหน้าสถานีไฟ ในเมืองมุมไบ ของรัฐมหาราษฏระ โดยขณะเกิดเหตุ เป็นช่วงที่มีผู้คนสัญจรเป็นจำนวนมากโดยพื้นของสะพานเกิดพังถล่มลงมา ทำให้ไปทับผู้คนและผู้ที่ขับขี่รถยนต์ด้านล่าง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ทางการอินเดียระบุว่า สะพานลอยคนข้ามแห่งนี้มีอายุใช้งานมาแล้วประมาณ 39 ปี ซึ่งรองรับจำนวนผู้หลายหมื่นคนที่มาใช้บริการในแต่ละวัน เพื่อเข้าออกยังสถานีรถไฟ ขณะที่ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่ผ่านมาได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานความปลอดภัย และพบร่องรอยความเสียหายเล็กน้อยบนสะพาน แต่ไม่ได้มีการแจ้งซ่อมแซม จนมาเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น 

ที่มา gulfnews.com

กัญชาต้นแรกมาแล้ว หลังผู้ป่วยทำเรื่องขอทางการ ใช้บำบัดอาการป่วย

เผยภาพกัญชาต้นแรก ภาคประชาชน หลังผู้ป่วยส่งเรื่องถึง สสจ. ขอใช้บำบัดรักษาโรค

วันนี้ (14 มี.ค. 2562) โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อเรื่องราวกัญชาต้นแรกภาคประชาชน หลังจากมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่มีอาการเจ็บป่วยต้องพึ่งกัญชาในการรักษาได้ทำเรื่องขออย่างเป็นทางการ

โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ได้มีการโพสต์ภาพและ ข้อความระบุว่า เขาได้นำร่องการทำเรื่องขอใช้กัญชาทางการแพทย์ให้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เขาได้ทำเรื่องของที่ สสจ. ของจังหวัดขอนแก่น และถือเป็นรายแรกในจังหวัด หากผู้ป่วยท่านใดที่ต้องใช้กัญชาในการรักษาก็สามารถไปยื่นคำร้องได้ที่ สสจ. ของทุกจังหวัดได้ 

กัญชาการแพทย์ เคสเเรกขอนเเก่น
#ต่างจว.ผมนำร่องให้เเล้วนะครับ
#ใครที่ป่วยใช้กัญชารักษาตัวอยู่ไปขึ้นทะเบียนด้วยครับ สสจ.ทุกจังหวัด (เฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น)

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนนำไปส่งต่อและแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ถือว่านี่คือก้าวแรกของการใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างแท้จริง ก่อนที่เวลาต่อมาผู้โพสต์ได้มีการลบภาพและจำกัดการเข้าดูเนื่องจากคงเป็นเพราะพื้นที่ส่วนตัว และไม่เหมาะสมที่จะเผยแพร่ภาพดังกล่าวต่อได้

สำหรับ การแจ้งครอบครองกัญชาของทั้ง 3 กลุ่ม สามารถไปแจ้งได้ ดังนี้ กรุงเทพมหานคร แจ้งได้ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

พื้นที่ต่างจังหวัด สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือ สสจ. ทั่วประเทศ หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1556 กด 3 ในวันและเวลาราชการ ซึ่งให้บริการตอบข้อซักถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัญชาโดยตรง ซึ่งจะมีรูปแบบการขอใช้กัญชาทางการแพทย์ดังนี้