รีบดาวน์โหลด! กองสลากฯ เพิ่มฟีเจอร์สแกนยืนยันตัวตน ในแอปฯ ‘GLO Lottery’ ป้องกันโดนแอบอ้างรางวัล

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ แอปพลิเคชัน GLO Lottery ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้งานไปแล้ว จะมีการเพิ่มการใช้งานให้สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดบนใบสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของสลากฯ รวมถึงสแกนคิวอาร์โค้ดในบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายสลากฯ ที่สำนักงานสลากฯ เพิ่งแจกให้กับผู้ค้าไปกว่า 1 แสนใบ เพื่อระบุว่า สลากฯ หมายเลขนี้ ซื้อจากผู้ขายคนไหน วันเวลาสถานที่ใด ทำให้มีหลักฐานแน่ชัด หากเกิดปัญหาการแอบอ้างหรือลอตเตอรี่หาย ก็สามารถเรียกข้อมูลนี้มาตรวจสอบได้

นอกจากนี้ จะมีคำถามให้เลือกว่า ได้ซื้อสลากฯ ในราคาตามที่กฎหมายกำหนด ไม่เกินใบละ 80 บาทหรือไม่ เป็นการชี้เป้าแหล่งที่ขายสลากฯ เกินราคา และยังจะช่วยให้ผู้ขายสลากฯ ได้ประโยชน์ด้วย โดยสำนักงานสลากฯ จะนำข้อมูลไปรวบรวมและประเมินผล หากเห็นว่าผู้ขายรายใดมีข้อมูลการขายจริงและขายได้มากก็อาจพิจารณาเพิ่มโควตาให้ในอนาคต แต่ขณะเดียวกันหากผู้ขายรายใดไม่เคยมีข้อมูลส่งกลับมาจากผู้ซื้อเลย ก็จะตรวจสอบว่าเป็นคนขายตัวปลอมที่ซื้อแล้วขายต่อให้ยี่ปัวะหรือไม่ และนำไปสู่การตัดสิทธิการซื้อจองต่อไป

นายทวีปวุฒิ บาทุกาจิตต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า รูปแบบการใช้งานดังกล่าวในแอปฯ GLO Lottery นี้ จะช่วยแก้ปัญหาการทำสลากฯ หาย หรือการแอบอ้างเป็นเจ้าของสลากฯ เมื่อถูกรางวัล เหมือนกรณีหวย 30 ล้านของ ‘ครูปรีชา’

“การทำแอปฯ สแกนคิวอาร์โค้ดถือเป็นส่วนหนึ่งในการใช้เทคโนโลยีสลากฯ 4.0 เข้ามาแก้ปัญหาการขายเกินราคารวมถึงช่วยคัดกรองแยกผู้ค้าสลากฯ ตัวจริงกับผู้ค้าตัวปลอมที่ได้รับสลากฯ และนำไปขายต่อให้ยี่ปัวะได้”

ทั้งนี้ เบื้องต้นจะใช้ในระบบแอนดรอยด์ได้ก่อน ต้นเดือน เม.ย.นี้ หลังจากนั้นจะเปิดใช้ในระบบไอโอเอส ช่วงเดือน มิ.ย.62


รู้หรือไม่?

ผลการดำเนินงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านตัวเลขเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน

ปี 2558 สำนักงานสลากฯ นำส่งรายได้แผ่นดิน 15,432.63 ล้านบาท

ปี 2559 สำนักงานสลากฯ นำส่งรายได้แผ่นดิน 25,919.03 ล้านบาท

ปี 2560 สำนักงานสลากฯ นำส่งรายได้แผ่นดิน 30,947.72 ล้านบาท

หญิงตั้งครรภ์-ผู้สูงอายุ ทยอยเข้าเซฟตี้โซนหลบฝุ่นพิษ

หญิงตั้งครรภ์-ผู้สูงอายุ ทยอยเข้าเซฟตี้โซนหลบฝุ่นพิษ คุณภาพอากาศยังไม่ดีขึ้น กอบกาญจน์สั่งเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเต็มที่

วันนี้ (29 มี.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณภาพอากาศที่ จ.เชียงใหม่ ที่ยังคงวิกฤตและยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้นในเร็ววันนี้ ทำให้ตลอดทั้งวันประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ทยอยเดินทางเข้าไปพักผ่อนหลบหมอกควันรับอากาศบริสุทธิ์ จากระบบฟอกอากาศภายในอาคารเอสเอ็มอี ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ที่เปิดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ เซฟตี้โซน ในช่วงที่จังหวัดเชียงใหม่ต้องประสบปัญหาหมอกควัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงอำนวยความสะดวก ทั้ง โต๊ะ เก้าอี้ รวมทั้ง น้ำดื่ม

นางรพีพรรณ ออแก้ว อายุ 32 ปี หญิงตั้งครรภ์ 6 เดือน หนึ่งในประชาชนที่เข้ามาใช้พื้นที่เซฟตี้โซน บอกว่า ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้พยายามไม่ออกบ้านหากไม่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพกับตนเองและลูกในครรภ์ เมื่อทราบว่าทางจังหวัดเปิดพื้นที่คลีนโซนที่มีเครื่องฟอกอากาศ จึงออกจากบ้านมานั่งพักผ่อนเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์เป็นวันที่สองและตั้งใจจะมาทุกวันจนกว่าอากาศจะดีขึ้น

นอกจากนางรพีพรรณ ยังมีผู้สูงอายุอีกหลายคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ รวมทั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่เข้ามานั่งทำงานด้วยเช่นกัน ขณะที่ช่วงเย็นยังเริ่มมีประชาชนเข้ามาวิ่งภายในอากาศด้วย

วันเดียวกันนี้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร เดินทางเข้าตรวจความเรียบร้อยภายในอาคารเซฟตี้โซน พร้อมระบุว่า ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา มีความพร้อมทั้งสถานที่และสิ่งจำเป็นอื่นๆ

ทั้งนี้สามารถรองรับประชาชนในช่วงที่ประสบปัญหาได้เพียงพอและจะเปิดพื้นที่ไปจนกว่าฝุ่นละอองจะลดลง และอากาศดีขึ้น พร้อมได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ พร้อมแนะนำให้ประชาชนที่สะดวกในการเดินทาง เข้ามาใช้บริการได้ทุกวัน

สยอง! ภาพคุณตา ถูกฝูงผึ้งรุมต่อย ฝังเหล็กในทั่วใบหน้า

เผยภาพสยอง คุณตาถูกฝูงผึ้งรุมต่อยทั่วใบหน้า เต็มไปด้วยเหล็กใน แต่กลับรอดชีวิตมาได้หลังเพื่อนบ้านช่วยทัน

วันนี้ (29 มี.ค. 2562) โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพสุดสยองของชายสูงวัยคนหนึ่ง ที่ถูกฝูงผึ้งรุมต่อยที่ใบหน้า จนปูดบวมแถมฝังเหล็กในอยู่ทั่วใบหน้า โชคดีที่คุณตาคนดังกล่าวได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จนไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านผู้ใช้เฟซบุ๊ก วรเทพ ครุธฉ่ำ คนจิตอาสา ที่ระบุข้อความว่า ออกเหตุมาก็เจอแทบจะทุกอย่าง​ แต่เหตุนี้ทำให้เราใจหายและสงสารตาอย่างที่สุด​ ผึ้งรุมต่อยแกจนแทบไม่เห็นหน้าตามีแต่ตัวผึ้งเต็มหน้า​เลย ขอให้หายไวๆ นะครับตา

ส่วนสาเหตุนั้นคาดว่าเป็นเพราะมีคนเผาตอซังข้าวในนา จนทำให้ควันลอยลอยไปที่รังผึ้ง ทำให้ฝูงผึ้งบินออกจากรังช่วงที่คุณตาเดินออกมาพอดี และรุมต่อยจนมีสภาพอย่างที่เห็น

ขณะที่คุณตาคนดังกล่าวมีชื่อว่า นายบพิตร ชนะพาล อายุ 85 ปี ชาวบ้าน จ.ชัยภูมิ ขณะนี้ได้รับการช่วยเหลือปลอดภัยแล้ว แต่ยังคงอยู่ในดูแลของแพทย์เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนได้

สำหรับการปฐมพยาบาลรักษาอาการผึ้งต่อยเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

  • หากเหล็กในอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัด ผู้ป่วยควรพยายามบีบผิวโดยรอบเพื่อดันเหล็กในออกมาให้เร็วที่สุด
  • ล้างทำความสะอาดผิวบริเวณที่ถูกผึ้งต่อยด้วยสบู่และน้ำสะอาด
  • ใช้น้ำแข็งหรือผ้าเย็นวางประคบในบริเวณนั้น
  • หากถูกผึ้งต่อยบริเวณแขนหรือขา ให้ยกแขนหรือขาขึ้น หรือวางแขนขาไว้บนระดับที่สูงกว่าปกติ
  • หากสวมใส่เครื่องประดับอยู่ ให้ถอดเครื่องประดับออก เพราะอาจเกิดอาการบวมจนยากต่อการถอดเครื่องประดับในภายหลัง
  • ไม่เกาบริเวณที่ถูกผึ้งต่อย เพราะจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • บรรเทาอาการปวดด้วยการรับประทานยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน แอสไพริน (ห้ามใช้แอสไพรินในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปีเด็ดขาด)
  • รักษาอาการที่เกิดบนผิวหนัง เพื่อลดอาการบวมแดงและอาการคัน ด้วยการทายาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) คาลาไมน์ (Calamine) ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่า หรือรับประทานยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) เช่น ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) หรือ คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine)

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที โดยแพทย์อาจใช้วิธีการรักษาอาการ ดังนี้

  • ให้ยาหรือฉีดยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) และคอร์ติโซน (Cortisone) เพื่อลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้น และอาการอักเสบภายในทางเดินหายใจ ลดภาวะหลอดลมตีบ หรือมีเสมหะในทางเดินหายใจจากฮีสตามีน
  • ฉีดเอพิเนฟรีน โดยเฉพาะในรายที่มีปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) เพื่อรักษาและลดการเกิดอาการแพ้ที่เป็นอันตราย
  • พ่นยาขยายหลอดลม (Beta agonist) เช่น อัลบูเทอรอล เพื่อบรรเทาอาการหลอดลมตีบจากปัญหาการหายใจ
  • ให้ออกซิเจน แพทย์อาจต้องให้ออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจแก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจอย่างรุนแรงจากอาการแพ้
  • ทำซีพีอาร์ หรือปฏิบัติการช่วยชีวิต (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) ในผู้ป่วยที่หยุดหายใจ
  • แพทย์อาจฉีดสารภูมิคุ้มกันบำบัดให้ ซึ่งผู้ป่วยต้องมาฉีดเรื่อย ๆ ทุก 2-3 ปี เพื่อรักษาและลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อพิษจากเหล็กในผึ้ง

ข้อมูลข่าวบางส่วนจาก pobpad.com