ย้อนดูพรรคการเมืองถูกยุบ จนถึงคิวเชือดพรรคไทยรักษาชาติ

กระแสการเมืองตอนนี้เรียกได้ว่าร้อนระอุยิ่งนัก ภายหลังเมื่อวานนี้ (7 ก.พ.62) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน และทางพรรคทราบดีว่าทูลกระหม่อมฯ เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่

ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ และมีมติ 6 ต่อ 3 ให้สั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ที่ดำรงตำแหน่ง ณ วันที่ 8 ก.พ.62 ซึ่งเป็นวันที่มีการกระทำความผิด

มีมติเอกฉันท์ให้เพิกถอนสิทธิการเมือง กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติจำนวน 13 ราย ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ไม่สามารถจัดตั้งพรรคใหม่ได้ 10 ปี นับแต่วันที่ 8 ก.พ. 62

วันนี้ MThaiNews จึงขอพาผู้อ่านทุกท่านย้อนเรื่องราวในอดีตกับประวัติศาสตร์คดีการยุบพรรคการเมือง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการคดีการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคการเมืองอื่นๆ มาให้ติดตามกันอีกครั้ง

คดียุบพรรคการเมืองจากอดีตสู่ปัจจบัน…?

การยุบพรรคการเมือง

การยุบพรรคการเมือง คือ การที่พรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดให้ต้องเลิกหรือยุบพรรคการเมืองนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาเหตุของการร้องขอให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจในการเลิกหรือยุบพรรคการเมือง ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ระบุเงื่อนไขอันเป็นเหตุให้ต้องมีการเลิกหรือยุบพรรคการเมือง ดังต่อไปนี้

(1) มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
(2) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึง 15 คน
(3) มีการยุบพรรคการเมืองไปรวมกับพรรคการเมืองอื่นตามหมวด 5
(4) มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมือง
(5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62

ปัจจุบันมีพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้ว  92 พรรค แต่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นข่าวโด่งดัง คือการยุบพรรคใหญ่อย่าง พรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และล่าสุดพรรคไทยรักษาชาติ

การวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2549 สืบเนื่องจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ในคดีกลุ่มที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ 2 ถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในข้อกล่าวหา เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการไต่สวนพยานครบถ้วนเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2550 ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญแต่ละคน ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตนออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกลางในช่วงบ่ายจนถึงเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เริ่มจากคดีกลุ่มที่ 2 ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุตลอดการอ่านคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ สรุปว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิดในทุกข้อกล่าวหา ส่วนอีก 4 พรรคมีความผิดจริง จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย รวมทั้งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทั้ง 4 พรรค มีกำหนด 5 ปี

จุดเริ่มต้นของการยุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549

คดียุบพรรคมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2549 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2549 และการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ต่อมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า

พรรคไทยรักไทยได้จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังได้ปลอมแปลงเอกสารฐานข้อมูลสมาชิกพรรค พรรคไทยรักไทยร้องเรียนกลับว่าถูกพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กใส่ร้ายพรรคตน

กกต. มีความเห็นว่าทั้ง 5 พรรค กระทำความผิดตามมาตรา 66 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 และได้ส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 พรรค

หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ส่งผลให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเก่าถูกยกเลิกไปด้วยกัน และได้ตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่มีจำนวน 9 คน

ขณะเดียวกันได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 กำหนดให้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ยังคงบังคับใช้ต่อไป และกรณีที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใด ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคนาน 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 เป็นคดีที่เป็นคดีที่ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคพลังประชาชน (2 ใบแดง) ถูกฟ้องเป็นจำเลย อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550 ส่วนข้อกล่าวหากรณีที่พรรคพลังประชาชน เป็นนอมินีหรือตัวแทนของพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้ถูกตัดสินให้ยุบพรรคไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2550

คณะกรรมการเลือกตั้งสรุปว่าปรากฏหลักฐานเพียงพอที่พรรคพลังประชาชนเข้าข่ายเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย และ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 37 คน เป็นเวลา 5 ปี

จุดเริ่มต้นของการยุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551

คดียุบพรรคมีจุดเริ่มต้นจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2550 ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคของแต่ละพรรคเป็นเวลา 5 ปี ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความเห็นว่าทั้ง 3 พรรคกระทำความผิดตามมาตรา 237 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา111 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 94 (1) (2) และมาตรา 95 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค

คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2562 สืบเนื่องจากนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ยื่นเอกสารถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณา และวินิจฉัยการกระทำของ พรรคไทยรักษาชาติ เข้าข่ายขัดต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งข้อ 17 (ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง) กรณีการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ

ว่าด้วยเรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 (ฉบับที่ใช้ปจจุบัน)

พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 ระบุไว้ว่า

เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72 หรือมาตรา 74
4) มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ  ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่ได้มีการบัญญัติองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดี มูลเหตุและเงื่อนไขของการยุบพรรคการเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ

ต่อมาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ได้จำแนกมูลเหตุในการยุบพรรคการเมืองไว้ 2 ประเภท คือ

1.เหตุเนื่องจากพรรคการเมืองไม่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และเหตุจากการยุบรวมพรรคการเมืองหรือยุบเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมือง

2.เหตุอันเนื่องจากพรรคการเมืองมีการกระทำอันเข้าข่ายล้มล้าง หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิไตย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ขสมก.เตรียมนำเครื่อง EDC มาใช้บนรถโดยสารทุกคัน เพื่อรองรับผู้ถือบัตรคนจน

ขสมก.ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทยเตรียมนำเครื่อง EDC มาใช้บนรถโดยสารทุกคัน เพื่อรองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่ม 8 มี.ค.นี้

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.ได้รับความร่วมมือจากธนาคารกรุงไทย ในการนำเครื่อง EDC (Electronic Data Capture) มาใช้รับชำระค่าโดยสาร บนรถโดยสารของ ขสมก.ทุกคัน ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป เพื่อรองรับการใช้สิทธิบริการรถโดยสารของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่

– บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรุ่นแรก (เวอร์ชั่น 2.0)

– บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) (เวอร์ชั่น 2.5)

– บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเวอร์ชั่น 4.0

โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องแจ้งจุดหมายปลายทางที่จะลงแก่พนักงานเก็บค่าโดยสาร เพื่อให้พนักงานระบุค่าโดยสารบนเครื่อง EDC ให้ตรงกับอัตราค่าโดยสารตามจุดหมายปลายทางที่จะลง ก่อนนำบัตรไปแตะที่หน้าจอบนเครื่อง EDC เพื่อให้เครื่องหักค่าโดยสารออกจากวงเงินในบัตร

ซึ่งพนักงานเก็บค่าโดยสาร จะคอยให้คำแนะนำวิธีการใช้งานแก่ผู้ใช้บริการ สำหรับผู้ใช้บริการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้บริการโดยชำระค่าโดยสารด้วยเงินสด สำหรับผู้ใช้บริการที่มีบัตรโดยสารล่วงหน้า สามารถใช้บัตรดังกล่าวในการใช้บริการได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ในอนาคต ขสมก.และธนาคารกรุงไทย จะมีการพัฒนาเครื่อง EDC ให้สามารถรองรับการชำระค่าโดยสารผ่านระบบ QR Code และบัตร EMV ของธนาคารต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารของ ขสมก.อีกด้วย

อันตราย! หนุ่มหื่นบุกขยำเต้าสาวประเภทสอง นอนป่วยในโรงพยาบาล

คลิปนาทีหนุ่มสุดหื่น บุกเข้าไปในโรงพยาบาลทำอนาจารคนไข้สาวประเภทสองนอนบนเตียง ลั่นเจ้าทุกข์ขอเอาเรื่องถึงที่สุด

วันนี้ (8 มี.ค.2562) โลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปเตือนภัยจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปลงในกลุ่ม บอกข่าวแจ้งเหตุ ช่วยเหลือกันคนภูเก็ต เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ระมัดระวังตัว เพราะคนร้าย คนโรคจิตมีอยู่ทุกที่ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องขอความเป็นธรรมเนื่องจากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล หลังจากถูกกระทำอนาจาร

โดยคลิปดังกล่าวได้เผยให้เห็นว่า ระหว่างที่คนไข้นอนอยู่บนเตียงนั้น ได้มีชายรายหนึ่งสวมเสื้อแขนกุดสีดำเดินเข้ามาที่เตียง จากนั้นได้ชวนพูดคุยต่างๆ  ก่อนที่เขาจะใช้จังหวะคนไข้เผลอใช้มือล้วงเข้าไปจับหน้าอก คนไข้จึงร้องห้ามปรามและเขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำ โดยเหตุการณืดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้โพสต์ได้มีข้อความระบุว่า

ขออนุญาตินะคะ  คือน้องชื่อเพลง เป็นผู้ปวยมารักษาตัวที่โรงบาลใน จ.ภูเก็ตแล้ววันนี้ (5 มี.ค.) เวลาประมาณ 5 โมงทางหมอได้ฉีดยารักษาอาการของน้องแล้วเกิดอาการมึนเมายา แล้วมีผู้ชายอายุประมาญ 40ปี เข้ามาทำการลวนลามร่างกายน้อง

แต่น้องไม่ต่อสู้ หรือร้องเรียกให้ใครช่วยไม่ได้ เพราะยังไม่ได้สติ ยังอยู่ในอาการมึนยาอยู่ แม้แต่นางพยาบาลยังไม่เห็นขนาดคนป่วยมันยังทำได้ ขนาดนอนรักษาตัวในโรงบาล ก็ยังเกียบเอาชีวิตไม่รอด ใครรู้ช่วยแนะหน่อยค่ะ สามารถฟ้องร้องสิทธิอะไรได้บ้าง

ทั้งนี้จากเหตุที่เกิดขึ้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในเวลาต่อมา หลังจากที่คนไข้อาศัยจังหวะที่คนร้ายลวนลามอยู่ กดโทรศัพท์ไปที่หมายเลข 191 เพื่อขอความช่วยเหลือ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางมาตรวจสอบ ก่อนจะสอบถามและทราบตัวคนร้ายก่อนแสดงตัวจับกุม โดยพบว่าคนก่อเหตุเป็นคนที่มารับจ้างเฝ้าไข้ อย่างไรก็ตามคนไข้รายดังกล่าวยืนยันจะเอาเรื่องถึงที่สุดแม้ว่า ผู้ก่อเหตุจะยกมือไหว้หลังถูกจับกุมก็ตาม

สำหรับในทางกฎหมาย การลวนลามด้วยการจับนมนี้ ถือว่าเป็นความผิดฐานความผิดอนาจาร  โดยคำว่า อนาจาร หมายความถึง การประพฤติชั่ว น่าอาย นอกรีต นอกแบบ ลามก น่าบัดสี ทำให้เป็นที่อับอาย เป็นที่น่ารังเกียจแก่ผู้อื่นในด้านความดีงาม แต่เนื่องจากฎหมายมาตรานี้เป็นกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเพศ ฉะนั้น ในทางกฎหมายคำว่า อนาจาร จะต้องเป็นการประพฤตินอกแบบ ไม่สมควรหรือชั่วในทางเพศ

สามารถเอาผิดมีโทษถึงจำคุกได้ โดย ประมวลกฏหมายอาญา ระบุว่า 

มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 279 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ผู้กระทำได้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 280 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 278 หรือมาตรา 279 เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำ
(1) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท
(2) ถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 281 การกระทำความผิดตาม มาตรา 276 วรรคแรก และ มาตรา 278 นั้น ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการ กระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ใน มาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้

ข้อมูลบางส่วนจาก lawyers.in.th