ศาลสั่งคุก 8 ปี ครูจอมทรัพย์ คดีสร้างพยานเท็จ ไม่ได้ขับรถชนคนตาย

ศาลนครพนม สั่งจำคุก 8 ปี “ครูจอมทรัพย์” คดีสร้างหลักฐาน-พยานเท็จ ไม่ได้ขับรถชนคนตายเมื่อปี 2548

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (6 มี.ค. 2562) ศาลจังหวัดนครพนม ได้มีคำสั่งตัดสินจำคุก นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือ ครูจอมทรัพย์ อายุ 57 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร และพวก 4 คน

ภายหลังพนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ข้อหาซ่องโจร เบิกความเท็จ และแจ้งความอันเป็นเท็จ จากการที่จำเลยทั้งหมด สร้างหลักฐานและพยานอันเป็นเท็จทำให้เข้าใจว่า ครูจอมทรัพย์ ไม่ได้ขับรถชนคนตาย

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่ ครูจอมทรัพย์ ได้ร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ช่วยรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอ้างว่าตกเป็นแพะ คดีขับรถชนคนเสียชีวิตเมื่อปี 2548 ที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม

ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน โจทก์จำเลยนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า ครูจอมทรัพย์มีความผิดจริง ลงโทษจำคุก 8 ปี ขณะที่นายสุริยา หรือ ครูอ๋อง ศาลลงโทษจำคุก 7ปี 9 เดือน , นางทัศนีย์ สั่งลงโทษจำคุก 2 ปี 19 เดือน,

นางทองเรศ สั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน และ นายนิรันดร์ ศาลสั่งจำคุก 2 เดือน ส่วน นางวาสนา นางรจนา และนาย เสน่ห์ ศาลพิพากษายกฟ้อง ทั้งนี้หลังจากศาลตัดสิน จำเลยทั้งหมด ได้ยื่นขอประกันตัวทันที

แก้ฝุ่นพิษ ลดภาษีรถไฟฟ้าเหลือ 0% – กระบะลดภาษีตามเครื่องยนต์

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงมาตรการภาษีสำหรับยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 – PM10) ตามที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้การแก้ปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่กรมสรรพสามิตเสนอ คาดสูญเสียรายได้จากงบส่วนนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท

มาตรการที่ ครม.อนุมัติมีดังนี้

1. ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการลงทุน ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากปัจจุบันอัตราภาษี 2% ให้ลดลงเหลืออัตรา 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 จนถึง 31 ธ.ค.2565 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2566 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 ให้ใช้อัตราภาษี 2%ตามเดิม ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการผลิตหลังปี 2568 ให้ใช้อัตราภาษีที่ 8% ตามเดิม มาตรการนี้คาดสูญเสียรายได้ 300 ล้านบาท

2. มาตรการปรับลดอัตราภาษีรถยนต์กระบะและรถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ปรับลดอัตราภาษีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ได้แก่ รถยนต์กระบะ และรถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ซึ่งการใช้มาตรการภาษีเพื่อยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจากมาตรฐาน ยูโร 4 (PM ไม่เกิน 0.025) ในปัจจุบันเป็นมาตรฐาน ยูโร 5 (PM ไม่เกิน 0.005) ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยมาตรการนี้คาดสูญเสียรายได้มากว่า 100 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้

  • รถกระบะแบบไม่มีแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกม. หากปล่อยพีเอ็มไม่เกินร้อยละ 0.005 จะลดภาษีจากร้อยละ 2.5 เหลือร้อยละ 2
  • รถยนต์กระบะแบบไม่มีแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจากร้อยละ 4 เหลือร้อยละ 3
  • รถยนต์กระบะสเปซแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจากร้อยละ 4 เหลือร้อยละ 3
  • รถยนต์กระบะสเปซแคบ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจากร้อยละ 6 เหลือร้อยละ 5
  • รถยนต์กระบะ 4 ประตูที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 9
  • รถยนต์กระบะ 4 ประตู ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกม. ลดภาษีจากร้อยละ 13 เหลือร้อยละ 12
  • รถยนต์กระบะ 4 ประตูแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 175 กรัมต่อกม. ลดภาษีจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 6

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. ส่งผลให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์พัฒนามาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลให้มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่น PM ตามมาตรฐานยูโร 5 ได้เร็วยิ่งขึ้น

2. มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้มีการลดฝุ่น PM ของรถยนต์กระบะและรถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ที่ชำระภาษีสรรพสามิตในแต่ละปีลดลงประมาณ 76 ล้านกรัมต่อปี

3. ลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนและค่าใช้จ่ายภาครัฐเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

ศาลมีคำสั่งกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณี ‘ชญาดา’ ฟ้องผู้บริหาร ธ.ก.ส

ศาลมีคำสั่งกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ไตร่สวนมูลฟ้อง กรณี ‘ชญาดา’ ฟ้องผู้บริหาร ธ.ก.ส. ปมความผิดปกติทางบัญชีในโครงการรับจำนำข้าว

วันที่ 6 มี.ค. 2562 เวลา 10.00 น. ศาลศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์กรณี นางสาวชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ อดีตพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฟ้องดำเนินคดี นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อดีตผู้จัดการ ธ.ก.ส.) จำเลยที่ 1 และผู้บริหาร ธ.ก.ส. กรณีความผิดปกติทางบัญชีในโครงการรับจำนำข้าว

ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องโดยที่ยังไม่มีการไตร่สวนพยาน น.ส.ชญาดาจึงได้ยื่นอุทธรณ์ขอความเป็นธรรมเพื่อขอโอกาสได้พิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยในวันนี้ศาลมีคำสั่งกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ชี้คดีมีมูลและให้ศาลชั้นต้นไตร่สวนมูลฟ้อง

น.ส.ชญาดา กล่าวว่า ช่วงที่ตนเองได้มารับหน้าที่ทำเอกสารที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลได้มีการขอหลักฐานเพิ่มเติม โดยการตรวจสอบเอกสารตนเองเห็นได้ชัดเจนว่าธนาคาร ธกส. แจ้งหนี้ไปยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อตก. และองค์การคลังสินค้า หรือ อคส. ไม่ถูกต้อง และยังพบวงเงินโอนออกผิดปกติ นั่นหมายความว่าส่อทุจริตชัดเจน ตนเองจึงได้โต้แย้งผู้บังคับบัญชาและคัดค้านการแจ้งหนี้ดังกล่าว จากนั้นตนได้อยู่แขวนตำแหน่ง 3 ปีโดยทันที และถูกเลิกจ้างในภายหลัง

นอกจากนั้นยังถูกกล่าวหาว่ามีอาการป่วยทางจิตและมีกระบวนการพาตนเองไปอยู่จิตเวชเป็นขั้นเป็นตอน อีกทั้งยังมีการดิสเครดิตเบนประเด็นำไปเป็นเรื่องชู้สาวเพื่อลดความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังมีการข่มขู่คุกคามทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทุกอย่างตนมีหลักฐานชัดเจน

ทั้งนี้การที่ตนเองต้องการของความเป็นธรรมนอกจาก ธ.ก.ส. มีการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแล้ว จำเลยทั้ง 4 ยังมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการปกปิดความไม่ชอบมาพากล ดังนั้นต้องมาชี้กันว่าคำสั่งแขวนตำแหน่งมีความเป็นธรรมหรือไม่ จากนั้นจะชี้เป็นเจตนาว่าการที่เลิกจ้างนั้นมีเจตนาเพื่อที่จะปกปิดความทุจริตหรือไม่

อย่างไรก็ตามในขณะนี้นหากตนเองไม่ลุกขึ้นมาโต้แย้ง ก็จะถือเป็น 1 ในผู้ร่วมกระทำผิด ดังนั้นการคัดค้านดังกล่าวเพื่อไม่ยอมกระทำความผิดด้วย