กรมสรรพากรสกัดหนีภาษี-ผู้ค้าออนไลน์ ขยายฐานภาษี

อธิบดีกรมสรรพากรมั่นใจว่า ฐานผู้ยื่นแบบแสดงรายได้ปีนี้ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคน จากกลุ่มผู้หลบเลี่ยงภาษี และผู้ค้าออนไลน์ หลังนำเทคโนโลยีดาต้า อะนาไลซ์ติคส์ มาใช้แทนเจ้าหน้าที่

ภายหลังกรมสรรพากร ประกาศยกเลิกคืนเงินภาษีด้วยเช็ค และเปลี่ยนมาจ่ายผ่านพร้อมเพย์ ทำให้อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2561 ประมาณ 3 ล้าน 2 แสนคน เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2 ล้าน 7 แสนคน ในจำนวนนี้ กรมสรรพากร ดำเนินการคืนเงินภาษีแล้วกว่า 1 ล้านคน จากจำนวนผู้ยื่นแบบฯ ขอคืนเงินภาษี 1 ล้าน 5 แสนคน

พร้อมตั้งเป้าหมายขยายฐานผู้ยื่นแบบฯ เพิ่มขึ้น จาก 10 ล้านคน เป็น 11 ล้านคน หรือร้อยละ 10 ถือเป็นการปรับเพิ่มขยายฐานผู้เสียภาษีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบหลายปี หลังกรมฯ นำนวัตกรรมวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียภาษี หรือ ดาต้า อะนาไลซ์ติคส์ มาใช้ จนพบปัญหาผู้มีเงินได้จำนวนมาก จงใจ ไม่ยื่นแบบฯ แสดงรายได้ ซึ่งกรมฯ จะเชิญคนเหล่านั้นมาทำความเข้าใจ เพื่อให้ความเป็นธรรมผู้เสียภาษีทั้งระบบ

ส่วนผู้ค้าออนไลน์ ทั้งรายใหญ่และรายย่อย จะถูกตรวจสอบการเสียภาษีด้วยระบบเว็บ สแกปปิ้ง ซึ่งสามารถดึงข้อมูลหน้าเพจ หน้าร้านออนไลน์ เข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลทันที และแม้ร้านค้าออนไลน์จะพยายามหลีกภาษี โดยให้บริการเก็บเงินปลายทาง แต่กรมฯ ก็สามารถตรวจสอบได้จากบัญชีเงินฝาก

นอกจากนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะพิจารณาร่างกฎหมาย ยกเว้นค่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม วาระ 2 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ มาเข้าระบบบัญชีเดียว

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่การนิรโทษกรรมภาษี เพราะกรมฯ ยังมีอำนาจตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง แต่เปิดโอกาสผู้ประกอบการลงทะเบียน เพื่อปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้อง พร้อมกับยื่นแบบฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ย้อนหลัง 12 เดือน นับจากเดือนมิถุนายน 2561 เพื่อแลกกับการยกเว้นค่าปรับ และเงินเพิ่ม รวมทั้งการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่อไป

อนาคตใหม่ แจง 3 ประเด็นร้อน ยันมั่นใจ ไม่เกรงกลัวการสาดโคลน

อนาคตใหม่ แจง 3 ประเด็นร้อน ยันมั่นใจ ไม่เกรงกลัวการสาดโคลน พร้อมขอให้ทั้งสื่อและประชาชนจับตาดูสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ 

เมื่อเวลา 10.00น. พรรคอนาคตใหม่ จัดแถลงข่าว ณ อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์ ชั้น 7 โดยนางสาวพรรณิการ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันสื่อมวลชนแห่งชาติ อันดับแรกตนและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ทุกคน ต้องขอชื่นชน และเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกสำนัก ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ นำเสนอข่าวอย่างเสรีและเป็นธรรม และทำงานอย่างแข็งขัน ในช่วงเวลาอันเข้นข้นนี้ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน จะเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมที่ทุกคนรอคอย

สำหรับวันนี้พรรคอนาคตใหม่ มี 3 ประเด็นที่ขอชี้แจ้งต่อสื่อมวลชน 1. กรณี พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค ถูกดำเนินคดีแชร์ข่าวปลอมบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อข่าวที่แชร์ระบุว่าพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ “เบิกงบกาแฟแก้วละ 12,000 บาท” ซึ่งเมื่อ พล.ท พงศกร โพสต์ออกไปไม่กี่นาทีจึงได้ทราบภายหลังว่าเป็นเพจข่าวปลอม และได้ทำการลบในทันที รวมถึงโพสต์แสดงความขอโทษที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดเสียก่อน

ซึ่งการกระทำดังกล่าวนำไปสู่การเข้าแจ้งความ โดยมี พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับมอบอำนาจจาก คสช.เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

โดย ณ ขณะนี้เป็นเพียงหมายเรียกเท่านั้น ยังไม่มีการจับกุมใดๆ ซึ่งทาง พล.ท.พงศกร ยืนยันว่าตนมิได้มีเจตนาบิดเบือนใดๆ เมื่อทราบว่าเป็นข่าวปลอมก็รีบทำการลบและโพสต์แสดงความขอโทษทันที ทั้งนี้ พล.ท.พงศกรจะไปรายงานตัวและดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไปในวันที่ 11 มีนาคมนี้

2. ปัจจุบันเห็นได้ชัดว่ามีกระบวนการปล่อยข่าวเท็จใส่ร้ายป้ายสีพรรคอนาคตใหม่ไม่เว้นวัน แต่พรรคอนาคตใหม่มีความมั่นใจและไม่เกรงกลัวการสาดโคลน โดยจะมุ่งมั่นในอุดมการณ์และเดินหน้าลงพื้นที่ต่อไป ผู้ที่กำลังกลัวการสูญเสียอำนาจต่างหากที่กลัวชัยชนะของประชาชนที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 24 มีนาคมนี้ กลัวพรรคอนาคตใหม่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล และนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศ

3. กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกกล่าวหาพัวพันกับธุรกิจโรงเลื่อยไม้เถื่อน ทำลายธรรมชาติ และการมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตบริษัทปิคนิคแก๊ส ตามที่มีสื่อบางสำนักเปิดประเด็นไว้ ทั้งนี้ในเฟซบุ๊กแฟนเพจของนายธนาธรได้มีการโพสต์ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้อย่างละเอียดแล้ว

ขอยืนยันว่านายธนาธรเข้าซื้อหุ้นปิคนิคแก๊สหลังคดีความทุจริตเกิดขึ้นนานเกือบ 10 ปี เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผู้ลงทุน และนายธนาธรก็ไม่ได้มีส่วนใดๆ ในการบริหารบริษัท จรกระทั่งได้ขายหุ้นทั้งหมดไปในปี 2560 ส่วนกรณีบริษัทวันโอซีเป็นบริษัทที่นายธนาธรเปิดไว้แต่ไม่ได้ดำเนินกิจการใดๆ ทั้งสิ้น มีสถานะ sleeping company ข่าวที่ออกมาจึงถือเป็นข่าวเท็จที่จงใจทำลายความน่าเชื่อถือของนายธนาธรและพรรค

นายสาวพรรณิการ์ย้ำว่า สื่อมวลชนเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งสื่อจำนวนมากซื่อตรงต่ออุดมการณ์ กล้าหาญในการทำหน้าที่ส่งต่อความจริงให้กับประชาชน จัดดีเบตหรือเชิญนักการเมืองมาพูดถึงนโยบายจุดยืนพรรค เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลมากที่สุดสำหรับการตัดสินใจในวันเลือกตั้ง

แต่ยังมีสื่อบางส่วนที่รับใช้เผด็จการ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม ทำลายพรรคการเมือง ขอให้ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนข่วยกันจับตาดูสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณเหล่านี้ และช่วยกันทำให้สื่อเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย ทำงานร่วมกับพรรคการเมืองรับใช้ประชาชน

เลือกตั้ง62 : พปชร. เปิดตัว 30 ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ย้ำนโยบาย ‘Bangkok OK’

พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัว 30 ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ย้ำนโยบาย ‘ Bangkok Ok ‘ สนธิรัตน์ ระบุ กระแสตอบรับตีคู่อันดับ 1 กองเชียร์ ชูป้าย ‘ ประยุทธ์ ‘ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้ายต่อเนื่อง

วันนี้ ( 5 มี.ค. 2562 ) ที่ หอศิลปแห่งกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ โดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ นำทีมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานครทั้ง 30 เขต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบาย สำหรับคนกรุงเทพอย่างขนส่งไร้รอยต่อ เศรษฐกิจติดสปีด เมืองปอดสะอาด สร้างสุขคนกรุง ปลอดภัยใกล้ตัว

ทั้งนี้นายอุตตม เน้นย้ำถึงนโยบบาย ‘Bangkok โอเค5ด้าน’ ซึ่งนำมาใช้ในพื้นที่ กทม. และในพื้นที่ กทม.ถือว่าเป็นพื้นที่ไม่ง่าย เพราะมีเจ้าขออยู่ ดังนั้นจึงต้องพร้อมก้าวไปด้วยกัน

ด้านสนธิรตน์ บอกว่า กระแสความนิยมของพรรคพลังประชารัฐที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หลายพื้นที่ได้รับความนิยมตีคู่กับพรรคที่ได้อันดับที่ 1 แม้ผู้สมัครส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ลงสมัครเลือกตั้งมาก่อน แต่ผู้สมัครทุกคนล้วนเป็นคนมีคุณภาพ และไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในระดับประเทศ
มั่นใจว่าพรรคจะยึดพื้นที่และเป็นอกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยโค้งสุดท้ายสำคัญที่สุด กทม.ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องทุ่มเท และต้องไม่ท้อ โดยจะต้องเปลี่ยนให้ กทม.เป็นเมืองมหาอำนาจ โดย ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ

นายพุทธิพงษ์ ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ กทม. ชี้ให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่มีร่วมกันของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อคนกรุงเทพมหานคร และอยากให้ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครดูนโยบายว่าจะทำได้จริงและจะทำทันทีหรือไม่ ยืนยันว่านโยบายเหล่านี้คิดกันมายาวนานแล้ว และจะต้องเดินหน้าอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ด้วยการเปลี่ยนกรุงเทพ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนประเทศไทย แม้ทางพรรคจะพูดไม่เก่ง แต่ทำได้เก่งกว่า อาจจะไม่มีประสบการณ์การลงพื้นที่ แต่ขยันกว่า และมีความจริงใจกว่า รวมถึงเคารพสิทธิของประชาชน

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น แกนนำพรรคได้ลงพื้นที่หาเสียงต่อโดยนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ไปยังสถานีช่องนนทรี เพื่อช่วยผู้สมัครเขตสาธร หาเสียงที่ตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์