สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ จัดเสวนา ‘กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ’

สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ จัดเสวนา “กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ กับหลักนิติกรรมและสิทธิทางการเมือง”

เวลา 13:00 น. วันที่ 1 มีนาคม 2562 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ชั้น P อาคารมณียา ถ.เพลินจิต สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ จัดเสวนา “กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ กับหลักนิติกรรมและสิทธิทางการเมือง” โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ ,รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ,ผศ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ HUman Rights Watch ร่วมเสวนา ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการคุณณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ในการเสวนาดังกล่าว รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้กล่าวถึงกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ ระบุว่า การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้ว เพราะจากกรณียุบพรรคไทยรักษาชาตินั้น ทำให้พรรคลำบากมากขึ้น และเหนื่อยมากขึ้น แรงสนับสนุนภายนอกต่าง ๆ นั้นแผ่วลง ในขณะที่พรรคอื่น ๆ สามารถหาเสียงได้อย่างเต็มที่

ในมิติทางด้านกฎหมาย ผศ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงประเด็นที่มีพระราชองค์การจากในหลวงรัชกาลที่ 10 ในช่วงเดียวกันกับว่าที่ได้มีการประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติ ในทางกฎหมายถือว่าไม่มีผลทางกฎหมายในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบของพระราชดำริ ส่วนพระองค์ หรือคำบอกกล่าวว่าทรงคิเห็นอย่างไร ซึ่งหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับว่านักกฎหมายที่มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องนี้ จะยึดมั่นในอุดมการทางการเมืองไปในทิศทางใด ? ศาลจะรับพระราชองค์การมาตีความหรือไม่ ?

ส่วนทางด้าน รศ.สมชัย กล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่า ตนคือว่าพระรางองค์การคือคำสั่ง ออกมาแล้ว ทุกอย่างต้องสิ้นสุด ทั้งบทบาทการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ต้องสิ้นสุดลง

ทางด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ระบุว่า ในกรณีการพิจารณาการยุบพรรคไทยรักษาชาตินั้น ควรให้เป็นไปตามกฎหมายมาตรา 14 ที่ชี้ว่า หากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ หากเป็นการไม่ชอบนั้นให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อ หากในข้อเท็จจริงที่ปัจจุบันมีการถอนชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของไทยรักษาชาติไปแล้ว ก็ควรจบที่ตรงนั้น หากมีการเอาผิดกันต่อในทางอาญา อาจจะร้ายแรงเกินไป

นอกจากนี้นายสุณัย ผาสุข HUman Rights Watch ระบุว่า การยึดหลักนิติรัฐ นั้นย่อมเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน แต่กระนั้นได้มีการตั้งคำถามว่า กรณีการยุบพรรคไทยรักษาชาติ มีกระบวนการที่ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้งหรือไม่ เพราะอาจมีผลต่อท่าทีของเวทีนานาชาติที่มีต่อไทย ว่ากระบวนการต่าง ๆ มีความโปร่งใสหรือไม่ นอกจากนี้อาจจะมีผลต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ หลังจากที่ไทยเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ที่นานาชาติมองว่าเป็นสถานะที่ไม่เป็นปกติ ทั้งไทยยังถูกลดระดับความสัมพันธ์ลง

ย้อนเหตุกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ สืบเนื่องจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา พวกเขาเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ในเวลาเพียง 13 ชั่วโมงหลังจากนั้นในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชโองการระบุว่า “พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง” นำมาสู่มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ “ยุบพรรค” โดยอ้างถึงพระราชโองการ

ทั้งนี้ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2562 ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องคดีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฟ้องขอให้เพิกถอนมติของ กกต. ที่ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำคำสั่งจากที่ประชุมศาลรัฐธรรรมนูญ แจ้งพรรคไทยรักษาชาติ ว่า ให้พรรคไทยรักษาชาติ มาฟังคำวินิจฉัย กรณียุบพรรค วันที่ 7 มี.ค.ที่จะถึงนี้

พบแล้ว ‘น้องที’ เด็กชาย 9 ขวบ หลังถูกแก๊งใส่จีวรลักพาตัว ไปเดินบิณฑบาต

จากกรณีที่ น.ส.วราภรณ์ ภูแข่งหมอก อายุ 30 ปี อาชีพรับเหมาก่อสร้าง ใน จ.นนทบุรี เข้าร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่า ด.ช.ศุภชัยดิ์ ศรีรักษา หรือ น้องที ลูกชายวัย 9 ขวบ นักเรียนชั้นป.3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้หายตัวไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด พล.ต.ต.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ได้รายงานมายัง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่า ขณะนี้มีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสของ “น้องที” ว่ามาอยู่กับพระสงฆ์ ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปรับตัวมา ที่ สภ.บางบัวทอง

โดย นางปวีณา ได้พา น.ส.วราภรณ์ และครอบครัวเดินทางไปที่สภ.บางบัวทอง เพื่อให้ได้พบกับ “น้องที” หลังจากถูกหลอกหายตัวไปนานร่วม 5 วัน พร้อมขอบคุณพลเมืองดี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนี้ขอฝากไปยังพ่อแม่และผู้ปกครองทุกคนให้สอดส่องดูแลลูกหลานให้ดีเพราะภัยสังคมมีอยู่ทุกรูปแบบ

เบื้องต้น น้องที บอกว่า เด็กชายแตงโม และเณรแบงก์มาชักชวนไปเที่ยวที่วัด จ.สุพรรณบุรี ตอนเช้าเด็กชายแตงโม และเณรแบงก์ก็จะออกไปบิณฑบาตร ตนก็เดินตามไปเป็นเหมือนเด็กวัด จะมีรายได้วันละ 200-400 บาท ระหว่างที่อยู่ที่วัดและไปบิณฑบาตเด็กชายแตงโม จะสวมจีวรตลอด แต่เวลาออกไปเที่ยวเล่นจะสวมชุดไปรเวท ทั้ง เณรแบงก์ เด็กชายแตงโม และตนเองกินอาหารกันครบ 3 มื้อ และตั้งแต่ที่ไปกับเณรแบงก์และเด็กชายแตงโม ทั้ง 2 คนจะไม่ยอมให้ตนติดต่อพ่อกับแม่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ดำเนินคดีกับ นายแบงค์ อายุ 23 ปี ชายที่แต่งกายคล้ายพระที่ล่อลวงน้องทีไป ในข้อหา พรากเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา และจากการตรวจสอบประวัติ นายแบงก์ พบว่า เคยถูกดำเนินคดีมาแล้ว 3 ครั้ง ในคดีลักทรัพย์ พื้นที่ สภ.บางบัวทอง ล่าสุดเพิ่งพ้นโทษมาช่วงเดือน ธ.ค.61 และมารับจ้างบวชหน้าไฟ แต่ไม่ยอมสึกจนกระทั่งมาถูกจับกุมดังกล่าว

ที่มา policenews

หญิงสติไม่ดี ถือไขควงจี้คอผู้ประกาศสาว ขณะซ้อมรายงานผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

วันนี้ (1 มี.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุขณะที่มีการรายงานข่าวการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยปรากฏเป็นคลิปวิดีโอเผยแพร่ผ่านทางโลกออนไลน์ ซึ่งมีหญิงรายหนึ่งถือไขควงเข้ามาจ่อที่คอของผู้ประกาศหญิง ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ประกาศสาวรายดังกล่าว ปลอดภัยแล้ว ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้ก่อเหตุ

ด้าน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ยอมรับมีคนเอาไขควงไปจี้คอพิธีกรที่กำลังดำเนินรายการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลสัญจร ที่จ.พัทลุง จริง โดยจากการตรวจสอบคนที่เข้าไปทำร้ายดังล่าว เป็นคนสติไม่ดี ได้แสดงบัตรประชาชนเพื่อเข้าไปดูการถ่ายทอดสด ซึ่งในระหว่างที่พิธีกรกำลังดำเนินรายการอยู่นั้น ก็ได้เดินเข้าไปหาพิธีกร และใช้ไขควงจิ้มไปที่คอพิธีกร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็รีบเข้าไปชาร์จตัวและนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่พิธีกรสาวคือ น้องแตงกวา ก็ยังทำหน้าที่พิธีกรต่อไป เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บ

สำหรับหญิงที่เข้าไปทำร้ายพิธีกรระหว่างออกสลากสัญจรนั้น ที่ผ่านมามักจะไปแจ้งความ และร้องเรียนในสถานที่ราชการอยู่สม่ำเสมอ และในครั้งนี้ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการณ์ดังกล่าวขึ้น