พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ ไม่ได้กำจัดสิทธิ แต่จะคุ้มครองประชาชน-ประเทศชาติ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติในวาระที่ 3 เห็นสมควรประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ) พ.ศ. …. เป็นกฎหมาย โดยคะแนนเสียงเห็นด้วย 133 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 16 เสียง ดังนั้น พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ ได้บังคับใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการแล้ว

ภายหลัง พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ ผ่านความเห็นชอบ โครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้ออกมาแสดงความเห็นทันที โดยระบุว่า

เป็นการผ่านร่างกฎหมาย โดยไม่มีการแก้ไขข้อห่วงกังวลของภาคประชาชนแต่อย่างใด

ไอลอว์เผยถึงข้อน่ากังวล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ

หลังจากสนช. เห็นชอบ พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์แล้ว ทางด้านโครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้วิเคราะห์ถึงร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ โดยไอลอว์ (iLaw) ระบุว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีข้อน่ากังวลอยู่อย่างน้อย 8 ข้อ ได้แก่

1. นิยามภัยคุกคามไซเบอร์ตีความได้กว้าง ครอบคลุม เนื้อหา บนโลกออนไลน์

ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 59 กลับเปิดทางให้ตีความ ‘ขยาย’ ความหมายของภัยคุกคามไซเบอร์ให้กว้างขึ้น เช่น “อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ..” การเขียนกฎหมายเช่นนี้ เสี่ยงต่อการที่ในอนาคตอาจมีผู้ที่เจตนาไม่ดี ตีความให้คำว่า “ภัยคุกคามไซเบอร์” ครอบคลุมถึงประเด็น “เนื้อหา” บนโลกออนไลน์มากกว่าเรื่องระบบ

2. เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้เพื่อประโยชน์ในการทำงาน

ร่างพ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 61 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามไซเบอร์ เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) มีอำนาจขอความร่วมมือจากบุคคลให้มาให้ข้อมูล หรือทำข้อมูลเป็นหนังสือเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ และสามารถขอข้อมูล เอกสาร หรือสำเนาข้อมูล ที่อยู่ในการครอบครองของผู้อื่นได้ หากเห็นว่า เป็นประโยชน์ รวมถึงสามารถเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์หรือสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่นั้น

3. กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ยึด-ค้น-เจาะ-ทำสำเนา คอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์

ในร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 65 กำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เห็นว่า มีภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับที่ร้ายแรงขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถตรวจค้นสถานที่ได้ และสามารถค้นคอมพิวเตอร์ เข้าถึงข้อมูล เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เจาะระบบ หรือทำสำเนาเอาข้อมูลทั้งหมดในคอมพิวเตอร์หรือในระบบคอมพิวเตอร์ไปได้ รวมถึงสามารถยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ไว้ได้ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์

4. เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ร้ายแรงขึ้นไป เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบ Real-time

ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 67 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่มีภัยคุกคามระดับร้ายแรงหรือวิกฤติ และเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ประเมินผล รับมือ ปราบปราม ระงับ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้เลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยความเห็นชอบของ กกม. มีอำนาจขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและต่อเนื่อง (ข้อมูลแบบ Real-time) จากผู้ที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์

5. ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล

ตาม ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ การจะเข้าถึงข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ การทำสำเนา การเจาะระบบ หรือยึดอายัค เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ‘ขอหมายศาล’ เพื่อให้มีอำนาจในการดำเนินการ แต่ถ้าในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยื่นขอหมายศาล

6. การใช้อำนาจยึด ค้น เจาะ หรือขอข้อมูลใดๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้

ตาม ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 68 กำหนดว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ได้รับคำสั่งอันเกี่ยวกับการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์อุทธรณ์คำสั่งได้ในกรณีที่เป็นการใช้อำนาจเมื่อมีภัยคุกคามในระดับร้ายแรงขึ้นไป

7. เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤติ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 66 กำหนดให้ กรณีที่เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับวิกฤติ ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสภาความมั่นคงแห่งชาติในการดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามกฎหมายว่าด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือกฎหมายอื่นทีเกี่ยวข้อง

8. ผู้ใดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก

ในกรณีที่ผู้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ หรือผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ดำเนินการใดๆ ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐสั่ง เช่น ไม่ได้ตรวจสอบ แก้ไข หรือแม้แต่กำจัดไวรัสที่มีผลเป็นภัยคุกคามไซเบอร์ ก็จะมีความผิดไปด้วย โดยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ในร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ มาตรา 65 กำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เห็นว่า มีภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับที่ร้ายแรงขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถตรวจค้นสถานที่ได้ และสามารถค้นคอมพิวเตอร์ เข้าถึงข้อมูล เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เจาะระบบ หรือทำสำเนาเอาข้อมูลทั้งหมดในคอมพิวเตอร์หรือในระบบคอมพิวเตอร์ไปได้ รวมถึงสามารถยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ไว้ได้ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์

แต่การจะเข้าถึงข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ การทำสำเนา การเจาระบบ หรือยึดอายัค เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ขอหมายศาล เพื่อให้มีอำนาจในการดำเนินการ แต่ถ้าในกรณีจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยื่นขอหมายศาล ดำเนินการไปก่อนแล้วรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว

ภายหลัง พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ผ่านฉลุย ส่งผลให้ผู้คนกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง ชาวเน็ตได้ชักชวนกันคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ดังกล่าว ผ่านทาง Change.org  โดยมีผู้สนับสนุนแล้วกว่า 6,000 ราย และดูว่าจะผู้เข้าลงชื่อคัดค้านมากขึ้นเรื่อยๆ

วัตถุประสงค์พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ

วันที่ 28 ก.พ.2562 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. …. ได้จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า จัดทำขึ้นเพื่อช่วยควบคุมภัยคุกคามทางไซเบอร์ทุกรูปแบบที่จะเข้ามาภายในราชอาณาจักรไทย

และป้องกันความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่ได้มีการจำกัดสิทธิของประชาชน หรือสื่อมวลชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการทางไซเบอร์ แต่จะเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เป็นเจ้าของข้อมูล และความปลอดภัยของประเทศ

แม่ใจยักษ์นำเด็กแรกเกิดใส่ถุงดำทิ้งถังขยะ โชคดีเด็กปลอดภัย

แม่ใจยักษ์นำเด็กแรกเกิดใส่ถุงดำทิ้งถังขยะ หลังวัดกระทิงลาย จ.ชลบุรี โชคดีเด็กปลอดภัย

เมื่อวันนี้ 28 ก.พ.62 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา ร่วมกันตรวจสอบเหตุเด็กแรกเกิดถูกทิ้งไว้ในถังขยะ ที่บริเวณหลังวัดกระทิงลาย ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณกำแพงด้านหลังของวัด ตรวจสอบพบเด็กแรกเกิดเพศหญิงสายสะดือยังไม่หลุด ถูกยัดใส่ถุงดำแล้วสวมถุงพลาสติกอีกชั้นนำไปทิ้งในถังขยะ เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งช่วยเหลือส่ง รพ.บางละมุง จากการช่วยเหลือพบว่าเด็กอยู่ในอาการปลอดภัยแล้ว

เบื้องต้นทาง สภ.บางละมุง ได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อติดตามแม่ใจยักษ์รายนี้มาดำเนินคดี ส่วนสาเหตุคาดว่าเป็นความหลงระเริงของวัยรุ่นจนฝ่ายหญิงตั้งท้องแล้วไม่สามารถเลี้ยงดู เลยนำมาทิ้งโดยการยัดถุงดำและถุงพลาสติกเพื่อให้เด็กขาดอากาศหายใจเสียชีวิต

ทั้งนี้ นับว่าโชคดีเป็นอย่างมาก ซึ่งมีชาวบ้านมาพบเห็นและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือทัน ส่วนเด็กในเบื้องต้นอาการปลอดภัยและจะประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับไปดูแลต่อไป

สิ่งที่ต้องรู้เมื่อเป็นหนี้ กยศ. ต้องทำอย่างไร ?

จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาเกิดประเด็นเกี่ยวกับ ‘กยศ.’ หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามาเป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่องของการผิดนัดชำระ ลูกหนี้ กยศ.เก่าที่เรียนจบจนมีงานทำ แต่กลับไม่มาชำระหนี้ตามสัญญา ส่งผลให้ที่ผ่านมีผู้ค้ำประกันจำนวนหลายรายได้รับความเดือดร้อนจะต้องรับผิดชอบแทนจนบางรายถึงขั้นถูกยึดทรัพย์ อีกทั้งกองทุนยังขาดสภาพคล่อง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การชำระหนี้ใหม่

มาตรการจูงใจให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้ กยศ.

โดยกลุ่มผู้กู้ยืมปกติที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ หรือผู้กู้ยืมที่อยู่ในช่วงปลอดหนี้ หากมาชำระหนี้ปิดบัญชีจะได้รับการลดหย่อนเงินต้น 3% ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขณะที่มาตรการจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระหนี้ปิดบัญชีเพิ่มเติม สำหรับผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ทุกราย โดยจะลดเบี้ยปรับให้ 85% ของเบี้ยปรับ ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2561 – 31 พฤษภาคม 2562 เท่านั้น

มาตรการทวงหนี้ขั้นเด็ดขาด

อีกหนึ่งมาตรการใหม่ที่เริ่มใช้ในวันที่ 28 ก.พ.นั่นคือ กยศ. จะเริ่มหักบัญชีเงินเดือนของลูกหนี้ กยศ. ที่สังกัดหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 20 แห่ง ธนาคารพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แบบอัตโนมัติเป็นเดือนแรก ซึ่งจะมีหนี้ชำระ กยศ. เข้ามาได้ถึงเดือนละ 200 ล้านบาท และทำให้ตลอดทั้งปี 2562 มียอดชำระหนี้ได้ทั้งหมดได้เกินกว่า 3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่ได้ 2.6 หมื่นล้านบาทเกือบถึง 20%

สำหรับวิธีการหักเงินเดือนเพื่อใช้หนี้ กยศ.จะมีการนำหนี้ที่ต้องชำระต่อปี มาหารเฉลี่ยหักเท่ากันเป็นประจำทุกเดือน เช่น นำวงเงินที่ชำระหนี้มาหาร 12 เดือน และนำไปตัดเงินเดือนเป็นรายเดือน ซึ่งไม่ใช่จำนวนเงินที่มากเกินไป เช่น ปีแรกที่จะต้องผ่อนจ่าย 1.5 พันบาท เมื่อหาร 12 เดือน ก็จะเฉลี่ยถูกหักเดือนร้อยกว่าบาทเท่านั้น ยกเว้นปีแรกในงวดปีการศึกษา 2562 ที่เหลือรอบบัญชีเพียง 5 เดือน ก็จะหาร 5 จากยอดหนี้ในปีที่ต้องชำระไปก่อน

วิธีการชำระหนี้ กยศ.

ผู้กู้ยืมต้องติดต่อชำระเงินคืนตามกำหนดภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี หากล่าช้าจะทำให้ผู้กู้ยืมต้องเสียเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ ในอัตราร้อยละ 12-18 ต่อปี และผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันผู้กู้ยืมสามารถชำระเงินคืนกองทุนได้สะดวกมากขึ้นผ่านช่องทางที่ให้บริการรับชำระหนี้ทั่วประเทศ ด้วยรหัสการชำระเงิน (Barcode) โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. เข้าตรวจสอบยอดหนี้ทางเว็บไซต์ กยศ. www.studentloan.or.th ณ วันที่ประสงค์ชำระเงิน

2. ดูรายละเอียดข้อมูลบัญชีผู้กู้

3. ดูยอดหนี้ที่จะต้องชำระรวมในงวด 5 ก.ค. 2560

4. พิมพ์รหัสการชำระเงิน (Barcode)

5. นำเงินไปจ่ายชำระที่ไปรษณีย์ไทย เคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารที่กองทุนกำหนด ได้แก่ บมจ. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ทั้งนี้ ทางกองทุนกำลังทยอยเพิ่มช่องทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้กู้ยืมทั่วประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงกองทุนยังมีบริการแจ้งเตือนทาง SMS และ/หรือ e-Mail สำหรับผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนสมัครใช้บริการได้ทางเว็บไซต์ กยศ.

หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีผู้กู้ยืม กยศ.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอาจจะจัดให้มีโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี โดยให้ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการตามรายละเอียดดังนี้

  • ทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดี
  • ทำคำรับรองขอชำระหนี้ที่ค้างภายในระยะเวลาที่กองทุนกำหนด
  • ทำหนังสือรับสภาพหนี้ (เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี)
  • มีหนังสือบอกเลิกสัญญากู้ยืมและให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายในเวลาที่กำหนด

ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ติดต่อกันนาน 4 ปีขึ้นไป และไม่ได้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนฟ้องคดีที่กองทุนฯจัดขึ้น กองทุนฯ จะอนุมัติให้ทนายความดำเนินคดีกับผู้กู้ยืมต่อไป โดยทนายความจะยื่นฟ้องผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันต่อศาล โดยจะยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่ผู้กู้ยืมมีภูมิลำเนาที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

คดีส่วนมากจะเป็นคดีมโนสาเร่ คือ มีทุนทรัพย์ ยอดหนี้ ณ วันฟ้อง ทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ รวมกันไม่เกิน 300,000 บาท เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะมีหมายเรียกพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลย โดยแจ้งกำหนดวันนัดให้จำเลยไปศาลเพื่อยื่นคำให้การแก้คดี หรือเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (ทำสัญญาประนีประนอมยอมความหลังฟ้อง)

ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหากลูกหนี้ไม่มาดำเนินการตามสัญญาอีก ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี คือจะมีกระบวนการสืบทรัพย์ของผู้กู้ และผู้ค้ำประกันว่ามีทรัพย์สินหรือไม่ จากนั้นจะทำการยึดทรัพย์ทันที