ตร.ดำเนินคดี ‘หนุ่มรับจ้างเผาสุนัข’ สารภาพทำมาหลายปี

ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี เร่งดำเนินคดีกับ หนุ่มรับจ้างเผาสุนัข สารภาพทำมาหลายปีแล้ว ตามกฎหมายต้องระวางโทษติดคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 50,000 บาท

วันที่ 27 มี.ค.62 ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้าคดี นายประถม กุลบุตร อายุ 39 ปี รับจ้างนำสุนัขมาเผา จนชาวบ้านแจ้งความดำเนินคดี เหตุเกิดเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 26 มี.ค.62 ที่บริเวณว่างเปล่า ซอยหลักทอง3 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จับกุมตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดี

จากการสอบถาม พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ทราบว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่ารับจ้างจากเจ้าของสุนัขนำสุนัขและแมวที่ตายแล้วมาทำการฝังกลบ ทำมาเป็นหลายปีเนื่องจากมีการบอกต่อๆกัน จากนั้นผู้ก่อเหตุจะนำศพสุนัขไปฝั่งหรือเผาตามที่ว่างเปล่า

ทั้งนี้จากการที่ผู้ก่อเหตุได้ให้สัมภาษณ์ไปว่ารับศพสุนัขมาจากโรงพยาบาลนั้น หมายถึงเจ้าของรับศพสุนัขที่รักษาจากโรงพยาบาลแล้วเสียชีวิตและมาจ้างให้ดำเนินการ เบื้องต้นได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า ดำเนินกิจการรับ ทำการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฎิกูล หรือขยะมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจ หรือโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆแม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น

ด้านนายวุฒิชัย มะสี รองนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี กล่าวว่าจากเหตุการณ์เมื่อวาน ที่มีการเผาสุนัข เรื่องคดีความเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนความรับผิดชอบของเทศบาลแบ่งด้วยกันเป็น 2 ส่วนหนึ่งคือเรื่องของผู้ก่อเหตุและเรื่องของเจ้าของที่ ส่วนเรื่องของผู้ก่อเหตุที่ประกอบกิจการเผาสุนัข โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษติดคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 50,000 บาท ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ 2535

ส่วนเจ้าของที่ ทางเราได้แจ้ง ให้รับทราบ ปรับพื้นที่ให้โล่งเพื่อที่จะมองเห็น ในการที่มีคนบุกรุกเข้ามาหรือทำรั้วล้อมรอบขอบชิด เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำของเข้าไปทิ้งได้ ในส่วนเจ้าของที่ถ้ายังฝ่าฝืนอีก จะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท ส่วนทางโรงพยาบาล เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องดูว่าโรงพยาบาลนั้นอยู่ในเขตพื้นที่หรือเปล่า ถ้าอยู่ในเขต ก็จะติดต่อทางโรงพยาบาล ให้นำสุนัขมาทิ้ง อย่างถูกระบบ

อย่างไรก็ตามในส่วนการนำมาทิ้งในครั้งนี้ เป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน ทางเทศบาลจะทำหนังสือถึงผู้กระทำความผิด ในการทำครั้งแรก ทางเทศบาล จะทำการตักเตือนก่อน ในครั้งแรก เรื่องการเผาเราเห็นอยู่แล้ว เรื่องหมอกควัน PM 2.5 เป็นเรื่องทำให้เกิดความเดือดร้อน กับพี่น้องประชาชน อยากจะฝากพี่น้องประชาชน อย่างในเขตเมืองไม่น่าจะมีการเผาแบบนี้ เพราะในส่วนของเทศบาล จะมีรถนำไปเก็บ ซากสัตว์อยู่แล้ว

ตำรวจจับ 9 ผู้ต้องหาแชร์ข่าวปลอมสั่งปลด 2 กกต.

“บิ๊กโจ๊ก”แถลงจับ 9 ผู้ต้องหาแชร์ข่าวปลอมสั่งปลด 2 กกต. เร่งขยายผลส่วนที่เหลือ เชื่อผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมอยู่ต่างประเทศ

วันที่ 27 มี.ค.62 ที่ บก.ปอท. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.แถลงผลการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่มีพฤติกรรมเผยแพร่หรือส่งต่อข้อความข่าวสารอันเป็นเท็จ จำนวน 9 คน

ซึ่งได้แชร์ข่าวจากเว็ปไซต์ www.syoutaogou.com ที่พาดหัวข่าวว่า “ปลดด่วน 2กกต.สลับรถขนบัตรเลือกตั้ง ยัดบัตรผี 600,000 ใบสลับรถในโรงรถ ปธ.ชี้อาจมีการเลือกตั้งใหม่” ซึ่งในข่าวปลอมนั้นมีรูปภาพของนายฉัตรชัย จันทร์พลายศรี และนายปกรณ์ มหรรณพ กรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ด้วยทำให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกในสังคม ก่อให้เกิดความเสียหายกับหน่วยงานรัฐและความมั่นคงของชาติ

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่า มีการเผยแพร่และการแชร์ข่าวปลอมที่มีเนื้อหาอันเป็นเท็จ เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ที่ว่านำเข้า เผยแพร่และส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน5ปี ปรับไม่เกิน100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา และจะสอบปากคำ โดยหลังจากนี้จะตรวจสอบกลุ่มที่ปล่อยข่าวปลอมขึ้นมา ซึ่งพฤติการณ์ส่วนใหญ่ของกลุ่มดังกล่าวนั้นจะสร้างข่าวปลอมขึ้นมาเพื่อสร้างความสับสนภายในสังคม และหวังรายได้จากยอดไลค์ยอดแชร์ของประชาชน ส่วนจะถูกว่าจ้าง หรือทำเป็นขบวนการหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบความชัดเจน ส่วนที่ว่าผู้ปล่อยข่าวนั้นจะอยู่ในไทยหรือต่างประเทศนั้น อยู่ในระหว่างการตรงจสอบเช่นกัน

“แต่ที่ผ่านมาข่าวลักษณะแบบนี้จะมีบัญชีผู้ใช้อยู่ต่างประเทศ การจะดำเนินคดีนั้นยอมรับว่ามีอุปสรรคในการติดตามตัวเพราะด้วยตัวกฎหมายที่ไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ แต่ถ้าอยู่ในประเทศกลุ่มอาเซียนที่ผ่านก็สามารถที่จะนำตัวมาดำเนินคดีได้ ตำรวจจะเร่งขยายผลติดตามผู้ที่ร่วมแชร์ที่เหลือมาดำเนินคดีอีก รวมถึงผู้ที่แชร์ผ่านทวิตเตอร์เช่นกัน และฝากเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวที่ไม่เป็นจริง และยืนยันว่า ศปอส.ตร.ดำเนินการด้วยความตรงไปตรงมาและจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว

ขณะที่หนึ่งในผู้ต้องหา ยอมรับว่า เป็นผู้แชร์ข้อมูลจริงโดยไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม จนกระทั่งตำรวจไปจับกุมที่บ้านพักที่จังหวัดปราจีนบุรีจึงทราบว่าเป็นข่าวปลอม ยืนยันว่าตนไม่มีเจตนาหรือฝักใฝ่ทางการเมือง แต่ในฐานะประชาชน ตนอยากจะติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวันเลือกตั้งเท่านั้น และในวันดังกล่าวมีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว และข่าวเกี่ยวกับวันเลือกตั้งจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีคนแชร์จำนวนมากแต่ทำไมตนถึงถูกดำเนินคดี

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ฝากเตือนผู้ใช้งานโซเชียลว่า ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง โดยตรวจสอบกับสำนักข่าวที่มีมาตรฐาน หรือ เว็บไซต์ของทางรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูก่อนว่าเรื่องหรือข่าวเหล่านั้นเป็นความจริงหรือน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ก่อนจะส่งต่อให้คนอื่น

การกดไลท์ยังไม่มีความผิด แต่การแชร์ต่อจะผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ม.14(5) ทันที

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการกระทำในลักษณะสร้างหรือผลิตข่าวปลอม ในลักษณะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ม.14(2) ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และฝากเตือนคนที่จะแชร์ข่าวปลอมเหล่านี้ว่าจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14(5) ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากับคนนำเข้าสู่ระบบ คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ

พลังประชารัฐ แถลงโต้ หยุดเรียกเผด็จการ 7.9 ล้านเสียงที่ได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือ?

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันยังมีเวลารวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ขอรอผลคะแนนอย่างเป็นทางการจาก กกต. วอนหยุดอ้างประชาธิปไตย

วันนี้ (27 มี.ค.62) ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค และนายอิทธิพล คุณปลื้ม กรรมการบริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวท่าทีของพรรคต่อกรณีการแถลงข่าวเตรียมรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นที่เป็นพันธมิตร

นายอุตตม กล่าวว่า การรวมเสียงของพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อดำเนินการไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล พรรคมีจุดยืนชัดเจนที่จะยังไม่พูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะในเรื่องของคะแนนยังไม่เป็นที่ยุติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐ ต้องดำเนินการหารือกับพรรคอื่นต่อไป โดยพรรคเชื่อว่ายังมีเวลาที่จะเดินสายหารือเพือให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดความราบรื่นต่อไป

ทั้งนี้นายอุตตม กล่าวยอมรับว่าได้คุยกับพรรคจำนวนหนึ่ง ทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็ก แต่ประเด็นหลักวันนี้ยังไม่มีฝั่งใดที่จะยืนยันตัวเลขได้ชัดเจนว่าแต่ละพรรคได้เสียงเท่าไหร่จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่าใครจะรวมเสียงกันไ้มากน้อยอย่างไร

“เราจะทำต่อเนื่องตามหลักการในการคำนวณเสียงให้ได้มากที่สุด ส่วนที่พรรคเพื่อไทยประกาศจับมือกับพรรคต่างๆในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐมองว่าเวลายังมีอยู่ พรรคเราไม่รีบร้อน”นายอุตตม กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่พรรคเพื่อไทยรวมเสียงได้ก่อนพรรคมองอย่างไร นายอุตตม กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีการรวมเสียงได้ทั้งนั้น เพราะกกต. ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ยังไม่นีบร้อนตั้งเป้าจะเป็นรัฐบาล ต้องดูเสียงก่อนและต้องฟังพรรคการเมืองอื่นด้วย

เมื่อถามถึงตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้ในใจ นายอุตตม กล่าวว่าเร็วไปที่จะพูดในขณะนี้ ส่วนการที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ยังสงวนท่าทีในการแถลงจับมือกับพรรคเพื่อไทยเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่ามีโอกาสร่วมงานกันกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ ว่าอยู่ในกระบวนการเสนอชื่อไว้ก่อน ถึงเวลาจะพูดคุยกัน

อย่างไรก็ตามพรรคขอยืนยันว่าตัวเลขไม่ใช่สาระสำคัญเปลี่ยนแปลงได้ทุกวันการคำนวณยังไม่สิ้นสุดเราตั้งใจพัฒนาพรรคให้เป็นพรรคการเมืองถาวร เพื่อปฎิบัติตามเจตนารมย์ที่ประชาชนเลือกพวกเราเข้ามาทำหน้าที่

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวว่าการรวมตัวกันเป็นการแสดงความช่วงชิงทางการเมือง เป็นการฉกฉวยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสร้างความชอบธรรม ซึ่งในความเป็นจริงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา และการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆในอดีต เพราะเป็นระบบจัดสรรปันส่วนที่ต้องคิดหาคะแนนอย่างละเอียดทั้งส.ส.แบบเขตและบัญชีรายชื่อ

“วันนี้หยุดอ้างความเป็นประชาธิปไตยได้แล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้จะได้เสียงเท่าไหร่ก็ตาม ต้องหยุดอ้างประชาธิปไตย วันนี้ ประชาชนเลือกพรรคพลังประชารัฐ 7.9 ล้านคน ถือว่ามีสิทธิมีเสียง การแถลงของพรรคหนึ่งพรรคใดที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงของประชาชน 7.9 ล้านเสียงด้วย ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือเคารพเสียงทุกคน เคารพเสียงทุกเสียง แล้วมองเสียงอื่นไม่ใช่ประชาธิปไตยได้อย่างไร อย่านำคำว่าประชาธิปไตยมาสร้างความแตกแยกให้ประชาชนหรือความขัดแย้งในสังคมอีกเลย” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้ทางด้านเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ย้ำว่า วันนี้ไม่มีฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการ และยืนยันว่าบุคคลที่เหมาะสมในสถานการณ์ขณะนี้คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนประชาธิปไตยเพื่อประชาชน พยายามให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ไม่สร้างวาทกรรมแบ่งแยกให้เกิดความรู้สึกเป็นคนละฝั่งคนละฝ่าย ตอกย้ำความแตกแยกของประเทศ