ย้อนสถิติเลือกตั้ง บัตรดี-บัตรเสีย คนลงคะแนนเสียง

เทียบสถิติเลือกตั้ง

แม้ขณะนี้ยังไม่ได้ผลสรุปผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้นับว่า เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากประเทศไทยห่างการเลือกตั้งมาแล้วราว 5 ปี หลายคนออกมาพูดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา มีจำนวนบัตรเสียมากจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

วันนี้ MThai รวบรวมสถิติผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวนบัตรเสีย และจำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน ตั้งแต่ครั้งล่าสุดคือ วันที่ 24 มีนาคม 2562 (ยังไม่ใช่ตัวเลขอย่างเป็นทางการ) , เลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 , เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 , เลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 มาเทียบกันแบบชัด ๆ ว่า ปีไหนคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด และการเกิดบัตรเสีย หรือโหวตโนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้มีมากกว่าการเลือกตั้งปีก่อนๆ อย่างที่ทุกคนคิดหรือไม่

เลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นการเลือกตั้งขณะที่ยังมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำรงตำแหน่งอยู่ และถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

การเลือกตั้งในครั้งนี้มีจำนวนเขต 350 เขตเลือกตั้ง และมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผู้ชนะการเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตแล้ว แต่ในส่วนของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 150 คนยังไม่ได้ข้อสรุป

สติเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

จำนวนราษฏร 66,188,503 คน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปีนี้มีจำนวนประมาณ 50,655,258 คน

จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง                              35,132,889

  • บัตรดี                                                        32,626,447
  • จำนวนบัตรเสีย                                         1,983,119
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน                 523,308

ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันตัวเลขใดๆ อย่างเป็นทางการเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 เรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ข้อ 168 ระบุว่า ให้สำนักงานจัดให้มีแอปพลิเคชันรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการเพื่อใช้งานบนโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต

ข้อ 169 เมื่อสำนักงานได้รับรายงานผลการเลือกตั้งตามข้อ 159 แล้ว ให้จัดให้มีการแสดงผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการต่อสาธารณะ โดยให้แสดงผลไม่เกินร้อยละ 95 ของจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด

เลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ถูกจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พรรคที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง 265 ที่ ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย  ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก โดยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎร 159

สติเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554

จำนวนราษฏร 63,878,267 คน

จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 46,939,549 คน

จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • แบบบัญชีรายชื่อ                            35,220,208   คน    (75.03%)
  • จำนวนบัตรเสีย                               1,726,768         บัตร   (4.90%)
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน       958,213            บัตร   (2.76%)
  • แบบแบ่งเขต                                  35,220,377      คน     (75.03%)
  • จำนวนบัตรเสีย                               2,040,261        บัตร   (5.79%)
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน        1,419,148        บัตร    (4.03%)

เลือกตั้ง  23 ธันวาคม 2550

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2550 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และครั้งแรกภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 480 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน

ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2550 ส่งผลให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2551 อันเนื่องมาจากพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากที่สุด จำนวน 233 ที่นั่ง

และเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับ พรรคชาติไทย 34 ที่นั่ง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 ที่นั่ง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 ที่นั่ง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 ที่นั่ง และพรรคประชาราช 5 ที่นั่ง รวมคะแนนเสียงพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสิ้น 316 ที่นั่ง ต่อ พรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว คือ พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 164 ที่นั่ง

*ทั้งนี้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลชั่วคราว หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549

สติเลือกตั้ง  23 ธันวามคม 2550

จำนวนราษฏร 62,828,706 คน

จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 44,002,593 คน

จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • แบบบัญชีรายชื่อ                                 32,792,246      คน      (74.52%)
  • จำนวนบัตรเสีย                                    1,823,436        บัตร    (5.56%)
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน            935,306           บัตร    (2.85%)
  •  แบบแบ่งเขต                                     32,775,868       คน      (74.49%)
  •  จำนวนบัตรเสีย                                  837,775             บัตร    (5.56%)
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน           1,499,707          บัตร    (4.58%)

เลือกตั้ง  6 กุมภาพันธ์ 2548

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 สาเหตุมาจาก นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบวาระ 4 ปี และต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

โดยมีพรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ได้รวมสมาชิกจากพรรคต่าง ๆ ได้แก่ พรรคความหวังใหม่, พรรคชาติพัฒนา, พรรคกิจสังคม, พรรคเสรีธรรม และพรรคเอกภาพ เข้ากับพรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร คือ 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง

สติเลือกตั้ง  6 กุมภาพันธ์ 2548

จำนวนราษฏร 63,079,765 คน

จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 44,572,101 คน

จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • แบบบัญชีรายชื่อ                                32,341,330  คน     (72.56%)
  • จำนวนบัตรเสีย                                   935,586       บัตร    (2.89%)
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน           357,515        บัตร     (1.11%)
  •  แบบแบ่งเขต                                    32,337,611    คน     (72.55%)
  •  จำนวนบัตรเสีย                                 1,938,590     บัตร   (5.99%)
  • จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน           741,276        บัตร    (2.29%)

เลือกตั้ง62 : ‘หญิงหน่อย’ ซัดบางพรรค เข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 แต่จะขอรับเหรียญทอง

‘หญิงหน่อย’ ซัดพรรคอ้างคะแนนนิยมอันดับ 1 ระบุเข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 แต่จะขอรับเหรียญทองบนแท่นที่ 1

วันที่ 26 มี.ค. 2562 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กกรณีที่พรรคพลังประชารัฐแถลงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่าได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่ง และพรรคใดรวบรวมเสียงข้างมากได้ ก็สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

โดยเนื้อหาระบุว่า พรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง 350 เขต แต่ได้จำนวน ส.ส.น้อยกว่าพรรคที่ลงสมัครแค่ 250 เขต แล้วออกมาบอกว่าตัวเองได้คะแนนนิยมจากคนทั้งประเทศมากกว่าควรจะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ระบอบรัฐสภาไม่ได้คิดแบบนั้น

ประเด็นแรก คือกติกาที่บิดเบี้ยว ตั้งใจออกแบบให้นำระบบส.ส.พึงมีมาคิด เพื่อตัดคะแนนพรรคที่คนนิยม และได้จำนวนส.ส.เขตมากที่สุด เพื่อทำให้ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยที่สุด

นี่คือกับดักอย่างหนึ่งที่จงใจให้เกิดความยากลำบากในการแข่งขัน เพราะไม่ต้องการให้พรรคที่มีคะแนนนิยมซึ่งแสดงผ่านจำนวนเขตที่มากเป็นพรรคที่แข็งแรงเกินไป

ประเด็นที่ 2 คือการโหวตในสภา เมื่อคิดจาก ส.ส. 1 คน มีคะแนนโหวตเท่ากัน 1 คะแนน เสียงข้างมากในสภาจึงมีค่าเท่ากับ ส.ส.ที่โหวตเป็นจำนวนมากกว่าอีกฝ่าย ไม่ใช่การคิดคะแนนจาก ส.ส.คนไหนได้คะแนนเลือกตั้งมาเท่าไหร่แล้วจะกลายเป็นเสียงข้างมากนะคะ

แข่งขันในสนามเดียวกัน ออกแบบกติกาเอาเปรียบคนอื่นมากมายมหาศาลตั้งแต่จุดสตาร์ทยันเส้นชัย แต่จำนวน ส.ส. ก็ยังแพ้อยู่ดี เข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 แต่จะขอรับเหรียญทองบนแท่นที่ 1 แบบนี้ก็ได้เหรอ

สำหรับผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง ณ เวลา 10.00 น. วันที่ 25 มี.ค. 2562 

1.พลังประชารัฐ 7,938,893 คะแนน

2. เพื่อไทย 7,422,600 คะแนน

3.อนาคตใหม่ 5,870,093 คะแนน

4.ประชาธิปัตย์ 3,704,284 คะแนน

5.ภูมิใจไทย 3,512,151 คะแนน

จำนวน ส.ส. เขตแต่ละพรรคอย่างไม่เป็นทางการ

1.พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส. 137 คน

2.พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส. 97 คน

3.พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส. 39 คน

4.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. 33 คน

5.พรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส. 30 คน

6.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส. 6 คน

7.พรรคประชาชาติ ได้ ส.ส. 6 คน

8.พรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ ส.ส. 1 คน

9.พรรคชาติพัฒนา ได้ ส.ส. 1 คน

ตำรวจ บก.ปอท.รุดสอบปากคำ 2 กกต. ถูกข่าวปลอมโจมตีหาว่าโดนปลด

ตำรวจ บก.ปอท.รุดสอบปากคำ 2 กกต. ที่โดนข่าวปลอมโจมตีหาว่าโดนปลด ขณะเดียวกัน ขออนุมัติหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของกับการแพร่ข่าวอันเป็นเท็จมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

วันนี้(26 มี.ค. 62) เวลา 11.00 น.  พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ขวัญชัย พัฒรักษ์ ผกก.3 บก.ปอท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.กฤช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 พ.ต.ต.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล สว.กก.3 ร.ต.อ.ปิยวัฒน์ ปริญญา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 ร.ต.อ.ศตวรรษ แวงแสน รอง สว.(สอบสวน)กก.3 เดินทางไปที่สำนักงาน กกต.ชั้น 7 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ พบ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้ง นายฉัตรไชย จันทร์พลายศรี และ นายปกรณ์ มหรรณพ กรรมการ กกต.2 ท่าน ที่โดยสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ( https://syoutaogou.com/SYO/135 )
ลงข่าวอันเป็นเท็จ กล่าวหาว่าบุคคลทั้งสองคนถูกตำรวจจับและโดนปลด

โดยพาดหัวข่าวว่า “ปลดด่วน! 2 กกต.สลับรถขนบัตร…อัพยศ ที่สุดประเทศไทย ยัดบัตรผี 600,000 ใบ สลับรถในโรงรถ ปธ.ชี้ อาจมีเลือกตั้งใหม่” เพื่อขออนุมัติหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของกับการแพร่ข่าวอันเป็นเท็จดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ฝากให้ทาง บก.ปอท.เร่งติดตามจับกุมคนที่สร้างข่าวเท็จมาดำเนินคดีโดยไว นอกจากข่าวปลด 2 กกต.แล้ว ยังพบว่ามีการปลอมข่าวเรื่องบัตรเลือกตั้ง 20 ล้านใบอีก 1 ข่าว ฝากตำรวจ บก.ปอท. สืบสวนสอบสวนติดตามมาดำเนินคดีด้วย

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ฝากเตือนผู้ใช้งานโซเชียลว่า ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง โดยตรวจสอบกับสำนักข่าวที่มีมาตรฐาน หรือ เว็บไซต์ของทางรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูก่อนว่าเรื่องหรือข่าวเหล่านั้นเป็นความจริงหรือน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ก่อนจะส่งต่อให้คนอื่น

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการกระทำในลักษณะสร้างหรือผลิตข่าวปลอม ในลักษณะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ม.14(2) ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และฝากเตือนคนที่จะแชร์ข่าวปลอมเหล่านี้ว่าจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14(5) ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากับคนนำเข้าสู่ระบบ คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ